เซอร์ ไอแซค นิวตัน

Sir Isaac Newton 

ค.ศ. 1642-1727
พ.ศ. 2185-2270

ฝรั่งอังกฤษ หนึ่งในมนุษย์ฉลาดที่สุดของโลก เซอร์ไอแซคมีอะไรคล้ายๆกับกาแฟผงสำเร็จรูป—ทรีอินวัน คือเป็นทั้งนักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ และนักดาราศาสตร์ นี่ยังไม่นับความเป็นนักประดิษฐ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กอีกด้วย

เขาเป็นลูกเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนให้ได้เข้าเรียนในเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยชั้นเลิศของอังกฤษ แต่ความสำเร็จส่วนใหญ่ของเขา ไม่ว่าจะเป็นกฎแห่งการเคลื่อนที่ ทฤษฏีแรงโน้มถ่วง หรือแม้กระทั่งแคลคูลัส ล้วนมาจากความคิดในช่วงเวลาที่เขาอยู่คนเดียวนอกโรงเรียนเกือบทั้งสิ้น

ท่านเซอร์เป็นเจ้าของคำพูดที่ว่า เขา “มองได้ไกล เพราะยืนบนไหล่ของยักษ์” (If I have seen further than others, it is by standing upon the shoulders of giants.)

แต่ในขณะเดียวกันคนจำนวนมากมักไม่ลืมว่าเขา “คิดเรื่องแรงโน้มถ่วงได้ เพราะ(แค่)นอนอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล”

วันเยาว์…

หนูไอแซคเกิดก่อนกำหนด

แม่ซึ่งเป็นหม้ายแทบเป็นลม เมื่อเห็นลูกที่คลอดออกมาตัวเท่าลูกกรอก

“หย่อนเข้าไปในเหยือกนมเล็กๆ ก็เห็นจะพอดี”

แม่ว่าไว้เช่นนั้น

ใครๆ ทายว่าพ่อหนูตัวจิ๋วจะไม่รอด แต่เขารอดชีวิตอยู่ได้อย่างน่าประหลาด

หากเป็นเมืองไทย หนูไอแซคจะต้องถูกเรียกว่าเป็นเด็กอาภัพ เพราะพ่อซึ่งเป็นเกษตรกรไร้การศึกษา เสียชีวิตไปก่อนที่ลูกชายคนนี้จะลืมตาดูโลก

แม่ซึ่งมีความรู้สึกว่าไอแซคเป็นตัวโชคร้าย ทนเลี้ยงดูเขาอยู่แค่สามปี ก็แต่งงานใหม่ไปกับนักเทศน์ ทิ้งให้พ่อหนูอยู่กับย่าที่ฟาร์ม

แม่ไม่ได้คิดว่าจะเอาไอแซคไปอยู่ด้วย เพราะพ่อเลี้ยงไม่ชอบขี้หน้าเด็กเงียบๆ ที่มีแววตาฉลาดเฉลียวคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น

ความจงชังจากพ่อเลี้ยง กลายเป็นแรงดึงดูดความเกลียดจากหัวใจเล็กๆ ของไอแซค ยิ่งในส่วนลึกโหยหาแม่มากเท่าไหร่ พ่อหนูก็กลับมีความเกลียดชังพ่อเลี้ยงและแม่มากเท่านั้น

เขาเคยเขียนบันทึกไว้เองว่า เคยมีอารมณ์อยากเผาพ่อเลี้ยงและแม่ให้ไหม้เกรียมไปพร้อมๆ กัน

แต่ไอแซคก็ไม่ได้ทำ

เขาใช้อารมณ์เกลียดอันรุนแรงมุ่งไปในการทำของเล่น จนกลายเป็นเด็กชนิด ซนไม่ได้หยุด เพียงแต่เป็นการซนเงียบๆ ซนสร้างสรรค์ ซนคนเดียวโดยไม่มีเพื่อนร่วมซน

ในขณะเมื่อสมาธิเต็มเปี่ยมอยู่กับการประดิษฐ์ของเล่น หัวใจก็ไม่มีที่สำหรับอารมณ์เกลียด

เมื่ออายุได้เจ็ดขวบ ย่าส่งเขาไปเข้าโรงเรียนหมู่บ้าน โรงเรียนอยู่ไกลจนย่าต้องให้เขาไปอาศัยบ้านคนอื่นอยู่ เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินทางไกลนัก โดยเฉพาะในฤดูหนาว

ไอแซคยิ่งโดดเดี่ยวมากขึ้น

เขาหาเพื่อนไม่ค่อยได้ เพราะเด็กอื่นๆ ไม่ค่อยเข้าใจความคิดหรือการเล่นสนุกของเขา

เช่นการ ‘วัดแรงลม’ โดยดูทางลมแล้วกระโดดให้ลมไล่หลัง จดจำนวนวินาทีไว้ แล้วกระโดดใหม่โดยต้านลม เมื่อนำจำนวนวินาทีที่ต่างกันมาคำนวน เขาก็จะวัดความแรงของลมได้

เพื่อนๆ ได้แต่มองหน้ากันแล้วก็เดินหนีเด็กประหลาดคนนี้

แม้จะมีแววว่าฉลาดกว่าเด็กธรรมดา แต่ผลการเรียนของไอแซคก็ไม่มีท่าว่าจะเหนือเพื่อนร่วมชั้น

วันหนึ่งเพื่อนตัวโตซึ่งเรียนเก่งและชอบรังแกคนอื่น หมั่นไส้ความประหลาดของไอแซคจนเตะเขาเข้าที่ท้องอย่างจัง

ด้วยตัวที่เล็กกว่า แรงที่น้อยกว่า ไอแซคไม่มีสิทธิ์ ‘เอาคืน’ จากจอมอันธพาลคนนี้ได้เลย

มีอยู่ทางเดียว คือเรียนให้ได้ดีกว่า

เมื่อคิดออกแล้ว ไอแซคก็สลัดคราบนักเรียนเช้าชามเย็นชามทิ้งเสีย เขาให้ความสนใจฟังคำสอนของครูอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มิหนำซ้ำยังขยันทำการบ้านและท่องหนังสืออีกด้วย

ผลการเรียนของไอแซคพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเจ้าตัวเองก็แปลกใจพอๆ กันกับครูและเพื่อนๆ แม้กระทั่งจอมอันธพาลก็เลิกวางก้ามเมื่อเจอหน้าเขา

เด็กชายไอแซคเริ่มเข้าใจว่า พลังปัญญานั้นพึ่งได้ไม่น้อยไปกว่าพลังกาย

เขากลายเป็นคนเก่งที่สุดในโรงเรียนเมื่ออยู่มัธยมปลาย

แต่ยังไม่ทันเรียนจบ เมื่อพ่อเลี้ยงเสียชีวิตไป แม่ก็มาเอาเขาออกจากโรงเรียนไปช่วยทำฟาร์มซึ่งเป็นสมบัติที่พ่อแท้ๆ ของเขาทิ้งไว้

ไอแซคซึ่งมีอายุเพียง 17 ปีไม่อาจคัดค้านแม่ได้ เพราะในครั้งกระโน้น มีกฎหมายว่าลูกจะต้องช่วยงานพ่อแม่ไปจนถึงอายุ 20 ปี

แต่ไอแซคก็ทำงานฟาร์มอย่างไม่ใส่ใจ ว่างเมื่อไรก็เอากระดาษดินสอไปนั่งหาสมการอะไรๆ ที่ไม่มีใครในฟาร์มเข้าใจ

เมื่อแม่ให้นำผลิตผลจากฟาร์มไปขายในเมือง ไอแซคก็เอาของไปวางแหมะ แล้วหายไปในร้านหนังสือ อ่านอะไรเพลินจนลืมเวลา

แม่โกรธมาก

ข่าวความไม่เอาไหนของไอแซคไปถึงหูครูใหญ่ ครูจึงกระวีกระวาดไปขอลูกศิษย์คนโปรดคืนจากแม่ เพื่อให้มาเรียนหนังสือต่อ โดยโน้มน้าวแม่ว่า ไหนๆ เด็กคนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ในฟาร์ม ปล่อยให้ไปเรียนหนังสือเสียดีกว่า

ลุงของไอแซคเห็นด้วยกับครู ลุงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงส่งหลานเรียน เท่าที่ฐานะจะอำนวย

ไอแซคซึ่งเรียนจบด้วยคะแนนที่หนึ่งของโรงเรียน ได้เข้ามหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ด้วยทุนจากลุง และทุนเล่าเรียนเพื่อเด็กฐานะยากจนของมหาวิทยาลัย ซึ่งหมายถึงว่าเขาจะต้องทำงานใช้ในระหว่างเรียนด้วย

ในครั้งนั้น ไม่มีใครรู้ว่า อดีตเด็กกำพร้า เด็กอาภัพ เด็กไม่เอาไหนผู้นี้ จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ ที่บนหัวไหล่มีบรรดานักวิทยาศาสตร์ในช่วง 300 ปีที่ผ่านมายืนกันอยู่สลอน

รวมทั้งไอน์สไตน์ด้วยละ…