เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฏราชกุมารแห่งเกรทบริเตน

Prince Charle

(Prince of Wales)

ค.ศ. 1948-
พ.ศ. 2491-

พระราชโอรสองค์โตของสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่สองและดยุคแห่งเอดินเบอระ

ทรงมีตำแหน่งเป็นมกุฏราชกุมารแห่งราชบัลลังก์เกรทบริเตน หรือที่เรียกกันว่า Prince of Wales (เจ้าชายแห่งเวลส์)

เมื่อทรงพระเยาว์…

ดยุคและดัชเชสแห่งเอดินเบอระ ซึ่งเป็นพระมารดาและพระบิดาทรงเลือกพระนาม Charles ให้เอง โดยทรงให้เหตุผลว่า

“เป็นเรื่องส่วนตัว”

ส่วนพระนามเต็มคือ Charles Philip Arthur George

หากหนูน้อยชาร์ลส์เป็นเด็กธรรมดา เราก็คงต้องเล่าว่า ออกจะแปลกอยู่สักหน่อย เพราะก่อนคุณแม่จะคลอด ก็มีคนมาออคอยฟังข่าวอยู่หน้าบ้านเต็มไปหมด และคนส่วนใหญ่พากัน ‘ลุ้น’ ให้ลูกคนแรกของคุณแม่เป็นผู้ชาย

คุณแม่เลือกที่จะอยู่บ้านมากกว่าไปที่โรงพยาบาล จึงมีการจัดเตรียมที่ด้านล่างไว้โดยเฉพาะ แต่เมื่อถึงเวลาเข้า หนูชาร์ลส์กลับคลอดยากสักหน่อย จนหมอต้องวางยาสลบคุณแม่และใช้คีมดึงเด็กชายตัวน้อยคนนี้ออกมา

พอผู้คนที่คอยฟังอยู่หน้าบ้าน ได้ข่าวว่าลูกของคุณแม่เป็นผู้ชายจริงๆ ใครๆ ก็โห่ร้องยินดีกันลั่นไปหมด ว่ากันว่าชายหญิงหลายคนถึงกับเต้นระบำกันอย่างรื่นเริง

ระฆังโบสถ์ตีหง่างเหง่งก้องกังวาน

เสียงปืนยิงสลุต 21 นัด

มีคนเขียนบทกวี เขียนบทเพลง และเขียนบทความนับไม่ถ้วนถึงการเกิดของหนูชาร์ลส์ อีกทั้งยังเป็นข่าวไปรอบโลกอีกด้วย

ของขวัญจากใครต่อใครหลั่งไหลเข้ามา ทุกอย่างดูจะมากมายไปหมด มีคนเคยให้ข้อสังเกตว่า เฉพาะผ้าอ้อมของหนูชาร์ลส์ ก็ดูเหมือนจะมีจำนวนมากกว่าผ้าอ้อมในสถานโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าทั้งโรง

คุณแม่พยายามเลี้ยงชาร์ลส์ด้วยนมของแม่เองในตอนต้น แต่คุณแม่เกิดออกหัด คุณหมอจึงแนะนำให้ยุติการให้นมลูก ชาร์ลส์จึงถูกเลี้ยงด้วยนมผงแทน

ในครั้งนั้นคุณแม่ของชาร์ลส์อายุเพียง 22 ปี แต่เป็นสาวน้อยที่มีงานต้องทำมากมาย เนื่องด้วยต้องช่วยงานคุณตาซึ่งรู้จักกันในนาม ‘คิงจอร์จที่หก’ เพราะคุณตามีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก ในแต่ละวันชาร์ลส์จึงพบกับคุณแม่น้อยมาก

เช้าคุณแม่จะมาดูชาร์ลส์เพียงครึ่งชั่วโมง กลางวันอีกนิด… หากคุณแม่ว่าง และก่อนชาร์ลส์เข้านอนอีกหน่อย

คุณพ่อก็ไม่มาหาชาร์ลส์มากกว่าคุณแม่สักเท่าไหร่ เพราะยุ่งไม่แพ้กัน อีกทั้งการที่คุณพ่อเป็นทหารเรือ ทำให้ไม่ได้อยู่บ้านมากนัก

ที่หนูชาร์ลส์อยู่ด้วยมากที่สุดคือพี่เลี้ยง

ชาร์ลส์มีพี่เลี้ยงสองคนที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีที่สุด และพี่เลี้ยงแต่ละคนมีผู้ช่วยสองคน แม้แต่ผู้ช่วยของพี่เลี้ยงก็ยังมีผู้ช่วยอีก สรุปแล้วสตรีเฉพาะกิจที่ทำหน้าที่ช่วยกันดูหนูชาร์ลส์คนเดียว มีทั้งหมดร่วมสิบคน

ไม่ใช่มีแยะแต่พี่เลี้ยง พ่อทูนหัวและแม่ทูนหัวของชาร์ลส์ก็มีมากกว่าเด็กคนไหนๆ เพราะมีถึงแปดคน ล้วนแต่เป็นคิง เป็นพรินซ์ เป็นท่านดยุค ท่านเอิร์ล และเลดี้กันทั้งนั้น ไม่มีใครที่ปราศจากฐานันดรสักคนเดียว

ลอร์ด หลุยส์ เมาท์เบทเทนพ่อทูนหัวคนสำคัญของชาร์ลส์ เป็นพี่ชายของคุณย่า

คุณย่าของชาร์ลส์เป็นเจ้าหญิงองค์หนึ่งแห่งเยอรมนี พี่ชายของคุณย่าซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าชาย มาอยู่อังกฤษ และเปลี่ยนชื่อภาษาเยอรมัน Battenberg ให้ฟังเป็นอังกฤษว่า Mountbatten

พี่ชายคนเก่งของคุณย่า จะเป็นดั่ง ‘ผู้แนะแนว’ ส่วนตัวให้ชาร์ลส์ไปจนตลอดอายุขัยของท่าน

แม้ชีวิตจะไม่ธรรมดา แต่หนูชาร์ลส์ไม่เคยรู้สึกตัวว่าแปลกกว่าคนอื่น จนกระทั่งคุณตาจากไป และคุณแม่เปลี่ยนสถานะจากดัชเชสแห่งเอดินเบอระมาเป็น ‘ควีนเอลิซาเบธที่สอง แห่งเกรตบริเตน’

ในวัยเพียงสี่ขวบ ชาร์ลส์เริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป ครอบครัวต้องย้ายไปอยู่บ้านใหม่ที่เรียกว่า ‘พระราชวังบักกิ้งแฮม’ ซึ่งใหญ่โตจนเวิ้งว้าง และไม่มีความอบอุ่นเหมือนบ้านเก่า

มีครูพิเศษมาสอนชาร์ลส์ที่บ้านใหม่ในช่วงเช้า ส่วนตอนบ่ายพี่เลี้ยงจะพาชาร์ลส์ออกไปเที่ยวเล่นตามสวนสวยนอกบ้าน แต่ไม่ช้าพวกหนังสือพิมพ์ก็มาตามถ่ายรูป จนคุณแม่ต้องขอร้องให้หยุด เพื่อที่ชาร์ลส์จะได้มีความเป็นส่วนตัวบ้าง

หนูน้อยชาร์ลส์เริ่มรู้สึกตัวเหมือนปลาทอง อยู่ในตู้ปลาใสที่ใครๆ คอยจ้องดู เวลาที่ปลอดจากการจ้องมอง คือเวลาที่อยู่ในบ้าน

ชาร์ลส์ไม่เคยมีเพื่อนอายุเท่ากันที่มาจากแหล่งอื่นเลย นอกจากญาติและลูกของบางคนที่ทำงานอยู่ในวัง

ครั้งแรกที่ชาร์ลส์ได้พบเด็กอื่นๆ จริงๆ คือเมื่อถูกคุณพ่อคุณแม่ส่งไปเข้าโรงเรียนประจำชื่อ Cheam เมื่อเขาอายุได้แปดขวบ

ที่โรงเรียนนี้เด็กชายชาร์ลส์ต้องนอนในห้องรวมกับเด็กชายคนอื่นๆ ต้องหัดดูแลเสื้อผ้าเอง ทำเตียงเอง แถมเมื่อถึงเวรก็ต้องรับหน้าที่เดินโต๊ะ บริการเพื่อนๆ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ชาร์ลส์ไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็พยายามทำจนได้ เพราะทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้มีอภิสิทธิ์

หัวใจดวงน้อยของเด็กชายชาร์ลส์เริ่มตระหนักเป็นครั้งแรกว่า ‘อภิสิทธิ์’ เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เท่าๆ กับการเอารัดเอาเปรียบเพื่อนๆ หรือการโกงกติกาในเวลาเล่นกีฬา

เมื่อชาร์ลส์อายุได้ 10 ขวบ คุณแม่สถาปนาให้เขาเป็น Prince of Wales ซึ่งหมายความว่าเขาได้เป็นมกุฏราชกุมารแห่งเกรตบริเตนอย่างเป็นทางการ และในอนาคต เขาจะต้องทำงานต่อจากคุณแม่

ช่วงนี้เอง ชาร์ลส์ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนประจำอีกแห่งหนึ่ง คือโรงเรียน Gordonstoun

โรงเรียนแห่งนี้มีคติประจำโรงเรียนว่า Plus est en vous แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า There is more in you

ความหมายของคตินี้คือ ในตัวท่านอาจมีสิ่งดีๆ มากกว่าที่ท่านรู้หรือคิด

หนูน้อยชาร์ลสจางหายไปแล้วกับอดีต คงไว้แต่ปรินซ์ออฟเวลส์

ยังมีคนในเกรตบริเตนจำนวนไม่น้อย เปี่ยมด้วยความเชื่อว่าในพระองค์นั้นมีสิ่งที่ดีๆ มากกว่าที่ทรงตระหนักเสียด้วยซ้ำ

Plus est en vous