บาร์บรา สไตรแซนด์

Barbra Streisand

ค.ศ. 1942-
พ.ศ. 2485-

ศิลปินครบวงจรเชื้อสายอเมริกัน-ยิวผู้โด่งดังจากศตวรรษที่ 20

เธอเป็นทั้งนักร้อง นักแสดง ผู้กำกับและผู้สร้างภาพยนตร์ อีกทั้งยังมีความสามรถในการเขียนเพลงและเขียนบทเองอีกด้วย

ในฐานะนักร้อง เธอมีทั้งเสียงและสไตล์เฉพาะตัวที่ตรึงใจผู้ชมไม่ว่าจะเป็นในคลับ เวทีคอนเสิร์ต หรือในจอโทรทัศน์ ในฐานะนักแสดง—ทั้งบนจอภาพยนตร์และเวทีละคร—บุคลิกจริงของเธอโดดเด่น ทั้งทาบทับและส่งเสริมบทในเรื่องในเวลาเดียวกันได้อย่างน่าประหลาด

บาร์บราเป็นหนึ่งในศิลปินไม่กี่คนในโลก ที่ได้ครองรางวัลยิ่งใหญ่ของอเมริกาทั้งสี่ชนิด คืออะคาเดมี่ อวอร์ดจากวงการภาพยนตร์ รางวัลเอมมี่สำหรับผลงานทางโทรทัศน์ รางวัลแกรมมี่จากวงการดนตรี และรางวัลโทนี่จากวงการละครของบรอดเวย์

วันเยาว์…

ทุกคนมองเห็นได้ชัดว่า บาร์บาราขี้ริ้วขี้เหร่กว่าเด็กทั่วไป ด้วยแม่หนูมีศีรษะและจมูกที่โตผิดปกติ แถมยังตาเหล่หน่อยๆ อีกทั้งท่าทางมือไม้ก็เก้งก้างผิดกว่าเด็กอื่นๆ

หากแม่หนูเป็นรถยนตร์คันเล็กๆ ก็คงเป็นรถประหลาดที่สร้างขึ้นมาจากชิ้นส่วนเหลือๆ ของรถหลายยี่ห้อ ซึ่งไม่มีอะไรเข้ากันได้เลย

แต่พ่อกลับเห็นว่าลูกสาวนั้นน่ารักเป็นที่สุด จึงพยายามหางานอื่นๆ ทำเพื่อเพิ่มพูนรายได้ นอกเหนือจากการสอนประจำในวิทยาลัย โดยหวังว่าจะทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่สุขสบายขึ้น และจะมีเงินเก็บไว้ให้ลูกชายลูกสาวเรียนชั้นอุดมศึกษา

โชคร้าย… การทำงานหนักทำให้พ่อซึ่งมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ถึงกับเสียชีวิตลงกระทันหัน

หนูน้อย Barbara Joan Streisand เป็นกำพร้าเมื่ออายุได้ไม่ถึงสองขวบ

แม่ซึ่งไม่ใช่คนมีความรู้ พยายามหางานเพื่อเลี้ยงลูกชายวัยเกือบสิบขวบและลูกสาวตัวน้อย แต่ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง จนต้องย้ายไปอาศัยพ่อแม่อยู่อีกครั้งหนึ่ง

ตาและยายซึ่งอายุมากแล้ว ไม่ค่อยพอใจที่ลูกสาวหอบลูกมาอยู่ด้วยจนแฟลตเล็กๆ อัดแอ ตาซึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์และปากร้ายจะบ่นว่าและเอ็ดตะโรทั้งลูกและหลานอยู่เป็นประจำ

สิ่งเดียวที่บาร์บาราชอบเกี่ยวกับตา คือเสียงร้องเพลงลึกซึ้งก้องกังวานในวันฉลองของศาสนายิว เธอจำทั้งเพลงและวิธีการร้องของตาได้แม่นยำ พอกันกับจำเพลงป๊อปที่แม่มักร้องให้ฟังในตอนกลางคืน

หนูน้อยชอบออกไปร้องเพลงดังๆ ตรงทางเดินของแฟลตที่อยู่ เพราะเสียงจะกังวานไปทั่ว เพื่อนบ้านบางคนชอบใจในน้ำเสียงใสบริสุทธิ์หากเปี่ยมพลัง แต่บางคนก็รำคาญจนตะโกนให้หยุด “แหกปาก” เสียที แต่บาร์บาราก็ไม่เคยสนใจ

แม่ซึ่งมัวแต่ทำมาหากิน นอกจากไม่มีเวลาจะให้ลูกๆ แล้ว ยังไม่มีเงินทองพอที่จะซื้ออะไรนอกเหนือไปจากของจำเป็นจริงๆ บาร์บาราจึงไม่เคยมีของเล่นอย่างเด็กๆ ส่วนใหญ่

ตุ๊กตาตัวเดียวที่แม่หนูมีคือกระเป๋าน้ำร้อน เธอจะใส่น้ำอุ่นๆ เข้าไปแล้วอุ้ม ‘น้อง’ ไปไหนๆ ด้วย บางครั้งก็ประคองไว้ในอ้อมแขนพลางร้องเพลงกล่อมให้หลับ

เพื่อนบ้านใจดีซึ่งมีลูกอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหนูบาร์บาราเห็นแล้วสงสาร จึงถักเสื้อไหมพรมให้ ‘น้อง’ ใส่ เพื่อที่จะได้ดูเหมือนตุ๊กตาจริงๆ มากขึ้น

บาร์บาราเล่นตุ๊กตากระเป๋าน้ำร้อนอยู่หลายปีกว่าจะมีโอกาสได้ตุ๊กตาจริงๆ เมื่ออายุได้หกขวบ

ผู้ที่ให้ตุ๊กตาตัวแรกแก่แม่หนู คือชายผู้ที่จะมาเป็นพ่อเลี้ยงของเธอ ชายซึ่งเวลามารับแม่ออกไปเที่ยว บาร์บาราจะกรีดร้องและฉุดกระโปรงแม่ไว้ไม่ให้ออกไป แต่ก็ไม่สามารถหยุดแม่ได้

แม่พาบาร์บาราและพี่ชายไปอยู่แฟลตใหม่กับพ่อเลี้ยง ก่อนจะคลอดลูกสาวคนใหม่ และพบว่าจริงๆ แล้วผู้ชายคนนี้ไม่มีความเมตตาให้แก่ลูกๆ ของเธอ เขารักเฉพาะลูกสาวคนเล็กซึ่งเป็นลูกแท้ๆ ของเขาเท่านั้น

พี่ชายซึ่งแก่กว่าบาร์บาราเกือบสิบปีป้องกันตัวเองได้มากกว่า ในขณะที่แม่หนูต้องทนรับ ‘หางเครื่อง’ ทุกครั้งที่พ่อเลี้ยงอาละวาดกับแม่

สิ่งที่ตรึงใจบาร์บาราไปตลอดชีวิต ไม่ใช่การตีหรือดุด่าของพ่อเลี้ยง หากแต่เป็นถ้อยคำยามอารมณ์ดี ด้วยทุกครั้งที่เขาเห็นบาร์บารากระเตงน้องสาวตัวน้อยซึ่งหน้าตาน่ารัก พ่อเลี้ยงจะชี้แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า

“Beauty and the Beast!”

สาวสวยกับอสูร

อสูร… ที่พ่อเลี้ยงเรียก แท้จริงคือหนูน้อยบาร์บารา ที่ยิ่งโตความขี้ริ้วยิ่งปรากฏชัด ตัวผอมเกร็งทำให้หัวดูโตมากขึ้น แต่หัวจะโตแค่ไหนก็ยังเล็กเกินไปสำหรับจมูก

ที่พอดูได้คือตาโตสีสวยสองข้าง หากลูกตาดำจะไม่คอยเลื่อนลงมาเหล่อยู่ตรงกลาง ราวกับมีหน้าที่เฝ้าจมูกอันเบ้อเริ่มไม่ให้หายไป

นอกจากจะขี้ริ้วแล้ว บาร์บารายังเป็นเด็กค่อนข้างสกปรก เพราะแม่ไม่มีเวลาดูแล เสื้อผ้าที่เธอสวมมักจะเก่าร่อย แถมยังเห็นชัดว่าคงไม่เจอน้ำและสบู่บ่อยนัก

ทั้งหมดนี้ บวกเข้ากับผมกระเซิง เด็กหญิงบาร์บาราจึงมีอะไรคล้ายๆ หุ่นไล่กา

แต่หากมีใครไปถามหุ่นไล่กาที่มีลมหายใจตัวนี้ว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร เธอจะตอบด้วยเสียงชัดเจนแจ่มใส

“จะเป็นดารา”

ต่อเมื่อได้ยินใครๆ หัวเราะราวเยาะเย้ยคำตอบของเธอบ่อยเข้า แม่หนูจึงเก็บความรู้สึกนั้นไว้ใจ…

หัวใจดวงที่อาจเปี่ยมฝันได้ ไม่ว่าภายนอกเจ้าของจะมีรูปลักษณ์อย่างไร

นอกจากจะเปี่ยมด้วยความฝันจะเป็นดาราแล้ว หนูน้อยบาร์บาราผู้ขาดแคลนไปเสียทุกอย่างยังเป็นเด็กเปี่ยมปัญญาด้วย

การเรียนเป็นเรื่องง่ายสำหรับบาร์บารา เธอเก่งไปหมดทุกวิชา และได้คะแนนสูงอันดับต้นๆ เสมอมา

แต่ที่ใครๆ ไม่เคยรู้ คือเธอมีอาการผิดปกติและได้ยิน “คลิ๊ก” ดังๆ ในหัวเป็นประจำ จนบางครั้งรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า ยิ่งแม่และพ่อเลี้ยงทะเลาะกันมากเท่าใด อาการซึ่งการแพทย์รู้จักในนาม Tinnitus ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ตามด้วยอาการอื่นๆ ของเด็กเก็บกด เช่นแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก กินไม่ลง

ทั้งหมดนี้ไม่เคยทำให้การเรียนของเธอตก แต่การเรียนดีก็ไม่ช่วยให้บาร์บารามีเพื่อน นอกจากการร่วมร้องเพลงในวงประสานเสียงของโรงเรียนแล้ว เด็กหญิงผู้นี้เกือบไม่เคยร่วมกิจกรรมใดๆ กับเพื่อนๆ เลย

น่าเห็นใจ… เด็กที่ไหนจะอยากยุ่งกับเพื่อนร่วมชั้นที่เรียกตัวเองว่า “ยัยจมูกขอ” “ยัยเหล่” หรือ “Mieskeit” อันแปลว่า “ขี้เหร่” (ภาษายิดดิชที่ชาวยิวในสหรัฐฯ ใช้)

บาร์บาราท่องหนังสือและร้องเพลง ฮัมเพลงแข่งกับเสียงดังรุนแรงที่ได้ยินในหัว ทุกคนที่รู้จักตั้งแต่วัยเด็ก จะจำได้ว่าหนูน้อยคนนี้ฮัมเพลงอยู่เกือบตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร

เธอรักการร้องเพลงโดยธรรมชาติ เมื่อรู้ว่าที่ไหนเขามีการแข่งขัน เธอก็จะสมัครเข้าร่วม แต่ไม่เคยชนะเลยจนอายุ 12 เสียงของเธอถูกใจกรรมการและผู้ฟัง จนมีคนจ้างไปร้องในงานแต่งงาน แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครจ้างอีก

ในช่วงที่เริ่มโตนี้ เธอได้ทำงานในร้านอาหารจีน โดยช่วยดูแลลูกๆ เจ้าของร้านและช่วยงานทั่วไป นอกจากจะได้ข้าวกินฟรีแล้ว ยังได้สตางค์ไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวโดยไม่ต้องขอแม่ แต่เธอก็กลับใช้เป็นค่าตั๋วหนังเสียมากกว่า

ความฝันว่าจะเป็นดาราไม่เคยเลือนหายจากหัวใจ ยิ่งได้ดูภาพยนตร์และโทรทัศน์มากขึ้น ความใฝ่ฝันก็ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น

เมื่อได้มรดกจากตาผู้ล่วงลับเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย เพื่อช่วยในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในวันหน้า บาร์บารากลับขอเอาไปเรียนการแสดง

แม่่ยอมแพ้ต่อความตั้งใจของลูกสาวทั้งๆ ที่ในใจคิดว่าหน้าตาท่าทางอย่างนี้จะเป็นดาราไปได้อย่างไร แต่ถึงกระนั้นแม่ก็มีข้อแม้ว่า ฝึกการแสดงแล้วคะแนนการเรียนจะต้องไม่ด้อยกว่าเดิม

บาร์บาราพิสูจน์ให้แม่เห็นว่าสามารถทำทั้งสองอย่างได้ในเวลาเดียวกัน เธอไปฝึกการแสดงโดยหอบหนังสือเรียนใส่ถุงใบใหญ่ไปท่องด้วยเสมอ

ในที่สุดเธอก็จบระดับมัธยมก่อนกำหนดครึ่งปี ด้วยคะแนนสูงลิบที่สามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นดีได้อย่างสบาย

แต่สาวน้อยชาวนิวยอร์กวัยไม่เต็ม 17 ปี กลับโบยบินออกจากบ้านแถบบรู๊คลินไปสู่แถบแมนฮัตตัน ยอมทำงานสารพัดเท่าที่จะหาได้ เพื่อส่งตัวเองเข้าโรงเรียนฝึกการแสดง

แต่แล้วบาร์บารากลับพบว่า งานที่มีประโยชน์ยิ่งคือการเดินตั๋วในโรงละคร

เธอได้งานนี้ในขณะที่กำลังมีละครยอดฮิตจากผลงานริชาร์ด รอดเจอร์ส และออสการ์ แฮมเมอร์สไตน์ ชื่อ The Sound of Music หรือที่คนไทยรู้จักกันในฐานะภาพยนตร์เรื่อง ‘มนตร์รักเพลงสวรรค์’

บาร์บารามีโอกาสได้ดูการแสดงจากยอดดาราหญิงที่ชื่อแมรี่ มาร์ติน ครั้งแล้วครั้งเล่า จนสามารถจำบทละคร เนื้อเพลง และวิธีการแสดงของแมรี่ได้ขึ้นใจ

มนตราประจำใจของบาร์บาราคือ

“เราก็ทำได้”

เธอเชื่อเต็มร้อยว่าตัวเองทำได้ดีพอกันกับแมรี่ มาร์ติน และคงเพราะเช่นนี้ เวลาเดินตั๋วเธอจะคอยเอียงๆ ไม่ให้ผู้ที่มาชมเห็นหน้าถนัด เพราะ…

“เวลาเป็นดาราแล้ว คนจะได้ไม่ไปพูดว่า—ยัยคนนี้เคยเดินตั๋วนี่หว่า”

แต่ในช่วงที่ยังไม่ได้เป็นดารา บาร์บาราทำตามคำแนะนำของเพื่อนฝึกการแสดงและครู ที่ให้เธอหางานร้องเพลงทำตามคลับ

ระยะแรกไม่ค่อยมีใครจ้างสาวน้อยเสียงดีคนนี้ เพราะติดที่รูปร่างหน้าตาขี้ริ้วเกินจะรับได้ แต่เมื่อมีโอกาสได้ร้องในสถานที่ที่เห็นความสามารถเหนือรูปลักษณ์ ไม่นานเธอก็เป็นที่รู้จัก

คนพูดกันปากต่อปากว่า นักร้องขี้เหร่คนนี้มีเสียงและสไตล์การร้องเป็นยอด

ช่วงนี้เองที่มีคนแนะนำให้เธอทำหน้าเสียใหม่ โดยเปลี่ยนรูปจมูกโตให้เรียวงามเสียก่อนเลย

บาร์บาราไม่ยอม

Love me, love my nose… รักฉัน ก็ต้องรักจมูก(โต)ของฉันด้วย

บางคนแนะนำให้เปลี่ยนนามสกุล ที่ฟังดูก็รู้ว่าเป็นยิว ซึ่งอาจทำให้บางคนรังเกียจ จาก Streisand น่าจะเปลี่ยนเป็น Sand หรือ Sands เฉยๆ

แต่บาร์บาราก็ไม่ยอมอีก

Streisand เป็นนามสกุลของพ่อ ในวัยเด็กเธอเคยขัดขืนแม่ ไม่ยอมใช้นามสกุลของพ่อเลี้ยงมาแล้ว เรื่องอะไรจะยอมให้คนอื่นมาเปลี่ยนในตอนนี้

เธอจะใช้ Streisand ต่อไป

ใครที่รังเกียจเลือดยิวในตัวเธอ ก็ไม่ต้องจ้างเธอก็แล้วกัน

สิ่งเดียวที่บาร์บาราเปลี่ยนคือชื่อ

ไหนๆ เวลาเรียก Barbara คนก็ออกเสียงจริงๆว่า “บาร์บรา” อยู่แล้ว สะกดว่า Barbra เสียก็หมดเรื่อง

Barbra Streisand เกิดขึ้นไม่นาน เธอก็ได้บทแสดงละครบรอดเวย์ ซึ่งกรุยทางให้เธอไปสู่บทตัวเอกในเรื่อง Funny Girl อันเป็นประวัติชีวิตของ Fannie Brice อดีตนางเอกขี้เหร่เชื้อสายยิว ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในต้นศตวรรษที่ 20

ใครจะเหมาะกับการเป็นนางเอกเรื่อง Funny Girl ได้เท่ากับสาวน้อยขี้เหร่ ผู้มีหน้าตาท่าทางน่าขันที่ชื่อ Barbra Streisand ผู้นี้

ผู้เขียนบท Funny Girl ไม่เคยเห็นบาร์บรา สไตร์แซนด์มาก่อน แต่เขาเขียนในบทที่เธอต้องพูดไว้ว่า

“ตัวฉันนี้เปี่ยมพรสวรรค์…”

ความจริงข้อนี้ หนูน้อยยากไร้ที่ชื่อบาร์บารารู้มานานก่อนใครอื่น