ออดรีย์ เฮปเบิร์น
Audrey Hepburn
ค.ศ. 1929-1993
พ.ศ. 2472-2536
กุลสตรีร่างบาง ผู้มีความงามในใบหน้าและดวงตาไม่ซ้ำแบบใคร ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งดาราค่าตัวแพงที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด ในยุคต้น 50s เมื่อนางเอกส่วนใหญ่เป็นสาวอึ๋มอย่างที่เรียกกันว่า เซ็กซ์บอมบ์
เธอมาจากตระกูลผู้ดีมีเงินของยุโรป ที่โดนภัยสงครามจนสิ้นเนื้อประดาตัว ก่อนจะมาประสพความสำเร็จบนจอเงินจากภาพยนตร์อมตะเช่น Roman Holiday, War and Peace, Sabrina, The Nun’s Story, Breakfast at Tiffany รวมทั้ง My Fair Lady
ออดรีย์ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์หลายครั้ง แต่ได้รับรางวัลเพียงครั้งเดียว
เธอเป็นดาราใหญ่ที่เลือกชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟู่ฟ่า คงระดับความเป็นผู้ดี มีอัธยาศัยนิ่มนวลตลอดชีวิต ทำให้เป็นที่รักของผู้ร่วมงานและบรรดาแฟนๆ ภาพยนตร์อย่างไม่รู้ลืม
แม้แต่นักหนังสือพิมพ์และนักข่าวก็ตกหลุมรักออดรีย์ จนมีผู้กล่าวว่า นักหนังสือพิมพ์เขียน ‘วิจารณ์’ ดาราคนอื่นๆ แต่เขียน ‘จดหมายรัก’ ถึงออดรีย์ เฮปเบิร์น
ออร์ดรีใช้ช่วงปลายของชีวิตทำงานให้กับ UNESCO เพื่อช่วยเหลือเยาวชนในประเทศยากจน
วันเยาว์…
เธอเป็นเด็กหญิงที่แก่นเหมือนผู้ชาย ชอบปีนต้นไม้ เล่นกับสัตว์เลี้ยง มากกว่าที่จะเล่นตุ๊กตา (ซึ่งเธอบอกว่า “เหมือนเด็กตาย”) สมกับที่คุณพ่อตั้งชื่อให้ว่า Andrey (แอนดรีย์) ซึ่งแปลงมาจากชื่อ Andrew ของเด็กผู้ชาย
ความผิดพลาดในเอกสารราชการในภายหลัง เปลี่ยนชื่อเธอเป็น Audrey ซึ่งเป็นชื่อค่อนข้างธรรมดาของผู้หญิงในยุโรป
‘ออดรีย์’ มีความหมายว่า ‘ความเข้มแข็งอันสูงส่ง’
ออดรีย์เกิดในกรุงบรัซเซลส์เมืองหลวงของเบลเยี่ยม บิดาของเธอเป็นท่านบารอนเชื้อสายอังกฤษ-เบลเยี่ยม ส่วนบารอนเนสผู้มารดาเป็นบุตรสาวมหาเศรษฐีผู้ดีเก่าชาวดัตช์ แต่ในสูติบัตร คุณพ่อลงสัญชาติลูกสาวว่าเป็น ‘บริติช’ เหมือนกับพ่อ
หนูน้อยออดรีย์เติบโตขึ้นในคฤหาสน์ของตระกูลมารดา คฤหาสน์แห่งนี้ต่อมากลายเป็นที่พำนักของกษัตริย์องค์สุดท้ายของเยอรมัน ซึ่งลี้ภัยไปอยู่ในเนเธอร์แลนด์ ทุกวันนี้คฤหาสน์ดังกล่าวกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ประชาชนผู้เข้าชมจะได้เห็นภาพเขียนและรูปถ่ายของตระกูลของออดรีย์ แฮปเบิร์นด้วย
แม้จะเกิดมาบริบูรณ์ด้วยเงินทอง แต่ออดรีย์ก็เป็นเด็กเหงา เธอเครียดที่พ่อแม่ไม่ลงรอยกัน จึงพยายามอยู่ห่างเข้าไว้ และเลือกที่จะอยู่กับน้าหรือพี่เลี้ยง หรือใช้เวลาอ่านหนังสือและเล่นคนเดียวมากกว่า
เวลาที่พี่ชายสองคนกลับจากโรงเรียนประจำ เป็นเวลาที่ออดรีย์มีความสุข ทั้งสามคนพี่น้องรักกันมาก แม้ว่าพี่ๆ จะเป็นลูกภรรยาคนแรกของท่านบารอน
สิ่งแวดล้อมทำให้ออดรีย์เป็นเด็กที่พูดได้หลายภาษา ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส ดัตช์ เฟลมิช เธอได้ไปเยือนประเทศต่างๆ กับคุณพ่อและคุณแม่ตามประสาคนในวงสังคมชั้นสูงของยุโรป
ตามประสาบุตรหลานคนในวงสังคมชั้นสูงของยุโรปเช่นกัน ออดรีย์จึงถูกส่งไปเข้าโรงเรียนประจำที่อังกฤษตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ความจริงที่แอบแฝงคือ คุณพ่อและคุณแม่แยกกันอยู่ คุณพ่อจัดการให้ลูกสาวไปเรียนที่อังกฤษ เพื่อที่จะได้พบลูกบ้าง
ออดรีย์เหงาหงอยลงไปอีกเพราะคิดถึงบ้าน เธอเป็นเด็กเรียบร้อย พูดน้อย แต่ก็เรียนหนังสือเก่ง และมีความสามารถพิเศษในการเต้นบัลเลต์ จนครูเสนอให้เอาดีทางนี้
แม่เห็นเธอกัดเล็บจนกุด และมีอาการปวดหัวประจำ เดาออกว่าลูกสาวมีความกดดัน จึงมาเช่าบ้านอยู่ใกล้ๆ โรงเรียน ทำให้สองคนแม่ลูกมีเวลาได้ใกล้ชิดกัน และเป็นช่วงเวลาที่มีออดรีย์มีความสุขมาก
แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มปะทุขึ้น แม่กลัวว่าเยอรมันจะบุกอังกฤษ จึงเปลี่ยนสัญชาติออดรีย์เป็นดัตช์ แล้วพากลับบ้านของแม่ที่ฮอลแลนด์ ด้วยความเข้าใจผิดว่าฮอลแลนด์คงไม่ต้องผจญความเดือดร้อนจากสงคราม เพราะนอกจากจะเป็นประเทศที่เป็นกลางแล้ว ยังเป็นแหล่งข้าวแหล่งน้ำแห่งหนึ่งของเยอรมัน ที่มีทั้งสินค้ายางและน้ำมัน
แต่แม่คิดผิด… เพราะฮิตเลอร์ไม่ได้เล่นตามกฎ
เผด็จการตัวจริงไม่เคยเล่นตามกฎ หากจะทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของตัวเอง
ออดรีย์และแม่ได้เห็นฮอลแลนด์ยับเยินใต้รองเท้าบูทส์ของทหารเยอรมัน ไม่ว่ารวยหรือจน ทุกครอบครัวล้วนเผชิญความทุกข์ยากเท่าเทียมกัน
หลังจากเยอรมันยึดปราสาทของตระกูลไปทำศูนย์บัญชาการ แม่ต้องพาออดรีย์ไปเช่าแฟลตเล็กๆ อยู่ เปลี่ยนชื่อให้เป็นดัตช์ และสั่งลูกสาวเด็ดขาดไม่ให้พูดอังกฤษกับใครๆ เพราะเป็นอันตราย
อาหารเริ่มมีจำกัด ออดรีย์ซึ่งมีอายุเพียงสิบสองเริ่มเปลี่ยนจากเด็กที่ชอบกินขนมและช็อกโกแลตจนตุ้ยนุ้ย เป็นวัยรุ่นผ่ายผอมจนเกือบเหมือนโครงกระดูกเดินได้
ออดรีย์ใช้ชิวิตหลายปีในช่วงสงครามท่ามกลางความอดอยาก ความหวาดกลัว และข่าวร้ายต่างๆ ญาติหลายคนถูกยิงตาย ส่วนพี่ชายก็ถูกเยอรมันจับ
เธอเห็นแม่น้ำไรน์เป็นสีเลือดจากซากศพที่โดนเยอรมันยิงทิ้ง เสียงรถถัง รถบรรทุก และรถมอเตอร์ไซค์ของเยอรมันกึกก้อง ผสานกันกับเสียงเต้นระรัวของหัวใจตัวเอง ขณะซ่อนตัวอยู่ในตึกที่พรุนด้วยรอยกระสุน
ออดรีย์ถูกสอนไม่ให้เผชิญหน้า ให้คอยหลบทหารโดยซ่อนตัวตามตึกร้างหรือกองหิน แต่หลังจากโรงเรียนถูกปิด ออดรีย์ยังต้องเดินผ่านสิ่งปรักหักพังไปเรียนพิเศษกับครู เพราะแม่ไม่ต้องการให้เธอเลิกเรียน
เธอเคยโดนทหารเยอรมันใช้ปืนจ่อเพราะออกเดินไปบ้านครู โดยไม่รู้ว่าเยอรมันห้ามคนออกจากบ้านในวันนั้น แต่เมื่อเห็นสภาพเด็กผ่ายผอมแล้วทหารคงสงสาร จึงให้ซ่อนจนหมดเวลาเคอร์ฟิวแล้วปล่อยให้กลับบ้าน
เป็นโชคดีที่เยอรมันไม่ได้ค้นตัว เพราะบางครั้งแม่ให้ออดรีย์เป็นคนส่งสารให้คณะใต้ดินชาวฮอลันดา ที่กำลังพยายามต่อต้านเยอรมัน แม้จะเห็นชีวิตของลูกเป็นของสำคัญ แต่แม่ก็ถือว่าทุกคนต้องเป็นกำลังในการช่วยชาติ
ร่างที่ผอมกงโก้ในเสื้อผ้าปุปะ และดวงตากลมโตบริสุทธิ์ของออดรีย์ ช่วยให้ทหารเยอรมันเกิดความเมตตา เธอจึงรอดจากการค้นเสมอ
ในขณะที่ออดรีย์และครอบครัวเผชิญความลำบากในกรุงอัมสเตอร์ดัม ห่างไปไม่กี่ถนนเด็กน้อยอายุเท่ากันกับออดรีย์กำลังเผชิญความทุกข์ยากยิ่งกว่าเพราะเป็นครอบครัวยิว
เด็กหญิงคนนั้นชื่อ Anne Frank เจ้าของสมุดบันทึก ที่จารึกความเหี้ยมโหดของสงครามให้คนทั้งโลกได้อ่าน (หลายปีผ่านมา ฮอลลีวู้ดขอให้ออดรีย์ แฮปเบิร์นแสดงเป็นแอนน์ แฟรงค์ แต่เธอไม่ยอม เพราะความทรงจำส่วนตัวเจ็บปวดเกินกว่าที่จะไปรื้อให้กลับคืนมาอีก)
ช่วงปลายสงคราม อาหารมีน้อยเต็มที เพราะกองทัพเยอรมันซึ่งขาดแคลน พยายามรีดเลือดเอากับปู เพื่อรักษากำลังของทหารไว้ทหารเยอรมันใช้กระสุนที่เหลืออยู่ช่วงชิง ยิง และฆ่า ด้วยความแค้นและความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อพวกตนปราชัย
อาหารในเมืองไม่เหลือเลยสำหรับคนดัตช์
ออดรีย์ต้องเดินจากเมืองไปหาคุณตา ซึ่งอยู่ที่บ้านฟาร์มห่างไกลออกไป ตลอดทางมีแต่ซากศพ เธอเห็นหลายคนที่เดินอยู่ด้วยกันทรุดลงตายเพราะหมดแรง ท่ามกลางอากาศเหน็บหนาว
ไม่กี่วันต่อมาทหารอเมริกันก็เข้ายึดฮอลแลนด์
หนึ่งในจำนวนซากที่ยังหายใจ นอนให้ทหารอเมริกันหยอดข้าวหยอดน้ำคือออดรีย์
เมื่อมีกำลังมากขึ้น ออดรีย์เข้าช่วยทหารพันธมิตรและเหล่ากาชาดในการบริการคนป่วยอื่นๆ ความรู้ภาษาอังกฤษของเธอเป็นประโยชน์มากในการช่วยแปล ทั้งแพทย์และพยาบาลจึงให้ความเอ็นดูออดรีย์เป็นอย่างยิ่ง
เธอเคยได้ช็อกโกแลตเป็นรางวัลพร้อมกันเจ็ดแท่ง ความที่ไม่เคยได้กินขนมมานาน ออดรีย์สวาปามเข้าไปจนอาเจียนออกมา
เมื่อสงครามสงบใหม่ๆ แม่พยายามเย็บหมวกขายโดยมีลูกสาวช่วย แต่รายได้ก็ไม่ดีนัก เมื่อออดรีย์ได้ทุนไปเรียนบัลเลต์ที่อังกฤษ สองแม่ลูกก็พากันไปอยู่ในลอนดอน เพราะมีเพื่อนเก่าของตระกูลให้แฟลตเล็กๆ อยู่โดยไม่คิดสตางค์
ออดรีย์ผู้ซึ่งยังอยู่ในวัยรุ่นก็ได้งานนางแบบ ช่วยให้พอมีสตางค์ใช้ ต่อมาอีกไม่นานก็ได้งานแสดงเป็นตัวประกอบในละคร
ในขณะที่เพื่อนร่วมงานพากันรักนิสัยของเธอ คนดูก็พบว่าตัวประกอบร่างบาง ที่ดวงหน้างามแปลกตานี้น่าสนใจยิ่งกว่าดารา
นิตยสารผู้หญิงชั้นเลิศอย่างโว้ค ก็ให้ความสนใจ
Collette นักเขียนใหญ่ของฝรั่งเศสบอกว่าออดรีย์คือภาพพิมพ์ของนางเอกในงานเขียนเรื่องจีจี้ของเธอ ทำให้ออดรีย์ก็ได้งานแสดงเป็นตัวเอกในเรื่อง Gigi ละครเพลงที่ประสพความสำเร็จอย่างสูง
มิช้ามินานฮอลลีวู้ดก็วิ่งมาขอเซ็นสัญญากับออดรีย์ เพราะมีแมวมองรายงานไปว่า เธอเป็นผู้หญิงที่มีท่วงท่า “ราวกับความฝันลีลา” จากวันนั้นมา เด็กหญิงร่างบางที่สงครามฝังริ้วรอยร้ายไว้ในหัวใจและความรู้สึก จะกลายเป็นดาราพิลาสพิไลทั้งบทบาทในโลกมายาและในโลกแห่งความจริง