เฮเลน เคลเลอร์
Helen Keller
ค.ศ. 1880-1968
พ.ศ. 2423-2511
‘บอดและใบ้’
ฝันร้ายของหัวใจพ่อแม่
สุภาพสตรีอเมริกันผู้นี้พิการซ้ำซ้อนตั้งแต่อายุได้เพียงหนึ่งปี แต่กลายมาเป็นนักเขียน นักพูด อาจารย์ และผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิของคนพิการและสตรีซึ่งมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง
เธอกลายเป็นตัวอย่างแห่งการเอาชนะความไม่สมประกอบของร่างกาย ใช้กำลังใจ ความเข้มแข็ง และความอดทน เป็นเครื่องพิสูจน์ให้โลกตระหนักว่าว่าผู้พิการทางกาย ไม่จำเป็นต้องพิการทางปัญญา
ในช่วงชีวิตยาวนาน เธอได้หาทุนช่วยเหลือผู้พิการอื่นๆ ทั้งโดยการเขียนหนังสือ และการปาฐกถา เมื่อล่วงลับไปแล้วเธอยังทิ้งองค์กรเพื่อคนพิการไว้เป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง
วันเยาว์…
หนูน้อยเฮเลน เคลเลอร์ เป็นขวัญใจของคนทั้งบ้าน นอกจากจะมีหน้าตาน่ารักแล้ว เฮเลนยังเฉลียวฉลาด เรียนรู้ได้รวดเร็ว เธอเริ่มพูดและเริ่มเดินได้ก่อนเด็กๆ รุ่นเดียวกัน
แม่หนูเป็นเด็กอารมณ์ดี เสียงหัวเราะน่ารักของเธอทำให้บ้านปริ่มด้วยความรื่นเริง ญาติหลายคนเห็นตรงกันว่า วันหนึ่งเฮเลนจะเติบโตขึ้นเป็น ‘southern belle’ หรือสุภาพสตรีแสนงามจากทางใต้ของสหรัฐฯ
แต่เมื่อแม่หนูอายุได้เพียง 18 เดือน เธอก็ล้มป่วยอย่างหนักด้วยโรคที่แพทย์เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วไม่อาจวินิจฉัยได้ จึงแค่รักษาไปตามอาการ
เฮเลนรอดชีวิต แต่ผลจากโรคทำให้แม่หนูตาบอดและหูหนวก บ้านที่ปริ่มด้วยความสุข กลายเป็นบ้านที่เปี่ยมด้วยความหม่นหมอง เฮเลนกลายเป็นเด็กอารมณ์ร้าย เอาแต่ใจ เธอมองไม่เห็น พูดไม่ได้ แต่อาละวาดและกรีดร้องได้ด้วยสุ้มเสียงและลักษณะไม่ต่างกับสัตว์บาดเจ็บ
พ่อซึ่งเป็นคนมีฐานะ พยายามหาแพทย์มาช่วยลูกเต็มกำลัง แต่ก็ไม่มีใครช่วยอะไรให้ได้
เมื่อเฮเลนอายุได้เจ็ดปี พ่อกับแม่พาเธอไปหาผู้เชี่ยวชาญเรื่องคนตาบอดในเมืองบอสตัน แพทย์ไม่เห็นทางรักษาเฮเลน แต่แนะนำให้จ้างครูสาวชื่อ Anne Sullivan ไปสอน เพื่อที่เฮเลนจะได้เรียนรู้วิธีการช่วยเหลือตัวเอง และเป็นภาระของคนอื่นน้อยที่สุด
วันแรกครูแอนน์ ซัลลิเวนเกือบหมดกำลังใจกับหนูน้อยซึ่งมีสภาพใกล้สัตว์หรือยิ่งกว่า เธอมองเฮเลนใช้มือ ‘ขยำ’ อาหารจากจานใส่ปาก แถมยังเดินร่อนเปะปะไปคว้าอาหารจากจานคนอื่นด้วย
ครูแอนน์ตัดสินใจว่าสิ่งแรกที่เฮเลนต้องเรียนรู้คือวินัยและการควบคุมตัวเอง เมื่อเฮเลนคว้าอาหารในจานของครู ครูไม่ยอม แถมยังตีมือให้เผียะหนึ่ง เฮเลนซึ่งพ่อแม่เคยแต่ปล่อยให้ทำอย่างตามใจชอบ รู้สึกแปลกใจและโกรธ เธอเหวี่ยงหมัดใส่หน้าครู แต่ก็โดนครูตีมือให้อีกเผียะหนึ่งเหมือนเดิม
ไม่นานเฮเลนก็เรียนรู้ว่าการอาละวาดไม่ได้ผลกับครูแอนน์ เธอเริ่มสงบลง ทำให้ครูค่อยๆ สอนเธอได้ทีละเล็กละน้อย ตั้งแต่วัฒนธรรมในการกินอยู่ การช่วยเหลือตัวเอง และการอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่าง ‘ศิวิไลซ์’
ในที่สุดครูก็เริ่มสอนให้แอนน์รู้จักเรียกสิ่งต่างๆ รอบตัว โดยใช้ภาษามือที่คนใบ้ใช้ แม้เฮเลนจะทำมือตามได้ทันที แต่ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ว่าที่ครูสอนเป็น ‘คำ’ สำหรับเรียกสิ่งนั้นสิ่งนี้
วันหนึ่งเมื่อเดินผ่านปั๊มน้ำแบบโบราณ ครูให้เฮเลนเอามือรองน้ำ แล้วสะกดภาษามือลงในมืออีกข้างของเฮเลนว่า W-A-T-E-R วอเตอร์… น้ำ
แรกๆ เฮเลนยังงงอยู่ แต่เมื่อครูปั๊มน้ำใส่มือเธอแล้วสะกดอีก ทำอย่างนี้สองสามครั้ง เฮเลนก็ส่งเสียงแปลกๆ อย่างที่เธอมักทำเมื่อดีใจ แม่หนูแหงนหน้าขึ้นฟ้าแล้ว ‘หัวเราะ’ ด้วยเสียงของคนใบ้
เธอปั๊มน้ำ เอามือรองน้ำ แล้วสะกด W-A-T-E-R ด้วยมือหลายครั้ง เหมือนจะบอกว่า
“รู้แล้ว! รู้แล้ว! เข้าใจแล้ว!”
เฮเลนตื่นเต้น แม่หนูเที่ยวหยิบจับอะไรต่อมิอะไรรอบตัว แล้วให้ครูสะกดใส่มือให้… ต้นไม้ ดอกไม้ หญ้า ถ้วยน้ำ จาน ซ่อม ตุ๊กตา ฯลฯ เธออยากรู้ไปหมด
ความสุขกลับมาสู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง เสียง ‘หัวเราะ’ แปลกๆ ของเฮเลนทำให้บ้านรื่นรมย์ เป็นอะไรพ่อและแม่ไม่นึกเลยว่าจะได้กลับมาอีก
พร้อมๆ กับที่เรียนรู้สิ่งรอบตัว เฮเลนก็เริ่มเรียน ‘คำ’ ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ก่อนจะเริ่มอ่านและเขียน
สอนเด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอดให้อ่าน-เขียนหนังสือ… แม่เจ้าโวย
ใครได้ยินก็ลงความเห็นว่าครูแอนน์ ซัลลิเวน ชักจะฝันมากไป แต่ครูไม่สนใจ ครูเริ่มสอน และพบว่าเฮเลนเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ช้าแม่หนูก็อ่านหนังสือตัวนูนหรือหนังสือ ‘เบรล’ ของคนตาพิการได้อย่างแคล่วคล่อง
เฮเลนเขียนหนังสือได้ ลายมือสวยกว่าคนตาดีบางคนเสียด้วยซ้ำ ต่อมาครูก็สอนให้เธอใช้พิมพ์ดีด ซึ่งเป็นของง่ายมากสำหรับเฮเลน
เมื่อเห็นว่าประสิทธิภาพในการเรียนของเธอมีเกินพอ เฮเลนก็เริ่มได้รับบทเรียนในการฝึกพูด โดยฝึกเปล่งเสียงจากลำคอ การใช้ลิ้น และริมฝีปาก การสอนเป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะเฮเลนต้อง ‘คลำ’ อวัยวะแห่งการเปล่งเสียงของครูผู้สอน เพื่อที่จะเลียนแบบ
แต่ในที่สุดเฮเลนก็พูดได้
คนที่ไม่คุ้นเคยอาจฟังยาก แต่ผู้ใกล้ชิดจะสามารถแปลการพูดของเฮเลนได้อย่างแคล่วคล่อง
เมื่อเรียนจบชั้นมัธยม เฮเลนสามารถเข้า Radcliffe มหาวิทยาลัยชั้นนำสำหรับสตรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในรัฐแมสซาชูเซตส์ได้
เธอเริ่มเขียนประวัติชีวิตของตนเองเมื่ออยู่ในมหาวิทยาลัย มันกลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง และยังคงมีขายอยู่จนทุกวันนี้
เฮเลนจบมหาวิทยาลัยด้วยคะแนนระดับเกียรตินิยม
จากหนูน้อยพิการซ้ำซ้อน เฮเลนกลายเป็นนักเขียน นักพูด เป็นอาจารย์ และเป็นบทพิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นว่า ผู้พิการทางร่างกาย ไม่จำเป็นต้องพิการทางปัญญา โดยเฉพาะเมื่อได้กำลังช่วยอันทรงพลังจาก พ่อ แม่ และครู
หวังว่าเรื่องราวของเฮเลน เคลเลอร์ จะช่วยเตือนให้คุณผู้อ่านทำบุญกับโรงเรียนตาบอด โรงเรียนหูหนวก และศูนย์คนพิการต่างๆ