แกรนท์ วู้ดส์

Grant Woods 

ค.ศ. 1891-1942
พ.ศ. 2434-2485

จิตรกรชาวอเมริกัน ซึ่งมีชื่อเสียงจากภาพเขียนชีวิตชาวนาชาวไร่ในแถบตะวันตกส่วนกลางของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาเอง

ภาพชื่อ American Gothic ของเขา ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในภาพเขียนที่คนรู้จักมากที่สุดในโลกภาพหนึ่ง และเป็นภาพที่ถูกนำไปล้อเลียนมากที่สุดในโลกเช่นกัน

วันเยาว์…

แกรนท์ใช้ถ่านวาดภาพข้างฝาโรงนา ฝาบ้าน ข้างหีบไม้ที่ใส่เครื่องมือทำไร่ ใช้กิ่งไม้วาดภาพบนดิน บนทราย บนใบไม้ ใช้ดินสอวาดภาพบนกล่อง หีบห่อ อะไรได้ก็ได้ที่มีที่ว่างให้วาด

พ่อดูลูกชายคนที่สองแล้วก็ส่ายหัวด้วยความเบื่อหน่าย บ่นว่า

“มันจะวาดไปหาอะไรกันนักหนาวะ กินเข้าไปได้ซะเมื่อไหร่!”

พ่อไม่ชอบใจที่เจ้าหนูแกรนท์เป็นเด็กขี้เกียจ เอาแต่นั่งเหม่อ แล้วก็วาดรูปเล่น ไม่เหมือนกับลูกชายคนโตซึ่งขยันขันแข็ง ช่วยพ่อทำงานฟาร์มได้สารพัด

แต่แม่กลับชอบที่แกรนท์วาดรูปอย่างเอาจริงเอาจัง แม่เชื่อว่าวันหนึ่งเจ้าลูกชายตัวเล็กของแม่จะต้องกลายเป็นจิตรกรมีชื่อเสียง

พวกญาติๆ แอบเห็นด้วยกับพ่อ ใครๆ ก็ลงความเห็นว่าไอ้หนูแกรนท์ไม่ค่อยจะรักดี

นอกจากจะไม่ชอบช่วยเรื่องไร่นาแล้ว เจ้าหนูยังไม่ค่อยชอบโรงเรียน ครูบ่นเรื่องแกรนท์เหม่อลอย ไม่สนใจบทเรียน เลขก็แย่ วิทยาศาสตร์ก็ห่วย เผลอหน่อยเป็นวาดรูป โดนไล่ออกจากห้องก็ไม่เดือดร้อน แอบเอากระดาษดินสอไปวาดรูปต่อข้างนอก

เจ้าหนูแกรนท์ชอบวาดทุกอย่าง วาดบ้าน วาดโรงนา วาดท้องทุ่ง วาดต้นไม้ วาดสัตว์… วัว หมู หมา กา ไก่

ไก่เป็นสัตว์โปรดที่สุดของเจ้าหนู เขาวาดไก่ยืน ไก่วิ่ง ไก่จิกตีกัน ไก่หาอาหาร ไก่กกไข่

เอ๊อ… วาดกระทั่งไก่ย่างที่แม่ยกมาขึ้นโต๊ะในวันสำคัญ

ครอบครัวของแกรนท์เป็นชาวไร่ ฐานะค่อนข้างยากจน แต่ไม่อดอยากเพราะมีของในไร่ให้กินได้อยู่เสมอ

พ่อและแม่รักฟาร์ม รักชีวิตในฟาร์ม แม้จะเป็นยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม หนุ่มสาวบ้านนอกต่างทิ้งนาทิ้งไร่ เข้าเมืองไปเป็นหนุ่มสาวโรงงานกันเสียส่วนใหญ่ แต่พ่อแม่ของแกรนท์ก็ไม่ต้องการไป ยืนยันที่จะอยู่ทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน เพราะเชื่อว่ามีความสุขกว่าไปเป็นลูกจ้างพวกนายทุน

ถึงมีกินแต่ก็ไม่มีเก็บ ไม่เคยมีเงินใช้พอเพียง

ครั้งหนึ่งแกรนท์เคยขอให้พ่อซื้อหมึกอินเดียนอิงค์มาฝากจากในเมือง เพราะอยากวาดรูปส่งประกวด กติกาเขาให้ใช้หมึกชนิดนี้วาด

พ่อสัญญาดิบดี แต่พอกลับบ้านก็สารภาพว่า หมึกราคาขวดละตั้ง ๒๕ เซ็นต์ เมื่อซื้อของจำเป็นในบ้านแล้ว พ่อมีเงินเหลือไม่พอจะซื้อให้แกรนท์ได้

ปีหนึ่งพ่อพยายามเก็บเงินซื้อสีแท่งให้แกรนท์ เจ้าหนูบอกไม่ถูกเลยว่าดีใจขนาดไหน ที่มีสีใช้เป็นครั้งแรก เป็นความสุขที่แกรนท์จะตราตรึงไว้ในหัวใจตลอดชีวิต

แม้พ่อจะจน แม้พ่อจะไม่เห็นประโยชน์ของการวาดรูป แต่พ่อก็ยังยินดีที่จะเห็นแกรนท์มีความสุข

พ่อซึ่งมีอาการหอบหืดเป็นโรคประจำตัว เริ่มป่วยหนัก และจากไปเมื่อแกรนท์มีอายุเพียงเก้าขวบ แม่กับลูกๆ ช่วยกันทำฟาร์มต่อ เพื่อหาเงินส่งหนี้ธนาคาร แต่ก็เกินกำลัง

ในที่สุดแม่ก็ต้องขายฟาร์ม ขายทุกอย่างเท่าที่ขายได้ เพราะจะย้ายไปอยู่ในเมือง อะไรที่ขายไม่ได้แต่ขนไม่ได้ ก็ต้องทิ้งไว้กับเพื่อนบ้าน

รวมทั้งหมาด้วย

เจ้าหนูแกรนท์จำภาพหมาตัวโปรดวิ่งไล่ตามส่งเขาจนลับหายจากสายตา

ในเมืองใหญ่ของรัฐไอโอวา แม่รับเย็บผ้าและรับซักผ้า แต่ก็ได้เงินน้อยเต็มที ลูกๆ ซึ่งเปลี่ยนสภาพจากเด็กบ้านนอกมาเป็นเด็กเมือง พากันช่วยแม่เต็มกำลัง ถึงกระนั้นก็ไม่ค่อยผ่อนคลายความยากจนลงได้สักเท่าไหร่

เมื่อแกรนท์อยู่ชั้นมัธยมต้น เขาชนะประกวดวาดรูปและได้รางวัลจากบริษัทผลิตดินสอตั้งห้าเหรียญ

เป็นเงินจำนวนมากอยู่สำหรับครอบครัวที่ยากจน

นอกจากเงินแล้วยังได้เครื่องมือเครื่องใช้ในการเขียนรูปชุดหนึ่งด้วย เป็นครั้งแรกที่เขามีเครื่องมือศิลปะพร้อมพรั่ง

แกรนท์บรรจงเขียนรูปด้วยเครื่องเขียนที่ได้ แล้วนำไปขายข้างถนน

ผู้หญิงคนหนึ่งผ่านมา เธอดูรูปก่อนจะถามว่า

“ราคาเท่าไหร่?”

แกรนท์อึกอัก เพราะไม่รู้จริงๆ เกิดมาก็เพิ่งเคยขายรูปกับเขาครั้งนี้แหละ ในที่สุดก็ตอบไปตรงๆ ว่า

“เท่าไหร่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมอยากได้สักแปดเหรียญ เอาไปซื้อเครื่องเขียนมาไว้เขียนรูปอีก”

ผู้อุดหนุนศิลปะคนแรกของแกรนท์ จ่ายเงินให้โดยไม่มีต่อรอง

นับแต่นั้นมา แกรนท์ก็ขายรูปได้เรื่อยๆ ช่วยเบาแรงแม่ไปได้บ้าง ตัวเขาเองก็มีเงินพอที่จะเป็นสมาชิกนิตยสารศิลปะ มาศึกษาวิธีเขียนรูปด้วยตัวเอง

เมื่อจบชั้นมัธยม แกรนท์มีเงินเก็บอยู่ 30 เหรียญ เขาใช้เงินนี้นั่งรถไปเมืองมินนีอาโพลิส รัฐมินนิโซต้า หมายจะไปเข้าโรงเรียนศิลปะภาคฤดูร้อนที่นั่น ทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโรงเรียนนี้มากไปกว่า อาจารย์ที่สอนศิลปะในนิตยสารที่เขารับมาตลอดสามปี สอนอยู่ที่นั่นด้วย

เงินที่แกรนท์มีมาไม่พอที่จะเข้าเรียนได้ แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนประทับใจความซื่อ และความตั้งใจจริงของแกรนท์ จนตกลงว่าจะให้เรียนฟรี ถ้าแกรนท์ช่วยทำงานในโรงเรียนเป็นการตอบแทน ซึ่งแกรนท์ก็ตกลงอย่างเต็มใจ

เขาทำทุกอย่างในโรงเรียน คล้ายๆ กับภารโรงและผู้ช่วยครู

เพื่อประหยัดเงิน เขาตัดสินใจที่จะไม่เช่าห้องอยู่ แต่อาศัยนอนที่โรงเรียนบ้าง ที่ม้ายาวแถวสวนสาธารณะบ้าง คืนไหนฝนตกก็เข้าไปนั่งในร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง ซื้อกาแฟถ้วยหนึ่งแล้วนั่งไปจนเช้า ได้เวลาไปโรงเรียน

แม้จะลำบาก แต่แกรนท์ก็ไม่บ่นสักคำ เพราะดีใจที่ได้เรียนกับอาจารย์ที่เขาใฝ่ฝัน

เมื่อจบภาคฤดูร้อนแล้ว แกรนท์ก็เอาวิชาที่ได้เรียนกลับบ้าน ไปเป็นครูสอนศิลปะเด็กๆ คราวใดที่เก็บเงินได้ เขาก็จะไปเข้าเรียนคอร์สศิลปะที่นั่นที่นี่ แต่ก็ไม่เคยได้เข้าเรียนจริงจังในโรงเรียนศิลปะชั้นเลิศ

ความสำเร็จของแกรนท์ จึงอยู่ที่การฝึกฝนไม่ยอมหยุดของเขามากกว่า

แกรนท์ทำงานศิลปะด้วยความรัก ทำเพราะมันคือความจำเป็นยิ่งของชีวิต ดุจการหายใจเข้าหายใจออก

ตัวแกรนท์เองไม่เคยนึกเลยว่า วันหนึ่งงานของเขาจะเป็นที่รู้จักไปรอบโลก

ก็เขานับตัวเองเป็นแค่ ‘นักเขียนรูประดับท้องถิ่น’ แล้วจะไปเกี่ยวกับระดับโลกได้ยังไงล่ะกันนี่… ฮึ?