ชาลี แชปลิน
Charlie Chaplin
ค.ศ. 1889–1977
พ.ศ. 2432–2520
ยอดดาวตลกของโลก มีชื่อจริงว่า Charles Spencer
ชาร์ลส์ สเปนเซอร์ เป็นลูกของนักแสดงละครเร่ชาวอังกฤษ มีวัยเด็กที่ยากจนแสนสาหัส จึงใช้ชีวิตส่วนหนึ่งในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า
ชาลีไร้การศึกษาและเลือกเส้นทางเป็นนักแสดงเหมือนพ่อและแม่
จากนักแสดงเล็กๆ ในอังกฤษ เมื่อไปแสวงโชคในอเมริกา เขาได้แสดงภาพยนตร์เงียบโดยแต่งตัวเป็นคนจรจัด ใส่หมวกใบเล็ก เสื้อเก่าคับ นุ่งกางเกงหลวมโพรก
หนุ่มจรจัดกลายเป็นที่รักของคนดู และชาลีกลายเป็นดาราที่ทำให้คนทั้งโลกหัวเราะ
เขาเป็นทั้งนักแสดง ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ และเป็นมหาเศรษฐี
ชาลีได้รับการยกย่องสูงสุดในฐานะนักแสดงจากสหรัฐฯ และได้รับตำแหน่งท่านเซอร์จากพระราชินีอังกฤษ ภาพยนตร์เงียบ Modern Times, City Lights และ Gold Rush ของชาลีเป็นผลงานระดับคลาสสิก ผลงานชั้นครูของโลกจอเงินมาจนทุกวันนี้
วันเยาว์...
หนูน้อยชาลีเกิดในสลัมกรุงลอนดอนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒ พ่อและแม่ของชาลีเป็นนักแสดงละครเร่ที่ไม่มีชื่อเสียงทั้งคู่ พ่อเป็นนักแสดงที่มีความสามารถ แต่ขี้เมาหยำเปจนไม่มีใครอยากจ้าง ส่วนแม่เป็นคนหน้าตาน่ารักและเสียงดี จึงมักได้บทเต้นรำและร้องเพลง
เมื่อพ่อกับแม่หย่ากัน ชาลีกับพี่ชายก็อยู่กับแม่ โดยที่พ่อไม่เคยมาใส่ใจอีกเลย
เจ้าหนูชาลีเป็นเด็กหน้าตาน่ารักและมีสายเลือดนักแสดงติดตัวมาเต็มที่ เขาชอบร้องเพลงและเต้นระบำเลียนแบบแม่ ผู้คนในคณะละครเห็นพรสวรรค์ของเจ้าหนูก่อนใครๆ
อยู่มาวันหนึ่ง แม่เกิดป่วยแสดงไม่ได้กลางคัน โดนคนดูโห่ด้วยความไม่พอใจ ชาลีซึ่งบังเอิญติดแม่ไปโรงละครด้วย เลยถูกจับให้ไปร้องเพลงและเต้นระบำคั่นรายการ
คนดูชอบความสามารถและความน่ารักของเจ้าหนูวัยห้าขวบมาก ถึงกับพากันโยนเงินขึ้นไปให้บนเวที ฝรั่งในยุคโบราณจะทำอย่างนั้นกับนักแสดงที่ตัวชอบเสมอ โยนให้ดื้อๆ ไม่ได้เอาเงินร้อยเป็นพวงมาลัยไปสวมคออย่างบ้านเรา
หนูน้อยชาลีดีใจมาก ด้วยความไร้เดียงสา เขาบอกกับคนดูว่า
“ขอโทษนะครับ ขอหนูเก็บตังค์ก่อน เดี๋ยวค่อยเต้นต่อ”
ว่าแล้วก็ก้มลงเก็บเงินใส่กระเป๋า ทำให้คนดูหัวเราะกันตึงด้วยความเอ็นดู
เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือของคนดู มีค่าต่อนักแสดงทุกรุ่นมาทุกยุค ด้วยสัญชาตญาณนักแสดงที่ติดตัวมา หนูน้อยชาลีตรึงใจกับเสียงตอบสนองของคนดูนักหนา แต่เขาไม่ได้ตระหนักเลยว่า วันแรกของเขาในโลกมายา จะเป็นวันสุดท้ายแห่งชีวิตการแสดงของแม่
เมื่อแม่แสดงไม่ได้ ฐานะทางบ้านก็ค่อยๆ ยากจนลงไป ในที่สุดก็ถึงกับอดมื้อกินมื้อ แม่พยายามที่จะเย็บผ้าเลี้ยงชีพ แต่สุขภาพไม่ดี ทำให้ถีบจักรไม่ไหว
ในที่สุดจักรที่ผ่อนมาใช้ก็ถูกยึดคืนไป แม่ต้องรับเย็บด้วยมืออย่างเดียว ทำให้รายได้ที่ไม่พอกินอยู่แล้วถดถอยลงไปอีก บางวันหนูชาลีกับพี่ชายต้องไปเลียบๆ เคียงๆ ขอข้าวคนข้างบ้านกิน
ซิดนีย์ซึ่งเป็นพี่ชายพยายามดูแลชาลีอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งๆ ที่เป็นคนละพ่อกัน เขาจะหางานเล็กๆ น้อยๆ ทำเพื่อที่จะซื้ออาหารมาให้น้องและแม่แต่ก็มักจะไม่พอกิน
เมื่ออดอยากมากๆ เข้า แม่ลูกก็ต้องไปอาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์คนยากจน ชาลีได้เห็นสภาพของผู้คนที่จนตรอกและพ่ายชีวิตต้องเรียงแถวรับข้าวปลาอาหารบริจาค ที่บางครั้งคลุกเคล้ามาด้วยคำหยันหรือความเมตตาจอมปลอม
ผู้อุปถัมภ์สถานสงเคราะห์บางคนที่เดินกร่าง กระหึ่มบุญ-กระหึ่มเงินตรา ทำท่าประดุจนักรบเริงชัย ชี้ชวนให้ลูกหลานของตนดู ‘ซากแห่งความพ่ายแพ้’ คือผู้ใหญ่และเด็กยากจนที่ต้องมารับส่วนบุญของพวกเขา
ชาลีเห็นแม้กระทั่งผู้ดูแลสถานสงเคราะห์ที่แอบเก็บ-แอบโกงของบริจาคไว้กินไว้ใช้เอง ในขณะที่ทำทีเสมือนผู้มีพระคุณของเหล่าคนอับจน
แม้ว่าจะเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ แต่ชาลีก็ดูดซึมความรู้สึกของคนยากไร้ไว้เต็มหัวใจ สะสมไว้เหมือนที่เด็กมีเงินหยอดสตางค์ลงกระปุก เตรียมพร้อมที่จะนำไปใช้เป็นประโยชน์ในเบื้องหน้า
เมื่อแม่เริ่มมีอาการเสียสติ ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลโรคจิตอยู่เป็นประจำ ชาลีกับพี่ชายก็ต้องเข้าๆ ออกๆ สถานสงเคราะห์เด็กยากจนเป็นประจำเหมือนกัน
ที่ว่าเข้าๆ ออกๆ เป็นเพราะบางครั้งพวกเขาก็หนี ไม่ยอมอยู่ในสถานสงเคราะห์ นั่นหมายความว่าต้องพยายามอยู่เองและหาเลี้ยงตัวเองด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการขายหนังสือพิมพ์ ขายดอกไม้ ทำงานในโรงงานเป่าแก้ว ซึ่งร้อนและทรมานเกินกว่าสังขารของเด็กเล็กๆ จะรับได้
ศาลเคยสั่งให้พ่อรับชาลีและพี่ไปอยู่ด้วย แม่เลี้ยงซึ่งเป็นนักดื่มเหมือนพ่อไม่ชอบเด็กทั้งสองคนนัก บางครั้งจะไม่ให้เข้าบ้านเสียเฉยๆ สองพี่น้องต้องทนหนาวอยู่นอกบ้านเป็นเวลานานๆ
แต่ไม่ช้าพ่อก็เสียชีวิตไป ทิ้งให้ชาลีและพี่ชายเผชิญโลกกันเองเหมือนเดิม
เมื่ออายุแค่แปดขวบ ชาลีก็เริ่มรับงานแสดงแล้ว แม้จะเป็นบทตัวประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สำคัญอะไร แต่ก็ช่วยให้มีเงินซื้ออาหารได้บ้าง
แม่เป็นๆ หายๆ อยู่หลายปี แต่ครั้งสุดท้ายที่แม่เกิดอาการเสียสติ และไม่กลับดีอีกเลยนั้น ชาลีเป็นคนค่อยๆ ปลอบให้แม่สงบ แล้วจูงแม่ซึ่งไม่รู้เรื่องแล้วไปส่งที่โรงพยาบาลโรคจิตด้วยตัวเอง
ชีวิตในช่วงนั้นสำหรับหนูน้อยชาลี แค่การต่อสู้ให้อยู่รอดในแต่ละวันก็สาหัสมากแล้ว การเรียนหนังสือจึงกระท่อนกระแท่น ได้เรียนบ้างไม่ได้เรียนบ้าง ทำให้ชาลีอ่านหนังสือไม่แตก
เขาได้งานแสดงละครเป็นเรื่องเป็นราวเมื่ออายุ 12 โดยไปปดกับหัวหน้าคณะละครว่าอายุ 14 ตามที่กฎหมายสมัยนั้นอนุญาตให้ทำงาน
ในละครนั้นมีบทพูด ชาลีต้องไปตามพี่ชายมาช่วยอ่านบทให้ แล้วตัวเขาท่องตาม โชคดีว่าชาลีมีสมองที่สามารถจำบทละครยาวๆ ได้ง่ายดาย โดยพี่ชายแทบไม่ต้องอ่านซ้ำสองเลย ราวกับว่าสวรรค์ส่งเขามาเกิดเพื่ออาชีพนี้โดยเฉพาะ
เพียงเล่นละครเรื่องแรก หนังสือพิมพ์ในลอนดอนก็ชมเชยเจ้าหนูชาลีเป็นการใหญ่ บอกว่าเป็นนักแสดงรุ่นเยาว์ที่มีอนาคตอันสดใส จะต้องมีชื่อเสียงต่อไปในภายหน้า
เป็นก้าวแรกที่ง่ายดายเหลือเกินสำหรับชาลี เด็กน้อยซึ่งไม่เคยร่ำเรียนการแสดงมาจากสำนักไหน นอกจากจะเลียนแบบแม่
แต่โดยความจริงแล้ว แม่ของชาลีไม่อยากให้ลูกเป็นนักแสดงเลย ประสบการณ์ชีวิตทำให้เธอรู้ดีถึงความใจดำของคนดูต่อนักแสดงที่พวกเขาหมดความสนใจ
คำว่า ‘ดารา’ ที่ผู้ชมใช้เรียกนักแสดงนั้นเป็นสิ่งถูกต้องที่สุด ดาวต้องตก ผิดกันแต่ว่าช้าหรือเร็วเท่านั้น
แต่ชาลีก็ก้าวไกลไปตามถนนแห่งความเป็นดารา ในขณะที่แม่ยังอยู่ในโรงพยาบาลโรคจิต
เมื่อเขาไปมีชื่อเสียงอยู่ในสหรัฐฯ ชาลีพาแม่ไปอยู่ด้วยที่อเมริกา แต่แม่ก็ ‘บ้า’ เกินกว่าจะอยู่ที่บ้านกับลูกชายได้ ชาลีต้องจำใจนำแม่ไปไว้ในโรงพยาบาลที่ดีที่สุด เท่าที่เงินของมหาเศรษฐีอย่างเขาจะอำนวยให้ คนใกล้ชิดกับชาลีเล่าไว้ว่า ชาลีรักแม่เหลือเกิน เขาไปเยี่ยมแม่บ่อยๆ ทุกครั้งก็จะกอด จูบ จับมือ แล้วคุยกับแม่ถึงเรื่องเก่าๆ ทำราวกับว่าแม่สติดีพอที่จะเข้าใจ
แล้ววันหนึ่งแม่ก็ตายจากไป
ชาลีได้ข่าวขณะที่กำลังถ่ายหนังอยู่ เขารีบไปดูแม่ที่โรงพยาบาลโดยยังล้างคราบแป้งแต่งหน้าออกไม่หมด เมื่อไปถึงก็ปิดประตู ‘คุย’ กับศพแม่อยู่หลายชั่วโมง
หากเป็นบทภาพยนตร์ที่ชาลีสร้าง ภาพตัวตลกที่นั่งคุยเป็นวรรคเป็นเวรกับแม่ที่เสียสติ หรือแม่ซึ่งตายแล้ว อาจทำให้คนดูหัวเราะด้วยความขบขัน
หัวเราะบนน้ำตาของตัวละคร ตามแบบภาพยนตร์ต่างๆ ที่ท่านเซอร์ ชาร์ลส์ สเปนเซอร์สร้างขึ้น โดยมีชีวิตของหนูน้อยชาลีจากโรงเลี้ยงเด็กอนาถาในกรุงลอนดอนเป็นต้นแบบนั่นเอง