อเล็กซานเดอร์ แกรห์ม เบลล์
Alexander Graham Bell
ค.ศ. 1847–1922
พ.ศ. 2390–2465
ชาวสก็อตผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์
เขาเกิดในครอบครัวซึ่งเป็นอาจารย์สอนคนหูหนวกมาสองชั่วคน จึงดำเนินชีวิตตามรอยเท้าปู่และพ่อ ก่อนจะย้ายไปอยู่แคนาดาและสหรัฐฯ
ขณะสอนอยู่ที่เมืองบอสตัน เขาประดิษฐ์โทรศัพท์ และเริ่มการทดลองให้ประชาชนชมครั้งแรกในปี ค.ศ. 1876
แม้เบลล์จะกลายเป็นมหาเศรษฐีของโลกเพราะรายได้มหาศาลจากโทรศัพท์ (Bell Telephone Company) แต่เขากลับมุ่งมั่นที่จะสอนและประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยคนหูหนวกไปจนตลอดชีวิต
ในวัยชรา เบลล์ยืนยันว่า ไม่ต้องการให้โลกจดจำว่าเขาเป็นผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์ แต่จะภูมิใจกว่ามากหากโลกจดจำว่าเขาเป็นครูสอนคนหูหนวกชั้นยอด
วันเยาว์…
พวกญาติๆ แอบเรียกเขาว่า “Wednesday’s Child”
ในอังกฤษมีบทกลอนเก่าแก่ เกี่ยวกับเด็กที่เกิดในวันต่างๆ ซึ่งรู้จักกันอย่างกว้างขวาง
Monday’s child is fair of face,
Tuesday’s child is full of grace,
Wednesday’s child is full of woe,
Thursday’s child has far to go,
Friday’s child is loving and giving,
Saturday’s child has to work hard for its living,
But a child that’s born on the Sabbath day
Is fair and wise and good and gay.
ในกลอนบทนี้ เด็กที่เกิดในวันพุธนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์หรือความเศร้า
สำนวน ‘ลูกวันพุธ’ ของฝรั่งอังกฤษ จึงหมายถึงเด็กอาภัพ แต่ส่วนใหญ่จะหมายถึงลูกคนกลาง ซึ่งพ่อแม่มักจะรักและเอาใจใส่น้อยกว่าลูกหัวปีหรือคนสุดท้อง
เด็กชาย Alex เป็นลูกวันพุธขนานแท้ เพราะนอกจากจะเป็นลูกคนกลางจริงๆ แล้ว เขายังเป็นเด็กเงียบขรึมและดูเศร้าๆ
ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพราะเขาสามวันดีสี่วันไข้ และมีโรคปวดหัวติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่ใช่เด็กสุขภาพสมบูรณ์อย่างพี่ชายและน้องชาย
พ่อเบื่อที่อเล็กซ์เจ็บออดๆ แอดๆ แถมยังมีความรู้สึกว่า ลูกชายคนกลางติดจะทึ่มๆ ไม่ฉลาดและมีไหวพริบอย่างลูกชายอีกสองคน พ่อจึงรู้สึกหงุดหงิดรำคาญลูกคนนี้เสมอ
แม่ไม่เป็นอย่างพ่อเลย
แม่รักลูกคนกลางไม่น้อยไปกว่าลูกคนอื่นๆ อเล็กซ์รู้สึกว่าแม่อ่อนโยนกับเขาเป็นพิเศษด้วยซ้ำ ซึ่งคงจะจริง เพราะแม่สงสารอเล็กซ์ที่พ่อไม่ค่อยรัก
อเล็กซ์โหยหาความรักของพ่อ แต่เขาก็รักแม่อย่างที่สุด
แม่ของอเล็กซ์มีแก้วหูพิการ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน แม่จะมี ‘โทรโข่ง’ ติดตัวอยู่เสมอ โทรโข่งที่ว่านี้เป็นต้นกำเนิดของเครื่องช่วยฟังในปัจจุบัน มันมีลักษณะคล้ายแตร คนพูดจะกรอกเสียงลงไปตรงปลายที่บานออก ปลายอีกข้างหนึ่งเรียวเล็กจนแม่ใส่เข้าไปในหูได้ เพื่อที่แม่จะได้ยินเสียงพูดถนัดขึ้น
ในขณะที่ใครๆ พูดกับแม่โดยกรอกเสียงลงไปในโทรโข่ง แต่อเล็กซ์มีวิธีพูดกับแม่ไม่เหมือนใครเลย เขาจะจรดริมฝีปากใกล้ๆ กับหน้าผากของแม่ แม่จะสามารถสัมผัสกับลมที่อเล็กซ์เปล่งออกมา และรู้ได้ทันทีว่าอเล็กซ์พูดอะไร เพราะแม่คุ้นเคยกับ ‘วิธีสื่อสาร’ ของอเล็กซ์มาตั้งแต่เขาเริ่มพูดได้
พ่อและปู่ของอเล็กซ์เป็นอาจารย์สอนคนหูหนวกที่มีชื่อเสียงขจรขจายทั่วสหราชอาณาจักร (อังกฤษ เวลส์ สก็อตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือ) ในครั้งนั้น
ปู่อยู่ในลอนดอน ปู่สอนทั้งคนหูหนวกและวิธีการออกเสียงให้กับนักแสดงและผู้ที่ต้องการฝึกฝนการพูด ซึ่งมักจะเป็นคนสำคัญๆ และมีชื่อเสียงในวงสังคม
ส่วนพ่อเป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งเอดินบะระในสก็อตแลนด์ ที่เกิดของอเล็กซ์นั่นเอง พ่อสอนคนหูพิการให้มีวิธีสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ ในขณะเดียวกันพ่อก็มักจะทดลองหาวิธีและเครื่องมือต่างๆ ที่จะทำให้การสื่อสารง่ายขึ้น
แม่ของอเล็กซ์รักกับพ่อ ตั้งแต่เข้ามาเป็นนักเรียนของพ่อนั่นเอง
Melville ซึ่งเป็นลูกคนโตของพ่อแม่ มีคุณสมบัติเหมาะจะเป็น Sunday’s child หรือที่เรียกในบทกลอนว่า Sabbath day เพราะทั้ง “…Fair and wise and good and gay.” คือเป็นเด็กเที่ยงธรรม ฉลาด แสนดี และร่าเริง จึงเป็นที่รักและภาคภูมิใจของพ่อแม่
พี่เมลวิลล์รู้ว่าอเล็กซ์ด้อยกว่าในทุกๆ ทาง แต่ก็ไม่เคยล้อเลียน ทับถม หรือทำให้น้องเสียใจ กลับช่วยประคับประคองให้อเล็กซ์มีส่วนในการ ‘ซนอย่างสร้างสรรค์’ ด้วยเสมอ จากความใกล้ชิดกันทั้งพี่และน้องต่างรู้ดีว่า อเล็กซ์ไม่ได้ปัญญาทึบ เพียงแต่ขี้โรคและมีบุคลิกเงียบๆ เท่านั้น
ในวัยผู้ใหญ่อเล็กซ์เล่าว่าทั้งพี่ชายและน้องชายล้วนมีส่วนทำให้วัยเด็กของเขามีความสุขที่สุด
เมื่ออเล็กซ์อายุได้เพียง 11 ขวบ Mr. Graham เพื่อนชาวแคนาดาของพ่อมาเยี่ยมเยือน อเล็กซ์ชอบเพื่อนพ่อคนนี้มาก จึงขอเอานามสกุลของเขามาใช้เป็นชื่อกลาง
เด็กชาย Alexander Bell จึงกลายเป็น Alexander Graham Bell ที่โลกรู้จักกันในภายหลัง
อีกสี่ปีต่อมา ปู่ซึ่งมาเยี่ยมนานๆ ครั้ง เห็นความหงุดหงิดของพ่อที่มีต่ออเล็กซ์ ซึ่งเป็นเด็กหงอยๆ แถมยังเรียนหนังสือไม่ค่อยได้เรื่อง จึงขอตัวอเล็กซ์ไปอยู่ด้วยที่กรุงลอนดอน
ปู่มาแปลก…
ท่านปฏิบัติต่ออเล็กซ์ราวกับเป็นผู้ใหญ่ ทำให้อเล็กซ์รู้สึกตัวว่ามีค่า ปู่หาหนังสือดีๆ สารพัดชนิดให้เขาอ่าน ต่างจากพ่อซึ่งบังคับให้อ่านแต่หนังสือเรียน
ไม่แต่เท่านั้น ปู่ยังซื้อเสื้อผ้าดีๆ ให้ใส่เหมาะกับวัยที่กำลังเริ่มหนุ่ม และพาอเล็กซ์ไปด้วยตามที่ต่างๆ รวมทั้งให้ไปทำงานด้วยเพื่อหลานชายได้เรียนรู้จากของจริง ปู่มักปรึกษาและขอความเห็นจากเขา ราวกับว่าอเล็กซ์เป็นเพื่อนร่วมงานมากกว่าจะเป็นหลานวัยรุ่นกะโปโล
เพียงปีเดียวที่อเล็กซ์อยู่กับปู่ ปู่ได้เปลี่ยนเขาจากลูกนกอ่อนแอป้อแป้ ให้กลายเป็นอินทรีหนุ่ม พร้อมที่จะบินทะยานขึ้นไปสู่ฟากฟ้า
พ่อแม่แทบจำไม่ได้เมื่ออเล็กซ์กลับบ้าน เขากลายเป็นหนุ่มน้อยมีความรู้ผู้มั่นใจในตัวเอง
ในยุคที่ความชำนาญงานสำคัญกว่าปริญญาบัตร อเล็กซ์ซึ่งอายุเพียง 16 ปีสามารถหางานทำได้โดยง่าย เขาไปเป็นครูในโรงเรียนประจำ สอนทั้งการพูดและดนตรี ซึ่งเป็นความถนัดของเขา อเล็กซ์ไม่ได้ไปคนเดียว แต่ยังชวนพี่ชายไปด้วย
พ่ออนุญาตโดยมีข้อแม้ว่าให้ทำงานเพียงปีเดียวแล้วกลับไปเรียนต่อ
อเล็กซ์สนุกกับงานที่ทำมาก แม้ตัวเขาจะอ่อนกว่านักเรียนหลายคน แต่ก็ไม่ทำให้เขาเสียความเชื่อมั่นในตัวเองเลย
เมื่อปู่เสียชีวิตลง พ่อพาครอบครัวไปอยู่ลอนดอนและทำงานที่ปู่เคยทำ โดยมีลูกๆ ซึ่งล้วนเชี่ยวชาญเรื่องการสอนคนหูหนวกเป็นผู้ช่วยสำคัญ
เมื่ออเล็กซ์อายุเพียง 20 ต้นๆ พี่ชายและน้องชายก็เสียชีวิตเพราะโรคปอด พ่อแม่กลัวอเล็กซ์จะป่วยด้วย จึงพาอเล็กซ์ย้ายไปอยู่แคนาดา เพื่อเลี่ยงอากาศชื้นของอังกฤษ
ในเวลาไม่นาน อเล็กซานเดอร์ แกรห์ม เบลล์ จะกลายเป็นชื่อที่รู้จักและนับถือในแคนาดาและสหรัฐฯ ก่อนจะเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก
หากย้อนอดีตกลับไปบอกพ่อว่า Wednesday’s child ลูกชายคนกลางที่ขี้โรคและหัวทึบของพ่อ วันหนึ่งจะกลายเป็นลูกที่พ่อแสนภาคภูมิใจ… พ่อจะเชื่อไหมเอ่ย?