อองรี เดอ ตูลูส-โลเทรค
Henri de Toulouse-Lautrec
ค.ศ. 1864-1901
พ.ศ. 2407-2444
ศิลปินชาวฝรั่งเศสซึ่งมีผลงานมากมาย ทั้งภาพเขียน ภาพพิมพ์ แต่กลับเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักวาดโปสเตอร์ฝีมือเลิศล้ำ ที่แสดงชีวิตคนกลางคืนในสถานเริงรมย์ Moulin Rouge ของปารีสในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
โปสเตอร์ของเขาหลายชิ้น ถูกจัดอันดับเข้าอยู่ในกลุ่มงานศิลปะที่คนรู้จักมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพสาวนักระบำแคน-แคนที่มูลังรูจ La Goulue at the Moulin Rouge ซึ่งเขาเขียนขึ้นใน ค.ศ. 1892 (พ.ศ. 2435)
วันเยาว์…
อองรีมีสุขภาพอ่อนแอ เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ตลอดเวลา
ความผิดปกติของเขาเด่นชัดมาตั้งแต่แรกเกิด เพราะมีลักษณะกระดูกไม่สมบูรณ์ ตัวเล็ก หัวโต อีกทั้งระบบหายใจก็มีปัญหา
เหล่านี้เป็นความบกพร่องทางพันธุกรรม มีต้นเหตุจากการแต่งงานของพ่อและแม่ซึ่งเป็นญาติสนิทกัน ตามความนิยมของเหล่าราชวงศ์และชนชั้นสูงในสมัยโบราณ เพราะเป็นวิธีง่ายๆ ที่จะคงไว้ทั้งศักดิ์ศรีและสินทรัพย์ ตรงกับพังเพยของไทยที่ว่า “เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน”
ตระกูลของอองรี สืบเชื้อสายมาจากท่านเคาต์แห่งตูลูส ถือกันว่าเป็นชนชั้นขุนนางเก่าแก่ของฝรั่งเศส ไม่ใช่พวกผู้ดีใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติในฝรั่งเศสและสมัยนโปเลียน
พ่อผู้มีชีวิตหรูหรา รักกีฬาล่าสัตว์และความ ‘เสเพลบันเทิง’ ในรูปแบบต่างๆ เหม็นเบื่อความออดแอดของลูกชาย จึงทิ้งให้เป็นภาระของภรรยา
แม่ของอองรีเป็นกุลสตรีผู้อ่อนโยน เธอเคร่งศาสนา ไม่ชอบงานสังคม และยินดีที่จะอยู่บ้านเพื่อดูแลลูกรักคนเดียว ที่เธอเรียกว่า “มณีชิ้นน้อย” อย่างสุดกำลัง
แพทย์ชั้นเลิศถูกเชิญมารักษาหนูน้อยอองรี แต่ทุกคนก็ลงความเห็นคล้ายคลึงกัน ว่าคงจะไม่มีวันหายขาด แต่แม่ก็ไม่ยอมหมดหวัง เมื่ออองรีอายุได้ไม่กี่ขวบ แม่เริ่มพาเขาตระเวนไปหาหมอทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็นหมอแผนปัจจุบันหรือแผนโบราณ แม้กระทั่งร่างทรงหรือพวกที่มีชื่อในการรักษาโดยพลังจิต แม่ยินดีที่จะลองทุกอย่าง
สถานพยาบาลกึ่งสปา ที่รักษาโดยใช้น้ำพุร้อนหรือฝังทราย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ได้ยินมา แม่ก็พาลูกชายที่รักตระเวนไปรับการรักษา รวมทั้งสวดมนต์ภาวนา ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งอองรีจะเดินเหินและมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนเด็กปกติ
แต่ความฝันของแม่ก็ไม่เคยเป็นจริง
อองรียังคงปวดกระดูกอยู่เป็นประจำ ยิ่งเวลาเดิน ขาของเขาจะปวดจนสั่น ทำให้ต้องใช้ไม้พยุง ไม้เท้า รวมทั้งรถเข็นเกือบตลอดเวลา อาการปวดหัวและปวดฟันอย่างแรง ก็เป็นเรื่องปกติของอองรี สืบเนื่องมาจากความผิดปกติของโพรงไซนัส ตั้งแต่จำความได้ เขาจะต้องคอยสูดน้ำมูกทุกสองสามนาที ทำให้กินและพูดไม่ค่อยถนัด
แต่เจ้าหนูตัวเล็ก หัวโต ขนดกจนคล้ายลูกลิงคนนี้เป็นเด็กอดทนอย่างประหลาด เขาไม่โยเย ไม่งอแง ไม่เรียกร้องความสงสาร แต่กลับเป็นเด็กอารมณ์ดี ช่างหัวเราะ และชอบพูดตลกขบขัน
ดูเหมือนว่าลึกเข้าไปในหัวใจดวงเล็กๆ อองรีไม่อยากให้แม่ต้องทนทุกข์กับเขามากกว่าที่เป็นอยู่ เขาจึงพยายามทำสดชื่น พูดคุยอะไรขันๆ เพื่อให้แม่ยิ้มและหัวเราะร่วมกับเขา แม้คนอื่นๆ ที่ได้สัมผัสกับหนูน้อยอองรี ก็อดรักเอ็นดูเขาไปด้วยไม่ได้
ยามใดที่อองรีป่วยจนลงจากเตียงไม่ได้ แม่จะหาของสารพัดมาให้เขาเล่น นอกจากการสะสมแสตมป์ การต่อรถม้าหรือเรือลำน้อยๆ สิ่งที่อองรีโปรดที่สุด คือการวาดรูป
คนในตระกูลของแม่และพ่อรักศิลปะอยู่แล้ว ลุงป้าน้าอาของอองรีหลายคนมีฝีมือทางศิลปะอย่างมาก จึงพากันชวนหลานตัวน้อยให้วาดรูปและระบายสีอยู่เป็นประจำ
สิ่งที่หนูอองรีชอบวาดมากที่สุดคือรูปม้า บางครั้งเขาวาดภาพตัวเองขี่ม้า เพราะเขาฝันเสมอว่าจะมีโอกาสได้ขี่ม้าไปล่าสัตว์กับพ่อบ้าง
กว่าอองรีจะอายุได้ 16 ปี เขาก็สร้างผลงานออกมามากมาย แม่นับเฉพาะ “รูปดีๆ ที่แม่เก็บไว้” ได้เกือบ 400 ชิ้น
และสมัยเป็นวัยรุ่นนี่เอง ที่ขาสองข้างของเขาหักในเวลาไล่เลี่ยกัน กระดูกบิดเบี้ยวไม่สามารถต่อกันได้สมบูรณ์ เป็นเหตุให้เขามีร่างกายเตี้ยแคระไปตลอดชีวิต
เมื่ออองรีอายุ 17 แม่ยอมพาเขาเข้าไปอยู่ในปารีส เพื่อให้ได้ศึกษาด้านศิลปะ แม้จะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของลูกชายคนเดียว แต่แม่ก็รู้ดีว่าศิลปะเป็นความสุขอันแท้จริงของเขา
สิ่งที่แม่ไม่อาจรู้ได้คือ ณ เมืองที่สะพรึ่บด้วยแสงสีแห่งนี้ “มณีชิ้นน้อย” ของแม่จะแตกร้าวไม่มีชิ้นดี ด้วยชีวิตเสเพลในวงล้อมของโสเภณี คนถ่อย และเหล้าสถุล ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุให้อองรีจากโลกไปในวัยเพียง 37 ปี
แต่ในขณะเดียวกัน ชีวิตเสเพลนี้เช่นนี้เอง ที่ทำให้อองรี เดอ ตูลูส-โลเทรค มีโอกาสได้สร้างสรรค์ผลงานที่จะรู้จักกันไปทั่วโลก
เป็นความยิ่งใหญ่ที่เด็กชายพิการ ซึ่งมีความหวังเล็กๆ เพียงให้ได้ขี่ม้าไปกับพ่อ หรือชายร่างแคระที่เห็นตัวเองเป็นแค่ ‘คนวาดโปสเตอร์’ จะไม่มีวันฝันถึงเลย