ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน

Hans Christian Andersen

ค.ศ. 1805–1875
พ.ศ. 2348–2418

ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน นักประพันธ์มือเยี่ยมชาวเดนมาร์ก ซึ่งโด่งดังไปทั่วโลกเพราะฝีมือการเขียนนิทานสำหรับเด็ก

เทพนิยายของเขาถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 150 ภาษา เขาใช้ความจำอันขมขื่นจากวัยเด็กที่ยากไร้ ด้อยการศึกษา ประกอบทั้งรูปร่างหน้าตาอันขี้ริ้ว มาร้อยเป็นนิทานกินใจอย่าง

– ลูกเป็ดขี้เหร่
– เงือกน้อย
– ราชินีหิมะ
– เด็กขายไม้ขีดไฟ
– นกไนติงเกล และ
– ฉลองพระองค์ใหม่ของจักรพรรดิ

ซึ่งทั้งสนุกและมีข้อสอนใจที่เด็กๆ ยังนิยมอ่านมาจนปัจจุบัน

วันเยาว์…

พ่อแม่เรียกเขาว่า ‘คริสเตียน’ เพราะในเดนมาร์กมีคนชื่อ ‘ฮันส์’ เยอะแยะ หากจะเรียกชื่อเฉยๆ พวกเขาจะเรียกชื่อกลางแทนชื่อต้น

หนูน้อยคริสเตียนเกิดวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1805 (พ.ศ. 2348) ในครอบครัวยากจนของช่างซ่อมรองเท้า ในเมือง Odense ประเทศเดนมาร์กซึ่งเคยเป็นดินแดนของไวกิ้ง (คนเดนมาร์กเรียกชื่อเมืองนี้ว่า “อู๊เดน-เซ่ะ” แต่คนชาติอื่นมักจะเรียกตามตัวสะกดว่า โอเดนส์ โอเดนซา หรือ โอเดนเซ)

เมื่อแรกเกิดมีหมอดูยิปซีทำนายไว้ว่าว่า เด็กคนนี้จะได้เป็น

“ผู้มีชื่อเสียงสูงสง่าราวกับปักษาเหิน”

และยังว่า

“วันหนึ่งเมืองโอเดนซาจะต้องระยิบระยับด้วยแสงไฟเฉลิมฉลองให้แก่เขา”

จะเป็นไปได้อย่างไรพ่อแม่ก็คงนึกออกยาก เพราะครอบครัวแอนเดอร์เซนยากจนนัก โอกาสที่จะให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียนเพื่อไต่เต้าไปสู่ความสำเร็จมีน้อยเต็มที เพราะแค่หาให้พอกินไปวันๆ หนึ่งก็ยังลำบาก

แต่พ่อซึ่งมีความรู้พออ่านออกเขียนได้ เป็นคนรักการอ่าน ชอบศึกษาด้วยตัวเอง พ่อจึงอ่านหนังสือให้ลูกฟังอยู่เป็นนิตย์ พลอยพาให้ลูกชายรักหนังสือไปด้วย

หากจะพูดว่าหนูน้อยคริสเตียนได้รับการศึกษาเบื้องต้นอย่างดีจากพ่อของเขาเองก็คงไม่ผิดนัก คริสเตียนชอบเรียนกับพ่อมากกว่าที่จะไปโรงเรียน เพราะเพื่อนๆ ชอบล้อเลียนความขี้ริ้วของเขา

ในสมัยนี้การแพทย์ทราบแล้วว่าฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (และประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นของสหรัฐฯ) ป่วยแต่กำเนิดด้วย Marfan Syndrome ซึ่งเป็นอาการผิดปกติของกระดูก แต่ในครั้งกระโน้นไม่มีใครรู้เรื่องนี้

นอกจากจะกระดูกโปน ตีนโต ตาตี่ จมูกใหญ่แล้ว คริสเตียนยังมีรูปร่างที่ผิดส่วน สูงเก้งก้าง แค่อายุ 10 ขวบเขาก็สูงกว่าเพื่อนร่วมชั้นตั้งคืบ จนดูเหมือนว่าแต่ละส่วนในร่างกายจะทำให้เพื่อนๆ หยิบขึ้นมาหัวเราะเยาะได้ทั้งนั้น

ยิ่งเพื่อนล้อ คริสเตียนก็ยิ่งเก็บตัวไม่ยอมสุงสิงกับใคร เขาชอบเล่นคนเดียวเงียบๆ โดยมีสิ่งต่างๆ รอบตัวเป็นเพื่อน เขาจะสมมุติว่าทุกอย่างมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช้อน ชาม ลูกข่าง ลูกบอล หรือแม้กระทั่งเข็มเย็บผ้า เขาจะพูดกับของเล่นเหล่านี้ได้ทีละนานๆ แต่งเป็นเรื่องเป็นราวแล้วสนุกอยู่คนเดียว

นิสัยนี้คริสเตียนได้มาจากพ่อ เพราะนอกจากพ่อจะอ่านหนังสือให้ลูกชายฟังตั้งแต่ลูกยังตัวเล็กๆ แล้ว พ่อยังเล่านิทานเก่งอีกด้วย

พ่อใช้ความเป็นช่างทำโรงละครและหุ่นเชิดตัวเล็กๆ จากนั้นสองคนพ่อลูกก็จะช่วยกันแต่งนิทานและใช้หุ่นที่ทำขึ้นเป็นตัวแสดง

เมื่อมองย้อนไปจะเห็นว่าพ่อของคริสเตียนได้รดน้ำพรวนดินจินตนาการของลูกชายให้เติบใหญ่ โดยที่พ่อเองก็ไม่รู้ตัว

นอกจากจะชอบฟังและแต่งนิทานแล้ว คริสเตียนยังชอบเล่นตุ๊กตาและตัดเสื้อผ้าสวยๆ ให้มันใส่ แม้ว่าเขาจะเป็นเด็กผู้ชาย คริสเตียนก็มีฝีมือในการตัดกระดาษเป็นตุ๊กตาหรือลวดลายสวยงามได้เก่งกว่าเพื่อนๆ ที่เป็นผู้หญิงเสียอีก แต่เพื่อนไม่ได้ชื่นชม แต่กลับล้อว่าเขาเป็นกะเทย

เพราะความที่เขาชอบตัดเสื้อผ้าตุ๊กตาและตัดกระดาษเล่นนี่เอง เมื่อเติบโตขึ้นเป็นยอดนักเล่านิทานของโลก ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน มักจะใช้ตะไกรตัดกระดาษเป็นรูปต่างๆ ระหว่างที่เล่านิทาน กระดาษสวยงามจากฝีมือตัดของเขายังมีอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่เดนมาร์กจนทุกวันนี้

พ่อซึ่งเป็นที่รักตายจากไปเมื่อคริสเตียนมีอายุได้เพียง 11 ปี เขารู้สึกเคว้งคว้างทั้งๆ ที่ยังมีแม่อยู่ด้วย เพราะแม่ติดเหล้า แถมยังอ่านหนังสือแทบไม่ออก และไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา

แต่แม่ผู้ถือโชคลางอย่างงมงายก็ยังเชื่อมั่นตามคำทำนายของยิปซีว่าวันหนึ่งลูกชายจะมีชื่อเสียงโด่งดัง เชื่อไปลมๆ แล้งๆ เพราะหญิงรับซักผ้าอย่างแม่ไม่มีปัญญาจะทำอะไรให้ลูกมากนัก

คริสเตียนไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนจะช่วยได้

ตาของเขาเป็นคนไข้อยู่ในโรงพยาบาลโรคจิต

ยายซึ่งในอดีตเคยติดคุกเพราะมีลูกนอกสมรสหลายครั้ง (เป็นกฎหมายของเดนมาร์กสมัยนั้น) รับจ้างทำสวนอยู่ในโรงพยาบาลแห่งเดียวกันเพื่อแลกกับที่อยู่และอาหาร

ส่วนป้าซึ่งเป็นเจ้าของสำนักโสเภณีก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจ เพราะหากเป็นหลานสาวหน้าตาดีๆ ยังได้มาช่วยกันทำมาหากิน แต่หลานชายขี้ริ้วคนนี้ดูไร้ประโยชน์เต็มที

เมื่อเสียพ่อไป คริสเตียนต้องออกจากโรงเรียนแล้วไปทำงานที่โรงงานทอผ้า คนงานผู้ชายมักชอบพูดจาหยาบโลน สองแง่สองง่าม เมื่อเห็นคริสเตียนหน้าแดง ก็พากันล้อว่าเขาเป็น ‘ไอ้หน้าตัวเมีย’

แล้ววันหนึ่งพวกคนงานก็ช่วยกันจับเขาดึงกางเกงออกดูให้รู้ว่าเป็นหญิงหรือชาย คริสเตียนต้องวิ่งหนีกลับบ้านและไม่กล้ากลับไปที่โรงงานอีกเลย

จากนั้นเขาก็หางานเล็กๆ น้อยๆ ทำ เช่น รับจ้างติดโปสเตอร์ละคร ซึ่งเมื่อละครเลิกแสดงแล้ว คริสเตียนจะขอโปสเตอร์กลับไปติดฝาบ้าน เขาชอบนั่งจ้องโปสเตอร์แล้วใช้จินตนาการสร้างบทละครเอาเอง

เมื่ออายุได้ 14 ปีคริสเตียนตัดสินใจเดินทางเข้าเมืองหลวงคือกรุงโคเปนเฮเกน

ต้องเรียกว่าแทบจะไปตัวเปล่า เพราะเขามีเสื้อผ้าที่พอดูได้อยู่เพียงชุดเดียว แต่ที่มีอยู่เต็มหัวใจคือความเชื่อว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ ส่วนจะพิเศษอย่างไรเจ้าตัวเองก็คงไม่แน่ใจนัก

เมื่อไปถึงโคเปนเฮเกน คริสเตียนก็เที่ยวเคาะประตูบ้านของคนดังต่างๆ ไปอ่านบทกวีที่เขาแต่งเองให้ฟัง ไปบอกว่าอยากเป็นกวี แล้วก็อยากเป็นนักร้อง-นักแสดง แม้จะโดนหลายคนหัวเราะเยาะ แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนเอ็นดูสงสารแล้วให้ความช่วยเหลือ ส่วนใหญ่จะเป็นคนชั้นสูงที่เห็นใจในความใฝ่เรียน-ใฝ่รู้และมานะพยายามของเขา

ในช่วงแรกคนเหล่านั้นก็ช่วยให้คริสเตียนได้ร้องเพลงและทำงานนิดๆ หน่อยๆ ในโรงละคร แต่ภายหลังเห็นท่าจะไปไม่รอด จึงช่วยให้ได้เรียนหนังสือต่อ

ตอนนั้นคริสเตียนอายุ 17 แล้ว เป็นเด็กโข่งเข้าไปเรียนอยู่กับเด็กอายุ 11–12 จึงโดนเด็กเล็กๆ ล้อเลียน และโดนคนโตๆ เยาะเย้ย มิหนำซ้ำทุนที่ได้ยังน้อยนิดทำให้ต้องอดมื้อกินมื้อ แต่เขาก็กัดฟันเรียนจนจบ ด้วยความเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยให้ประสพความสำเร็จในชีวิต

แล้วความเชื่อและความฝันของลูกช่างซ่อมรองเท้าจากเมืองโอเดนซาก็กลายเป็นความจริง เมื่อผลงานประพันธ์นิทานสำหรับเด็กทำให้เขาเป็นที่รักและยกย่อง ไม่เฉพาะในบ้านเกิด แต่ในประเทศต่างๆ เกือบรอบโลกทีเดียว

งานเขียนที่ดูเหมือนง่ายแต่ลึกซึ้งของคริสเตียนครอบคลุมได้กว้างไกล มีคนนำไปแปลกว่า 150 ภาษา รวมทั้งที่ไปทำภาพยนตร์และทำละครนับครั้งไม่ถ้วนด้วย

ไม่ว่าชาติใดภาษาใด จะเป็นในหัวใจคนธรรมดาประชาราษฎร์ หรือชนชั้นสูงในราชสำนัก ปัญญาชนหรือคนด้อยการศึกษา ผู้ใหญ่หรือผู้เยาว์ก็ซาบซึ้งในงานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซนได้เท่าเทียมกัน

‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ จากเมืองโอเดนซาเติบโตขึ้นเป็นหงส์ อย่างที่แม่และตัวเขาเองใฝ่ฝันไว้

เมื่อถึงวันเกิดครบรอบ 200 ปีของเขา (ค.ศ. 2005) ไม่เฉพาะแต่เมืองโอเดนซาซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาเท่านั้นที่ระยิบระยับด้วยแสงไฟเฉลิมฉลองให้แก่ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน แต่ผู้คนในหลายเมืองรอบโลกก็ยังร่วมฉลองสองศตวรรษของยอดนักเล่านิทานผู้นี้ด้วย