บิลล์ เกตส์
Bill Gates
(William Henry Gates III)
ค.ศ. 1955-
พ.ศ. 2498-
ในอาณาจักรของโลกของคอมพิวเตอร์ ช่วงต่อระหว่างศตวรรษที่ 20 และ 21 บิลล์ เกตส์คือราชา
เขาโชคดีที่เป็นเยาวชนรุ่นแรกๆ ของโลกที่ได้สัมผัสคอมพิวเตอร์ และพบว่าตัวเองมีความสามารถเหลือเฟือที่จะใช้นวัตกรรมนี้ เป็นเครื่องมือเบิกทางไปสู่ความสำเร็จ
บิลล์ เกตส์ ออกมาตั้งบริษัทไมโครซอฟท์กับเพื่อนสนิทชื่อพอล อัลเลน หลังจากเรียนมหาวิทยาลัยได้เพียงสองปี โปรแกรมไมโครซอฟท์เบสิก ที่เขาและพอลช่วยกันเขียน กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกมุมโลก ตัวเขาจึงเปลี่ยนสถานะจากคนไร้ปริญญา เป็นนักธุรกิจชื่อก้องและมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดไปในพริบตา
ทุกวันนี้นอกจากจะครองตำแหน่งคนรวยที่สุดในโลกแล้ว บิลล์ เกตส์ ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้บริจาคเงินเพื่อการกุศลมากที่สุดด้วย
วันเยาว์…
ยายเรียกเขาตามศัพท์นักเล่นไพ่ว่า Trey ซึ่งแปลว่า ‘สาม’ เพราะเขาเป็นลูกคนที่สามของครอบครัวและเป็น William Henry Gates คนที่สามของตระกูลด้วย
ยายซึ่งมาจากตระกูลนักการธนาคารชาวอเมริกัน-ยิวที่ร่ำรวยของรัฐซีแอตเติล เป็นผู้หญิงฉลาด การศึกษาดี ที่ชอบสอนหลานๆ เล่นไพ่บริดจ์ เพราะเชื่อว่าทั้งสนุกและฝึกสมองไปด้วยพร้อมกัน
ตั้งแต่ ‘เทร’ ยังตัวเล็กๆ เวลาเล่นไพ่กัน ยายจะคอยเตือนเสมอว่าให้ คิดอย่างฉลาด
“Think smart! Think smart!”
ไม่ว่าจะทำอะไร เทรจึงติดนิสัยคิดฉลาด มาเรื่อย
เป็นที่รู้กันในครอบครัวว่า หากถูกใครเร่ง หรือถามว่ากำลังทำอะไรอยู่ เจ้าหนูเทรจะตอบว่า… กำลังคิดอยู่
“I’m thinking! I’m thinking!”
แม่ของเทรก็เป็นคนเก่ง เธอเป็นครูที่ได้รับการยกย่อง และเป็นที่นับถือของนักการศึกษาในรัฐซีแอตเติลอย่างมาก
พ่อของเทร เป็นอเมริกัน-ยิวเช่นเดียวกับแม่ เขาเป็นทนายความที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของรัฐฯ
พูดง่ายๆ คือ เทรเติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่คนเก่ง
ทั้งบ้านชอบเกมแข่งขันที่ประเทืองปัญญา อย่างสแครบเบิล (เกมตัวสะกด) โมโนโปลี (เกมเศรษฐี) หรือเกมคิดเลขต่างๆ และมักมีการทายปัญหาความรู้รอบตัวเป็นประจำ
พ่อแม่ของเทรใช้เวลาอาหารคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับลูกๆ เสมอ แม่ชอบพาลูกๆ ไปไหนๆ ด้วย เมื่อเทรยังเล็กๆ แม่จะพาเขาไปดูแม่สอนหนังสือ ทำให้เทรกลายเป็นเด็กฉลาดกว่าอายุ
เขาเป็นนักอ่าน ลุยอ่านทุกอย่าง หนังสือโปรดของเขาคือ Charlotte’s Web เรื่องราวเกี่ยวกับแมงมุมซึ่งเป็นเพื่อนรักของหมูน้อย
เทรอ่านเอ็นไซโคลพีเดียตั้งแต่ A-Z จบเมื่ออายุได้เพียงเก้าขวบ ช่วงนี้เองที่เวลาครูให้เขียนรายงาน 3-4 หน้า เขามักจะเขียนสิบกว่าหน้าเสมอ เพราะชอบที่จะทำอะไรๆ ให้เหนือเพื่อนๆ
แต่เทรเหนือเพื่อนๆ จริงเฉพาะในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (ซึ่งครูให้ข้อสังเกตว่า เขามักจะมีวิธีลัดทำให้ได้คำตอบเร็วและถูกต้อง) ส่วนวิชาอื่นๆ เขามักได้แค่เกรดบี
ถึงกระนั้น บรรดาครูยอมรับว่าเทรเป็นเด็กหัวดีกว่าเด็กอื่นๆ มาก เมื่อแม่พยายามจะให้เทรซ้ำชั้นเพราะเห็นว่าตัวเล็กและอายุน้อยกว่าเพื่อนๆ ในชั้น ครูพากันคัดค้าน ครูบอกแม่ว่าเด็กเก่งอย่างเทรต้องเบื่อตายเลย หากให้เรียนซ้ำชั้น เพราะที่เป็นอยู่ก็ก้าวหน้ากว่าเพื่อนๆ อยู่แล้ว
นิสัยไม่ดีของเทรคือความใจร้อน เขาทนเพื่อนๆ ที่โง่กว่า คิดช้ากว่าไม่ได้ แถมยังปากร้ายชอบถากถางคนที่หัวไม่ไวเท่าตัวด้วย แม่ต้องคอย ‘เบรก’ เทรเป็นประจำ เพราะไม่อยากให้ลูกเป็นคนเก่งที่มีแต่คนเกลียด
เมื่อเทรหรือที่เพื่อนๆ เรียกว่า ‘บิลล์’ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของ ‘วิลเลี่ยม’ ย่างเข้าวัยรุ่น เขาเริ่มมีพฤติกรรมต่อต้านนิดๆ ก้าวร้าวหน่อยๆ และชอบอยู่คนเดียว พ่อแม่เดาออกว่าปัญหาคือวิธีการสอนอย่างพื้นๆ ของโรงเรียนรัฐบาล อาจน่าเบื่อจนเด็กเก่งอย่างเทรหงุดหงิด จึงส่งเขาไปเข้าโรงเรียนราษฎร์ชั้นดีชื่อ Lakeside
การสอนของโรงเรียนนี้เหนือกว่าโรงเรียนรัฐฯ มากมายในทุกวิชา เมื่อเป็นผู้ใหญ่ บิลล์ เกตส์ ยอมรับว่า สำหรับเขาแล้ว การเรียนการสอนตามแบบโรงเรียนเลคไซด์นั้น… ใช่เลย เพราะมีอะไรที่ท้าทาย ทำให้เขาได้สนุกสนาน ตื่นเต้นกับการเรียนตลอด แทนที่จะนั่งเซ็งในชั้นเรียนเหมือนที่เคยมา
ในช่วงนั้นคอมพิวเตอร์ยังเป็นของใหม่ที่คนไม่ค่อยรู้จัก แต่อาจารย์ใหญ่ของเลคไซด์หัวก้าวหน้า ติดตั้งเครื่องเทเลไทป์เชื่อมต่อกับเมนเฟรมของบริษัทใหญ่ในเมือง ให้เด็กๆ ได้หัดใช้ทำอะไรง่ายๆ
‘บิลล์’ ของเพื่อนๆ หลงรักวิธีการทำงานของคอมพิวเตอร์ เขารู้สึกได้ทันทีว่า นี่เป็นของผู้ใหญ่ที่เด็กสามารถเรียนควบคุมได้ และทำได้ดีกว่าผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ
พวกครูๆ เล่าว่า เพียงสัปดาห์เดียวบิลล์ก็เก่งกว่าครูทั้งโรงเรียนแล้ว
ไม่ใช่เก่งเฉพาะการใช้ เวลาเครื่องนี้เสีย บิลล์และเพื่อนๆ จะซ่อมได้อย่างแคล่วคล่อง เล่นเอาครูงง
เมื่อบิลล์อายุได้เพียง 15 ปี เขากับพอล อัลเลน เพื่อนรุ่นพี่ที่ชอบคอมพิวเตอร์เหมือนกัน ก็เชี่ยวชาญพอที่จะเขียนโปรแกรมวัดสภาพคล่องของการจราจรให้กับเทศบาลเมืองฯ ทั้งสองคนช่วยกันตั้งบริษัทชื่อ Traf-O-Data ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ โดยมีพ่อของบิลล์ซึ่งเป็นทนาย คอยดูแลให้คำแนะนำ
ภายในสองปี บริษัทของบิลล์และอัลเลนมีกำไรกว่า 20,000 เหรียญ
ช่วงนี้เองที่บิลล์เขียนไว้ว่า เขามีจุดมุ่งหมายจะเป็นเศรษฐีเงินล้านให้ได้ก่อนอายุ 30 ปี
บิลล์สนุกกับการมีบริษัทจนอยากออกจากโรงเรียนมาทำงานเลย แต่พ่อและแม่ไม่ยอม ทั้งสองผนึกกำลังกันยืนกรานให้ลูกชายเรียนจนจบมัธยม ทำให้บิลล์ซึ่งเป็นเด็กค่อนข้างอวดดีต้องยอมอ่อนข้อ
ผลสอบมัธยม ซึ่งบิลล์ได้คะแนนคณิตศาสตร์เต็ม 800 รวมทั้งคะแนนเกือบเต็มในการสอบ SATs ของอเมริกัน ทำให้บิลล์ผ่านไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นเลิศอย่างฮาร์วาร์ดได้
ที่นี่เอง บิลล์ต้องพบความจริงที่เจ็บปวดว่า เขาไม่ได้เป็นหนึ่งในด้านคณิตศาสตร์ เพราะมีคนเก่งกว่าเขาหลายคน
แต่ที่แน่ๆ คือเขาเป็นหนึ่งด้านคอมพิวเตอร์
บิลล์ทุ่มเวลาเกือบทั้งหมดให้กับคอมพิวเตอร์ เพื่อนร่วมชั้นว่า ดูเหมือนเขาจะทำงาน-กิน-นอนอยู่หน้าคอมพ์ บางทีไม่ได้อาบน้ำหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นวันๆ ห้องที่อยู่รกคลั่กเหมือนเล้าหมูหรือที่เพื่อนๆ เรียกว่า pigpen มีเศษกระดาษ ถุงขนม กล่องพิซซ่าที่กินแล้ววางเกะกะอยู่
วิชาอื่นๆ นอกจากคอมพิวเตอร์ บิลล์จะซังกะตายเรียน อ่านหนังสือเฉพาะก่อนสอบ แต่ก็สอบได้ทุกครั้ง
เรื่องการออกเดทกับผู้หญิงแทบไม่ต้องพูดถึง บิลล์ออกเดทน้อยมาก แถมเมื่ออยู่กับสาวเขายังชอบคุยโวเรื่องคะแนนสอบของตัวเอง สาวๆ จึงออกจะเอือมหนอนคอมพิวเตอร์ตัวนี้เอาการ
ช่วงที่บิลล์เรียนอยู่ในฮาร์วาร์ด พอล อัลเลน ได้งานในบริษัทไฟฟ้าที่เมืองบอสตัน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน บิลล์และพอลจึงร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากเรียนได้เพียงสองปี บิลล์ไม่ฟังพ่อแม่แล้ว เขาตัดสินใจที่จะขยับจากความเป็นหนึ่งด้านคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัย ออกมาเป็นหนึ่งในโลกกว้าง
แล้วเขาก็ไม่ผิดหวัง
ผู้หญิงที่จะเปลี่ยนนิสัยของบิล เกทส์ได้ คือเมลินดาผู้ภรรยา เมลินดาทำให้บิลรู้สึกว่าการ “Thank smart!” หรือคิดฉลาดอย่างที่เด็กชายเทรเคยทำในอดีตนั้นไม่เพียงพอ แต่ยังต้องคิดด้วยใจเมตตาด้วย มูลนิธิที่เขาและภรรยาตั้งขึ้น จึงทำการกุศลมากมายอยู่ในปัจจุบัน