อี.บี. ไวท์
E. B. White
ค.ศ. 1899–1985
พ.ศ. 2442–2528
เขาเป็นที่รู้จักไปรอบโลกในฐานะนักเขียนหนังสือเด็ก
‘ชาร์ลอตต์’ (Charlotte’s Web) แมงมุมเพื่อนรักของลูกหมูชื่อวิลเบอร์
สจ๊วร์ต ลิตเติล (Stuart Little) เจ้าหนูน้อยตัวแค่คืบ
รวมทั้ง ‘หลุยส์’ หงส์ใบ้นักเป่าทรัมเป็ต (Trumpet of the Swan)
ทั้งหมดล้วนอยู่ในแนวหน้าของวรรณกรรมเพื่อเยาวชน ซึ่งมีผู้แปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย รวมทั้งถูกนำไปทำภาพยนตร์ด้วย
แต่ในความจริงแล้วนักเขียนผู้มีอารมณ์ขันคนนี้ เป็นหนึ่งในคอลัมนิสต์นักเขียนบทความที่มีปากกาคมคายสุดยอดของสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 20
ข้อเขียนต่างๆ ของเขาใช้ภาษาที่กระชับ อ่านสบาย เกลี้ยงเกลาและกระจ่าง แจ่มใสด้วยอารมณ์ขัน แฝงข้อคิดลึกซึ้งไว้ในข้อขำอย่างชาญฉลาด ขณะเดียวกันก็คมคาย แรงโดยไม่ต้องร้าย หนักแน่นโดยไม่ต้องหนักสมอง ตอกย้ำโดยไม่ต้องหยาบ เขาจึงถูกย่องยกเป็น ‘ครู’ สำหรับคอลัมนิสต์ชั้นดีของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน
หนังสือเล่มเล็กที่ว่าด้วยวิธีการใช้ภาษา (The Elements of Style) ซึ่งเป็นผลงานร่วมกับอาจารย์ของเขาเอง ยังเป็นหนึ่งในตำราขายดีที่สุดในหมู่นักเรียน-นักศึกษาในอเมริกาจนทุกวันนี้
วันเยาว์…
Elwyn Brooks White เขาเป็น ‘ลูกหลง’ เพราะเกิดตอนที่แม่อยู่ในวัยกว่า 40 ปีแล้ว
พ่อบอกว่าเขาโชคดีที่เกิดเป็นน้องสุดท้องของพี่สาวพี่ชายห้าคน เพราะทำให้เขาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ต่างๆ ของพี่ๆ โดยที่ตัวเองไม่ต้องเสียเหงื่อ
อาจจะจริงอย่างพ่อพูด เพราะในวัยผู้ใหญ่ อี.บี. ไวท์ยอมรับว่า พวกพี่ๆ มีอิทธิพลต่อเขามาก และช่วยสอนให้เขาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้รวดเร็ว
เมื่อเขาอายุยังไม่ถึงห้าขวบ พี่ชายคนหนึ่งก็สอนให้เขาอ่านหนังสือ พี่ไม่ได้สอนทีละตัวอย่างครู แต่เริ่มโดยการชี้พาดหัวหนังสือพิมพ์แล้วอ่านให้เจ้า ‘เอ็น’ น้องเล็กฟัง ไม่ช้าเอ็นก็อ่านหนังสือได้คล่องทั้งๆ ที่เพิ่งอยู่ชั้นอนุบาล
นอกจากจะช่วยเรื่องเรียนหนังสือแล้ว พี่ๆ ยังช่วยเรื่องเล่น ไม่ว่าจะเป็นการหัดให้เขาว่ายน้ำ ขี่จักรยาน พายเรือ หรืออะไรต่อมิอะไร พี่ๆ ซึ่งมีอายุแก่กว่าเขามากปฏิบัติต่อเอ็นเหมือนเป็นตุ๊กตาตัวโปรด เอ็นจึงรู้สึกตัวว่าบริบูรณ์ด้วยความรัก
ด้านวัตถุเอ็นก็เพียบพูน เพราะพ่อเป็นผู้บริหารบริษัทเปียโนที่ขายดีที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ
ครอบครัวของเอ็นอาศัยอยู่ในแถบคนมีสตางค์ของนิวยอร์ก แต่ภายในบ้านใหญ่โตเอ็นกลับเป็นเด็กเหงา พี่ๆ จากไปเข้ามหาวิทยาลัย และไปทำงานในเมืองอื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วเอ็นต้องอยู่กับพ่อแม่และคนรับใช้
เขาเป็นเด็กขี้อาย จึงไม่ค่อยมีเพื่อน มีแต่หนังสือและสัตว์เป็นเครื่องแก้เหงา ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์ ‘เร่’ เอ็นรักสัตว์ทุกชนิดอย่างเพื่อน จึงเชื่อว่าสัตว์มีจิตใจและความรู้สึก เขาชอบดูแมงมุมสร้าง ‘เครือข่าย’ ชอบสังเกตกิริยาของหนู ชอบความรักสบายของหมู ชอบมิตรภาพที่ได้จากหมา แต่ห่านทำให้เขาหัวเราะมากกว่าสัตว์อื่นๆ
สัตว์จากวัยเด็ก ล้วนกลายเป็นดาราอยู่ในวรรณกรรมเยาวชน ที่เขาจะเขียนในภายหน้าทั้งสิ้น
นอกจากจะเป็นเด็กเหงาแล้ว เอ็นยังเป็นเด็กขี้กลัว
เขาเป็นเด็กชายตัวผอมกะหร่องที่กลัวไปหมด กลัวความมืด ความสกปรก กลัวอนาคต กลัวทุกอย่างที่ไม่เคยเห็นและไม่รู้จัก
ในขณะเดียวกันก็กลัวสิ่งที่รู้จักดี… อย่างโรงเรียน
เขากลัวที่จะต้องไปโรงเรียน กลัวการบ้าน กลัวถูกครูเรียกไปพูดหน้าชั้น แต่ถึงกระนั้นก็กัดฟันไปเรียน โดยฝันถึงความสุขในยามปิดเทอมเป็นเครื่องปลอบใจ
เอ็นมีของเล่นมากมาย แต่ของเล่นชิ้นโปรด กลับเป็นพิมพ์ดีดของพ่อและพี่ชาย เขาชอบที่แค่เอานิ้วจิ้ม ก็ได้ยินเสียงตอกของก้านเหล็กซึ่งฟังขลังดี แล้วฉับพลันก็จะมีอักษรปรากฏเป็นระเบียบอยู่บนกระดาษที่เคยว่างเปล่า พิมพ์ดีดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาอ่านและเขียนได้ดีกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน
เอ็นใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนมาตั้งแต่เด็ก เขาเริ่มเขียนบันทึกประจำวันตอนเกือบๆ แปดขวบ
เมื่ออายุได้เก้าขวบ เขาบรรจงพิมพ์บทกลอนชื่อ “หนู” ส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัล จากนั้นก็ส่งข้อเขียนต่างๆ เข้าแข่งขันได้รางวัลอยู่บ่อยๆ
เอ็นเริ่มทำหนังสือโดยเขียนเอง พิมพ์เอง วาดและถ่ายรูปประกอบเองตั้งแต่อายุ 12 ผู้อ่านมีจำนวนไม่กี่คน เป็นเพื่อนสนิทและคนในครอบครัวเท่านั้น
เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย (Cornell University สหรัฐฯ) เขาร่วมกิจกรรมทำหนังสือต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ความสามารถในการเขียนช่วยให้เขาได้รับทุนทุกปี และในที่สุดก็ได้เป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ประจำมหาวิทยาลัยอันมีชื่อแห่งนั้น
แม้จะเป็น ‘คนดัง’ ในมหาวิทยาลัย แต่เอ็นไม่ค่อยมีเพื่อนสาว เพราะเขาขี้อายและ… ไม่รู้จะพูดอะไรกับผู้หญิง
เมื่อเรียนจบ เอ็นหรือ อัลวิน บรู๊คส์ ไวท์ มุ่งหน้าหางานที่ต้องใช้ความสามารถในการประพันธ์ ไล่ตั้งแต่เขียนโฆษณา เขียนข่าวหนังสือพิมพ์รายวัน (ซึ่งเขาจะบรรจงเขียนจนลงพิมพ์ไม่ทัน) แต่ท้ายสุดก็กลายเป็นนักเขียนสำคัญ ที่ทำให้นิตยสารชื่อ The New Yorker ขยับพ้นจากสภาพใกล้ล้มละลาย ไปเป็นนิตยสารระดับปัญญาชนที่ขายดีที่สุดฉบับหนึ่งของสหรัฐฯ จนทุกวันนี้
แต่ชื่อเสียงแทบจะไม่มีผลกระทบกับวิถีชีวิตของ อี.บี. ไวท์ เลย เขายังชอบอยู่เงียบๆ ในหมู่เพื่อนสนิท ยินดีเขียนมากกว่ายินดีพูด
อดีตเด็กที่กลัวการพูดหน้าชั้นคนนี้ กลายเป็นนักเขียนใหญ่ที่เกือบจะไม่เคยให้สัมภาษณ์หรือยอมรับเชิญไปพูดที่ไหนเลยตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต