เจ. เค. โรว์ลิง
J. K. Rowling
(ชื่อจริง Joanne Katherine Rowling)
ค.ศ. 1965-
พ.ศ. 2508-
นักเขียนสตรีชาวอังกฤษผู้สร้าง ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ ชุดหนังสือสำหรับเยาวชนที่ขายดีที่สุดในโลก ซึ่งได้กลายมาเป็นภาพยนตร์ยอดนิยมด้วย
เธอได้ปริญญาด้านภาษา ทำงานเป็นเลขานุการ และเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ก่อนจะเริ่มเขียนหนังสือในช่วงที่เพิ่งหย่ากับสามี และลูกคนแรกยังแบเบาะ
สำนักพิมพ์สองสามแห่งปฏิเสธที่จะพิมพ์ผลงานของเธอ ก่อนที่สำนักพิมพ์บลูมส์เบอรี่ของอังกฤษจะรับพิมพ์และขอให้เธอเติมอักษรย่อที่ชื่ออีกหนึ่งตัวแทนที่จะเป็น J. Rowling เฉยๆ เธอเลือกตัว K จากชื่อ Katherine ของย่าที่รักซึ่งล่วงลับไปตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก
แฮร์รี่ พอตเตอร์เป็นหนังสือเล่มแรกของเธอ จึงนับได้ว่าเจ. เค. โรว์ลิง ใช้บรรใดเพียงขั้นเดียวก้าวถึงดวงดาว
วันเยาว์…
โจแอนน์ หรือ ‘โจ’ เป็นหนูน้อยผมทอง อ้วนกลม และมีดวงตาโตที่โศกเศร้า
ดวงตาเศร้าคู่นี้เกือบจะไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นยามที่เธอทุกข์หรือสุข
พ่อแม่ของโจสมรสกันตั้งแต่เพิ่งพ้นวัยรุ่นไปหมาดๆ ในวันที่ทั้งสองแต่งงานกัน แม่ตั้งครรภ์ได้ร่วมห้าเดือนแล้ว หลังจากนั้นเพียงสี่เดือน แม่ก็คลอดโจในวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1965 ณ เมืองเยท ในแถบเวสต์ คันทรี ไกลออกไปจากมหานครลอนดอน
ทั้งพ่อและแม่ของโจมีความรู้เพียงชั้นมัธยม ทั้งสองต้องช่วยกันทำงานเพื่อก่อร่างสร้างตัว แต่ไม่นานพ่อซึ่งเป็นคนปัญญาดีและใฝ่เรียนรู้ ก็สามารถยกระดับตัวเองขึ้นเป็นช่างเครื่องบินในบริษัทมีชื่อเสียงได้
เมื่อพ่อมีรายได้มากขึ้น แม่จึงได้ลาออกจากงานมาอยู่บ้าน และมีเวลาได้ใกล้ชิดกับลูกสองคน คือโจและได—น้องสาวซึ่งอ่อนกว่าโจเพียงสองปี
แม่จะเดินไปรับส่งลูกที่โรงเรียนซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านทั้งเช้าและเย็น และใช้เวลาหลังโรงเรียนเลิกพาลูกสาวเดินดูธรรมชาติ ทั้งพรรณไม้และสัตว์ต่างๆ โจเป็นเด็กรักสัตว์ แต่เกลียดและกลัวแมงมุมอย่างฝังใจ
ทั้งโจและน้องจะได้ฟังแม่เล่านิทานอยู่เสมอ แม่เป็นนักเล่านิทานที่เก่งมาก แต่พอลูกๆ โตขึ้นมาหน่อย แม่ก็เริ่มอ่านหนังสือต่างๆ ให้ฟังแทนที่จะเล่าเอง โจและน้องติดนิทานที่แม่อ่านให้ฟัง คล้ายกันกับที่เด็กในยุคใหม่ติดโทรทัศน์
ทั้งพ่อและแม่เป็นนักอ่านตัวยง แม้จะไม่ร่ำรวย แต่ในบ้านของโจก็เต็มไปด้วยหนังสือ พ่อกับแม่จึงเป็นตัวอย่างที่ทำให้ให้โจและไดกลายเป็นนักอ่านไปโดยที่ไม่ต้องถูกจ้ำจี้จำไช หรือบังคับให้อ่านอย่างเด็กอีกหลายๆ คน
ตัวอย่างที่พ่อแม่ทำให้เห็น จูงใจได้ดีกว่าคำพูด
โจอ่านหนังสือได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่อ่านอย่างเดียว แต่ลงมือเขียนอีกด้วย เจ. เค. โรว์ลิง เคยเล่าไว้เองว่า เด็กหญิงโจเริ่มเขียนนิทานครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 5-6 ขวบเท่านั้น
เพราะเธอชอบกระต่ายมากกว่าสัตว์ชนิดไหนๆ นิทานเรื่องแรกของเธอจึงมีชื่อเรื่องว่า ‘Rabbit’ ซึ่งเธอเขียนแล้วก็อ่านให้น้องสาวฟัง
เจ. เค. โรว์ลิง รับตรงๆ ว่า เรื่องแรบบิทนี้ เด็กหญิงโจลอกเลียนมาจากหนังสือเล่มโปรด ซึ่งมีเรื่องราวของกระต่ายน้อยนอนป่วยในโรงพยาบาลเช่นกัน
โจไม่ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงกระต่าย แต่ก็ปลอบใจตัวเองด้วยการตั้งชื่อหมาที่เลี้ยงอยู่ว่า ‘ธัมเปอร์’ ซึ่งเป็นชื่อกระต่ายในการ์ตูนเรื่อง ‘แบมบี้’ ของดิสนีย์ เจ้ากระต่ายตัวนี้แหละที่สอนแบมบี้ว่า “หากพูดอะไรดีๆ ไม่ได้ก็อย่าพูดอะไรเลย”
โชคดีของโจที่พวก ‘พอตเตอร์’ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน มีสัตว์เลี้ยงเป็นกระต่าย โจจึงถือโอกาสชวนน้องไปให้หญ้ากระต่ายที่นั่นบ่อยๆ เด็กหญิงตัวน้อยแอบคิดว่าเธอชอบนามสกุล ‘พอตเตอร์’ มากกว่านามสกุล ‘โรว์ลิง’ ของเธอเอง
‘เอียน’ ลูกชายตัวเล็กๆ ของพวกพอตเตอร์อายุรุ่นราวคราวเดียวกับโจและได เด็กทั้งสามจึงเป็นเพื่อนเล่นกันก่อนที่พวกโรว์ลิงจะย้ายบ้านไปอยู่อีกตำบลหนึ่ง
สมัยอยู่ชั้นประถมโจเป็นเด็กตัวเตี้ย อ้วน ใส่แว่นหนาเพราะสายตาสั้น แม้จะเรียนดี จนเพื่อนบางคนหมั่นไส้และแอบรังแก แต่เธอไม่มีทักษะเลยในเรื่องการฝีมือและศิลปะ ไม่ว่าจะประดิษฐ์ประดอยอะไรด้วยมือ ก็ไม่เข้าท่าไปเสียหมด เรื่องกีฬาก็แย่พอๆ กัน
ครูที่เข้มงวดในช่วงชั้นประถม ถูกโจแอนน์บันทึกไว้ในใจ บุคลิกของครูพวกนี้จะถูกนำไปใช้ในหนังสือที่เธอจะเขียนในวันข้างหน้า ส่วนครูใหญ่ซึ่งบุคลิกภูมิฐานนั้นมีชื่อย่อว่า A.D. เหมือนกับชื่อย่อของอัลบัส ดัมเบิลดอร์อาจารย์ใหญ่โรงเรียนฮอกวอตส์ของแฮร์รี พอตเตอร์
เมื่อโจอายุได้ 13 ปี เธอมีโอกาสได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ฝรั่งเศสระยะหนึ่ง การจากบ้านครั้งนี้ช่วยให้การเรียนภาษาต่างประเทศของเธอดีขึ้นอีก
อีกสองปีต่อมา โจแอนน์กลายเป็นหัวแรงใหญ่ของบ้านอย่างจำใจ เพราะแม่เริ่มมีอาการปลอกประสาทเสื่อม ซึ่งทำให้เคลื่อนไหวและหยิบจับอะไรลำบาก บางครั้งมีอาการกระตุก ความเจ็บป่วยของแม่ทำให้โจเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในช่วงมัธยมปลาย โจเข้ากับเพื่อนๆ ได้ดีกว่าสมัยเด็กๆ แม้จะยังขยันเรียนอย่างสม่ำเสมอ แต่บุคลิกแบบ ‘เด็กเนิร์ด’ หมดไปตั้งแต่เธอเปลี่ยนจากแว่นมาใช้คอนแท็คเลนส์ และเริ่มทำสาวโดยแต่งหน้าเขียนแต่งตาเข้มอย่างนักร้องในวงพังค์ที่เธอชื่นชม และในช่วงนี้เองที่ ‘ฌอน แฮรีส’ เพื่อนสนิทของเธอคนหนึ่งมีรถฟอร์ดแองเกลียสีฟ้าอมเขียว และมักขับพาโจไปเที่ยวในยามที่เธอไม่สบายใจ
เธอจะนำติดความทรงจำไปใช้เป็นรถบินของพวกวิสลีย์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการช่วยชีวิตในหนังสือแฮร์รี พอตเตอร์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ เจ. เค. โรว์ลิง จะอุทิศหนังสือแฮร์รี พอตเตอร์ เล่มสองให้แก่ฌอน แฮรีส
แต่ในสิ่งที่สร้างจินตนาการให้โจมากที่สุดเป็นหนังสือโปรดที่เธออ่านในช่วงเรียนชั้นประถมและมัธยมมีหนังสือเด็กที่นับว่าเป็นคลาสสิกอย่างหนังสือ The Treasure Seeker และ The Railway Children ของ Enid Nesbit หนังสือของ C.S. Lewis (Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrob), Elizabeth Goodge (Little White Horse) ส่วน Lord of the Rings ของ Tolkien นั้น เธอเริ่มอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเอาเป็นเอาตายตอนที่จบมหาวิทยาลัยแล้ว
นักอ่านนิทานรุ่นเก่าๆ จะจับได้ว่า ตัวละครหลายตัวในหนังสือแฮร์รี พอตเตอร์จะมีชื่อ นิสัย รวมทั้งลักษณะคล้ายคลึงกันกับตัวละครต่างๆ ในหนังสือโปรดของโจ
ตัวละครในแฮร์รี พอตเตอร์จึงไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นการนำหลายสิ่งหลายอย่างในบรรดาหนังสือโปรดต่างๆ ของโจมาผสมผสานรวมกันขึ้นมาเป็น ‘จานใหม่’ ด้วยความสามารถของ เจ. เค. โรว์ลิง ซึ่งเป็นนักเล่านิทานชั้นเยี่ยม
โจจบชั้นมัธยมด้วยคะแนนสูงเป็นที่หนึ่งของโรงเรียน แต่ก็ไม่ได้รับเลือกให้เข้ามหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดอย่างเพื่อนซึ่งคะแนนต่ำกว่าจากโรงเรียนเอกชน
คนอังกฤษจำนวนมากวิจารณ์ว่า ออกซฟอร์ดยินดีจะรับเด็กมีฐานะจากโรงเรียนเอกชนที่ค่าเล่าเรียนแพงๆ มากกว่าลูกชาวบ้านธรรมดาๆ จากโรงเรียนรัฐบาล
แต่การถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัยชั้นดี ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับความสำเร็จของโจ หลายคนคิดว่าเป็นโชคดีเสียอีกที่เธอไม่ได้เข้าออกซฟอร์ด เพราะหากวิถีชีวิตเปลี่ยนไปอีกรูปแบบหนึ่ง บางทีเธออาจจะไม่ได้เขียนแฮร์รี่ พอตเตอร์ให้บรรดาคนรักนิทานได้อ่านกัน
โจแอนน์ (เคเธอรีน) โรว์ลิง เป็นลูกชาวบ้านที่ไปถึงดวงดาวได้ โดยไม่ต้องอาศัย ‘แต้มต่อ’ อย่างบรรดา ‘คุณหนู’ ที่มีโอกาสได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังเลยแม้แต่นิดเดียว