‘ฮูดินี่’ แฮรี่ ฮูดินี่
Harry Houdini
(ชื่อจริง Erik Weisz)
ค.ศ. 1874-1926
พ.ศ. 2417-2469
ยอดนักมายากลแห่งศตวรรษที่ 20
เขาเป็นทั้งนักแสดง ผู้สร้างภาพยนตร์ และนักมายากล แต่เกือบทั้งโลกจำได้แม่นว่า ชายคนนี้สามารถพาตัวให้หลุดจากที่คุมขังและเครื่องพันธนาการทุกชนิดได้ ไม่ว่าจะเป็นบนบก หรือใต้น้ำ
แม้เวลาจะผ่านมากว่าร้อยปี แต่ชื่อของฮูดินี่ยังไม่ถูกลืมเลือน
วันเยาว์…
ลูกยิวที่เกิดในนครบูดาเปสท์ ประเทศฮังการีผู้นี้ มีชื่อว่า Erik Weisz
พ่อซึ่งเป็น ‘แรบไบ’ หรืออาจารย์สอนศาสนาตัดสินใจย้ายครอบครัวจากฮังการีไปอเมริกาเมื่อเอริคอายุได้สี่ขวบ
พ่อแม่หอบลูกๆ ไปหาชีวิตที่ดีกว่าในอเมริกา เพราะชาวยิวในฮังการีถูกกดดันหนักขึ้นทุกวัน
แต่ชีวิตในอเมริกาก็ไม่ได้สบายอย่างที่พ่อคิด พ่อขาดทักษะในการเรียนภาษาใหม่ จึงอ่าน เขียน และพูดอังกฤษได้ไม่คล่อง ทำให้การสอนศาสนาในสหรัฐฯ เป็นไปได้อย่างลำบากยากเย็น
การพูดไม่เก่งก็เป็นอุปสรรคในการสอน-การเทศน์ แรบไบของชาวยิวก็เหมือนกันกับพระในบ้านเรา หากเทศน์ไม่เก่งคนก็ ‘ไม่ขึ้น’ คือไม่เป็นที่นิยม พ่อจึงมีรายได้น้อยหรือเกือบไม่มีเลย แม่และลูกๆ อีกครึ่งโหลตกอยู่ในสภาพอดอยากแทบตลอดเวลา
ในวัยเพียงไม่กี่ขวบ เอริคและพี่ๆ พยายามรับจ้างทำงานเท่าที่จะหาได้ เพื่อช่วยซื้ออาหารเข้าบ้าน
แต่เอริคเห็นทางอย่างอื่นที่จะหาเงิน
เขาชอบดูการแสดงข้างถนน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกายกรรม มายากล การเล่น ‘ไพ่ลวงตา’ หรือการแสดงตลก เอริคได้เห็นการแสดงแบบไหน เขาจะพยายามฝึกฝนเลียนแบบ บางครั้งทำได้ดีกว่าเสียด้วยซ้ำ
เขาเริ่มการแสดงข้างถนนตั้งแต่ตัวยังเล็กนิดเดียว โดยแสดงกายกรรม และมายากลอย่างง่ายๆ แต่คนผ่านไปผ่านมาคงรู้สึกเอ็นดูเจ้าหนูตัวนิดเดียว ที่พยายามอย่างเอาเป็นเอาตาย จึงโยนเศษเงินใส่หมวกที่เอริควางไว้ตรงหน้า
เอริคจะเก็บสตางค์ทั้งหมดไปให้แม่ บางครั้งเขาจะซ่อนเศษสตางค์ไว้ในผมที่หยิกและดกหนา เมื่อไปถึงบ้านเขาจะบอกให้แม่ช่วยเขย่าตัวจนเศษสตางค์ร่วงลงมา เพียงเพื่อจะได้เห็นแม่หัวเราะ
นานๆ ครั้งหรอก แม่ที่รักของเอริคจะหัวเราะออก
เมื่ออายุ 12 เอริคเก็บเงินขึ้นรถไฟ ตั้งใจจะไปหางานทำในเท็กซัสเพื่อจะหาเงินมาช่วยพ่อแม่ แต่กลับขึ้นรถผิดไปเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยทหาร เขาต้องไปรับจ้างขัดรองเท้าบู๊ทให้ทหารไปนับร้อยๆ คู่ กว่าจะหาเงินกลับมาหาพ่อแม่ได้อีกครั้งหนึ่ง
ระยะนี้เองที่พ่อก็ถูกตัดชื่อออกจากตำแหน่งอาจารย์สอนศาสนา ทำให้ต้องหางานอื่นทำ ท่ามกลางความอดอยาก แร้นแค้น พ่อก็ยังเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะทรงคุ้มครอง และจะประทานความช่วยเหลือสักวันหนึ่ง
แต่เอริครู้สึกเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ ‘พระเจ้า’ ของพ่อ หากพระเจ้ามีจริงทำไม่จึงไม่ช่วยพ่อและครอบครัวให้พ้นจากความลำบากเสียที เอริคเริ่มไม่เชื่อในพระเจ้า แต่เชื่อว่าคนเราต้องช่วยตัวเอง ไม่ใช่มานั่งคอยพระเจ้ามาช่วย
พ่อพาครอบครัวโยกย้ายไปหลายแห่ง ก่อนจะไปถึงนิวยอร์ก ซึ่งพ่อได้งานเย็บผ้าในโรงงานนรก ที่จ้างผู้อพยพด้วยเงินจำนวนน้อยนิด แต่ให้ทำงานวันละกว่าสิบชั่วโมง ในโรงงานที่อัดแอ คลั่กราวกับเล้าหมู
ลูกๆ ทุกคนต้องช่วยกันทำงาน หาเงินมาเลี้ยงครอบครัวเช่นเคย เรื่องเรียนไม่ต้องไปสนใจ แก้ความหิวของท้องด้วยอาหาร สำคัญกว่าเรื่องอาหารสมองอย่างบทเรียนและหนังสือ เอริคและพี่น้องจึงเรียนรู้แค่พออ่านออกเขียนได้เท่านั้น
แต่นิวยอร์กเป็นเมืองวิเศษของพวกนักแสดง แม้แต่นักแสดงข้างถนนก็ยังมีความสามารถไม่น้อย เอริคมีโอกาสได้ ‘ดูงาน’ ฟรีๆ จากนักแสดงมากมาย ทำให้เขาปรับปรุงการเล่นมายากล และกายกรรมของเขาให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
การแสดงข้างถนนเป็นที่นิยมอย่างมากของประชาชนในยุคก่อนมีโทรทัศน์ และในไม่ช้าชาวเมืองนิวยอร์กเริ่มจำได้ว่า ‘ไอ้เตี้ย’ นี่เก่งทั้งกายกรรมและมายากล เอริคจึงเริ่มมีบรรดา ‘แฟนๆ’ ที่ติดตามคอยดูการแสดงของเขา
ในวัย 15-16 เอริคได้อ่านหนังสือของโรแบร์ท ฮูดีน ยอดนักมายากลชาวฝรั่งเศส ทำให้เขาฝันว่าจะได้เป็นนักมายากลชื่อดังบ้าง เขาเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น ‘แฮรี่ ฮูดินี่’ และเริ่มที่จะทำมาหากินอย่างจริงจังในฐานะนักมายากล แต่ยังหาเงินได้ไม่พอ จึงต้องทำงานเป็นลูกน้องช่างทำกุญแจไปด้วย
เอริคสนใจกลไกของกุญแจ เขาศึกษาอย่างเอาเป็นเอาตาย และในไม่ช้าก็สามารถเข้าใจวิธีการของมันได้อย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง และในที่สุดก็พบว่าตัวเองมีความสามารถจะ ‘สะเดาะ’ กุญแจเกือบทุกชนิดได้อย่างง่ายดาย… รวมทั้งกุญแจมือ
หลังจากนั้นไม่นาน เอริคก็เริ่มนำวิธีการของมายากล ผสมผสานเข้ากับความสามารถในการสะเดาะกุญแจ ให้กลายมาเป็นจุดขายในการแสดงของเขา
จอมมายากลฮูดินี่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
เมื่อเอริคอายุได้ 18 ปี พ่อผู้ซึ่งรอคอยความกรุณาของพระเจ้ามาตลอดชีวิต ตายจากไปอย่างผู้พ่ายแพ้ แต่เอริคผู้ซึ่งเชื่อว่าคนเราต้องช่วยตัวเอง มากกว่าที่จะไปคอยให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วย ได้กลายเป็น ‘ศิลปิน’ ที่มีค่าตัวสูงที่สุดของสหรัฐฯ ในยุคนั้น
ความฝันที่จะได้เป็นยอดนักมายากลของเอริค กลายเป็นความจริง
แต่ฝันที่เหนือกว่านั้น คือฝันที่แม่จะได้มีชีวิตอันสุขสบาย พรั่งพร้อมสมบูรณ์ เพื่อชดเชยวันแห่งความแร้นแค้นในชีวิต
ความฝันทั้งสองประการของเอริค—ลูกยิวอพยพผู้ยากจน—กลายเป็นจริง
แต่หากพ่อสามารถรู้ได้ พ่อก็คงสรุปว่า ความสำเร็จในชีวิตของเอริค…
เป็นความกรุณาของพระเจ้าแท้ๆ