แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์
Frank Lloyd Wright
ค.ศ. 1869-1959
พ.ศ. 2412-2502
สถาปนิกชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ในฐานะผู้ออกแบบอาคารที่มีรูปลักษณ์แตกต่างไปจากงานของคนอื่นโดยสิ้นเชิง โดยอาศัยลักษณะ ‘อิงธรรมชาติ’ นับเป็นผู้ที่มีอิทธิพลที่สุดในขบวนการออกแบบในศตวรรษที่ 20
สิ่งก่อสร้างจากจินตนาการของเขาได้กลายมาเป็นตัวอย่างของอาคารสมัยใหม่ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ในนิวยอร์กด้วย
วันเยาว์…
แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ เป็นลูกชายคนโปรดของแม่ ซึ่งเป็นภรรยาคนที่สองของพ่อ
ในบ้านที่มีทั้งลูกจากภรรยาเก่าและภรรยาใหม่ไม่ใช่สถานที่น่าอยู่เสียทีเดียว พ่อของแฟรงค์ซึ่งเป็นนักเทศน์ที่ฐานะไม่ค่อยดีนัก จึงมีเรื่องกลุ้มใจ และเครียดจัดอยู่เสมอ
แม่ของแฟรงค์ไม่ชอบขี้หน้าบรรดาลูกติดของสามีเอาเสียเลย ถึงแม้แม่จะขจัดลูกเมียเก่าให้ออกจากบ้านไปได้ในที่สุด แต่ปัญหาทางบ้านก็ยังมีอยู่เนืองนิตย์ เพราะโรคประสาทและความเจ้าอารมณ์และของแม่เอง
ไม่ช้าพ่อกับแม่ก็หย่ากัน โดยแม่ไม่ยอมให้แฟรงค์และน้องสาวได้พบกับพ่ออีกเลย ตราบจนกระทั่งเมื่อพ่อตายจากไป แฟรงค์ก็ไม่ได้ไปร่วมในพิธีศพทั้งที่ตอนนั้นเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว
แต่ไม่ว่าแม่จะเป็นคนเจ้าอารมณ์ปานใด กับ ‘แฟรงกี้’ แม่จะดีด้วยเสมอ ทั้งรัก ทั้งเอาใจใส่ดูแล มีอะไรก็จะให้แฟรงกี้ก่อนที่จะให้ลูกสาว
แฟรงค์น้อยจึงเป็นคนพิเศษในบ้านเสมอมา
แม่เห็นลูกชายมีหัวในทางศิลปะ จึงอุตส่าห์เจียดเงินซื้อ ‘Gifts’ ของเล่นแปลกใหม่ที่ออกแบบโดยชาวเยอรมันชื่อ Friedrich Fröbel ให้แฟรงกี้เล่น
ของเล่นชุดที่ว่านี้ใช้สอนเด็กในโรงเรียนอนุบาลที่ประเทศเยอรมนี ประกอบด้วยกระดาษ บล็อกไม้กับชิ้นตะแกรงเหล็กที่มีขนาด รูปร่างและสีต่างๆ กัน ทำให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการ ‘สร้าง’ สิ่งต่างๆ ขึ้นได้
‘Gifts’ จึงเป็นของเล่นที่แปลกใหม่อย่างยิ่งในยุคร้อยกว่าปีที่แล้ว
เด็กชายแฟรงกี้รักของเล่นชุดนี้มาก เมื่อโตขึ้นเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า มันมีส่วนช่วยสร้างให้เขาเติบโตขึ้นเป็นนักคิดและนักออกแบบ (ในวัยผู้ใหญ่เมื่อเขากลายเป็นสถาปนิกผู้โด่งดังแล้ว แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ ก็ยังใช้ชิ้นส่วน ‘ของเล่น’ ต่างๆ ที่คล้ายคลึงกันกับ ‘Gifts’ ที่เขาเล่นในวัยเด็ก ช่วยให้ไอเดียเวลาออกแบบอยู่เป็นประจำ)
แม้ในวัยเด็ก แฟรงกี้จะฉลาด เต็มไปด้วยจินตนาการ และชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ แต่เขาก็ไม่เคยชอบเรียนหนังสือ
ดูเหมือนว่าการเรียน ‘ในระบบ’ จะเป็นเรื่องยากและน่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่งสำหรับเจ้าหนูแฟรงกี้ คะแนนการเรียนของเขาจึงต่ำเสมอ
แฟรงกี้เป็นเด็กเรียนแย่ แต่ขี้โม้ (เมื่อเป็นผู้ใหญ่แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ ก็ยังติดนิสัยขี้โม้อยู่ดี) เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง เขาจึงไม่ค่อยมีเพื่อนและมักต้องวาดรูปหรือเล่นสร้างโน่นทำนี่อยู่คนเดียว
วันหนึ่งแฟรงกี้ซึ่งอายุได้ 14 ปีเข้าไปช่วยเด็กขาพิการจากโปลิโอชื่อ Robie Lamp ให้พ้นจากการรังแกของเพื่อนร่วมชั้น เขากับรอบี้ แลมป์ จึงกลายเป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่นั้นมา
แฟรงกี้กับรอบี้อ่านหนังสือด้วยกัน เขียนเรื่องแล้วนำมาพิมพ์หนังสือด้วยกันโดยใช้ตัวพิมพ์และแท่นพิมพ์เด็กเล่นที่แม่ซื้อให้
นอกจากนี้ยังช่วยกันสร้างและออกแบบของเล่นต่างๆ ตั้งแต่ว่าวสารพัดสีที่มีหางสวยเลิศกว่าใครๆ ไปจนถึงเรือใบ สะพานจำลอง กังหันลมรูปร่างแปลกๆ เลื่อน และอะไรต่อมิอะไรตามที่จินตนาการและความซนจะพาไป
แต่ไม่ว่าแฟรงกี้จะเก่งสักแค่ไหนกับเรื่องเล่น เรื่องเรียนก็ยังแย่ลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งทำท่าว่าจะไม่จบมัธยมปลาย
เดชะบุญว่ามีอาจารย์เห็น ‘พรสวรรค์’ ในตัวเขา ช่วยให้ได้เข้ามหาวิทยาลัยวิสคอนซินไปในฐานะ ‘นักเรียนพิเศษ’
ภายในเวลาอันสั้น แฟรงค์ซึ่งตอนนี้เป็นหนุ่มน้อยแล้ว ก็ได้งานเป็นผู้ช่วยอาจารย์แผนกวิศวกรรม ทำให้เขาได้ทำงานขั้นพื้นฐานที่ช่วยให้ความรู้ทั้งด้านวิศวกรรมและการออกแบบติดตัวไปใช้ในวันข้างหน้า
ในเวลาไม่นานแฟรงค์ก็เชื่อว่าเขาจะหางานได้ แม้จะไม่มีปริญญามาเป็นใบรับรองความสามารถ จึงเอาหนังสือที่พ่อทิ้งไว้ไปจำนำ ได้เงินสำหรับค่ารถไฟ เข้าเมืองใหญ่ไปหางานทำ
ในช่วงแรกเขารับงานเป็นดราฟต์แมน ค่อยๆ เรียนแบบครูพักลักจำจากคนเก่งๆ ที่เป็นเจ้านายหลายคน จนกระทั่งสามารถกลายเป็นสถาปนิกชั้นเลิศของอเมริกาและของโลกได้ในเวลาต่อมา
แม้ว่าแฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ จะออกแบบอาคารยิ่งใหญ่ไว้มากมาย แต่บ้านก่ออิฐสีครีมหลังย่อม ที่มีสวนสวยบนหลังคา และมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้คนพิการอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งเขาออกแบบให้รอบี้ แลมป์ เพื่อนรักได้อยู่ในเมดิสัน รัฐวิสคอนซิน กลับเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่แฟรงค์ภูมิใจมากที่สุด
โรบี้จากไปเมื่ออายุได้ 44 ปี
แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ บอกว่าโรบี้เพื่อนรักพา ‘วันเยาว์’ ของเขาจากไปด้วย