จอห์น เอฟ. เคนเนดี้

John F. Kennedy

ค.ศ. 1917-1963
พ.ศ. 2460-2506

ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่งในช่วง ค.ศ. 1961-1963 เป็นประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งที่อายุน้อยที่สุดของอเมริกา คือ 43 ปี และเป็นคนเดียวที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก หลายคนเชื่อว่าเขาได้ตำแหน่งเพราะ ‘พ่อซื้อให้’

คนอเมริกันเรียกเขาสั้นๆ ว่า ‘JFK’ เขามาจากครอบครัวมหาเศรษฐีที่มีประวัติร่ำรวยขึ้นมาอย่างไม่บริสุทธิ์นัก ผ่านการศึกษาจากสถาบันชั้นเลิศ เขียนหนังสือขายดีตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา เมื่อเป็นทหารก็กล้าหาญและช่วยชีวิตลูกน้องไว้มากมายในสงครามโลกครั้งที่สอง

เคนเนดี้และ ‘แจ๊คกี้’ ภรรยาซึ่งเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่สวยเก๋และมีบุคลิกเลอเลิศ นำความเยาว์ ความใหม่และสดชื่นมาสู่ทำเนียบขาว ซึ่งส่วนใหญ่เคยมีแต่ครอบครัวผู้นำประเภท ‘ขิงแก่’

ไหวพริบ ความฉลาด มาดดี รวมทั้งความเป็นนักพูดชั้นยอดที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน และสุนทรพจน์ที่สั้น-ง่าย-กินใจ ทำให้เคนเนดี้กลายเป็นที่ชื่นชมของคนอเมริกัน

หลังจากดำรงตำแหน่งได้ไม่ครบสี่ปี เคนเนดี้ก็ถูกลอบยิงเสียชีวิตที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส

ความเจ็บป่วยและความเจ้าชู้ของเคนเนดี้ ถูกเปิดเผยหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว แต่คนอเมริกันส่วนมากเชื่อว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้นำที่สามารถที่สุดของอเมริกา

ครอบครัวเคนเนดี้เคยถูกเปรียบเป็น ‘ราชตระกูล’ ของสหรัฐฯ เพราะมีอำนาจทางการเงินและการเมือง อีกทั้งยังมีลูกหลานมากมายที่พร้อมจะสืบทอดอำนาจอีกด้วย

วันเยาว์….

หากเป็นเด็กไทยหนูน้อยแจ๊คก็น่าจะมีชื่อเล่นว่า ‘หนูออดแอด’ เพราะเจ็บป่วยด้วยโรคนั้นซ้ำซ้อนด้วยโรคนี้อยู่เป็นประจำ ผิดกับโจพี่ชายคนโตของเขา ซึ่งนอกจากจะแข็งแรงแล้ว ยังเก่งไปทุกอย่าง ทั้งกีฬาและการเรียน

แจ็คเป็นลูกคนที่สอง มีน้องอีกเจ็ดคน น้องทุกคนกลัวและเกรงใจพี่โจราวกับเป็นพ่อคนที่สอง โจสั่งอะไรน้องๆ จะทำตามกันหมด ส่วนแจ็คซึ่งแสนหยองกรอดและอ่อนกว่าสองปีกลับไม่ยอมก้มหัวให้โจ ทั้งสองคนจึงแข่งขันกันกลายๆ อยู่ตลอดเวลา

แต่ก็เหมือนการแข่งขันระหว่างม้าอาหรับพันธุ์เลิศกับม้าแกรบ แน่นอนว่าแจ็คเป็นม้าแกรบ ไม่ว่าเล่นอะไรแข่งกัน แจ็คเป็นต้องสู้โจเต็มที่เสมอ แม้ผลลัพธ์จะออกมาเหมือนเดิม คือแจ็คแพ้ทุกครั้ง

แม้แม่จะรักลูกเท่าๆ กัน แต่พ่อเห่อพี่โจอย่างเห็นได้ชัด แจ็คเหม็นเบื่อที่จะต้องแข่งกับโจอยู่ทุกนาทีทั้งที่บ้านและโรงเรียน จึงพยายามขอให้พ่อส่งเขาไปโรงเรียนอื่น แต่พ่อก็ไม่ยอมเพราะเห็นว่าโรงเรียน Choate ซึ่งแสนแพง เหมาะกับลูกชายของเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลเช่นพ่อ อีกทั้งพวกเคนเนดี้ควรจะได้สัมผัสแต่สิ่งที่เลิศที่สุด(ในสายตาพ่อ)เท่านั้น

เพราะเหตุนี้แจ็คจึงต้องเข้าโรงเรียนประจำแห่งเดียวกันกับโจ และต้องพยายามทำตัวให้ชินชากับคำถามของครูและเพื่อนๆ ว่า

“ทำไมไม่เก่งเหมือนพี่?”

ในขณะที่โจได้รางวัลสารพัดอย่างของโรงเรียน แจ็คเกือบไม่เคยได้อะไรเลย นอกจากรางวัลห่วยๆ อย่าง กินพิซซ่าชนะ หรือเป็นเชียร์ลีดเดอร์

เมื่อใดที่พ่อเอารางวัลเจ๋งๆ มาล่อ เช่นลูกม้าพันธุ์ดี เรือใบลำสวย หรือการไปเที่ยวเมืองนอก แจ็คก็จะขยันเรียนให้ได้ตามที่พ่อกะเกณฑ์ พอได้รางวัลแล้วก็กลับไปเรียนเช้าชามเย็นชามเหมือนเดิม

พ่อถึงกับอ่อนใจ พูดกับคนใกล้ชิดว่าไม่หวังอะไรจากแจ็คมากนัก

ครูก็ระอาแจ็คเหมือนกัน เพราะในโรงเรียนนี้เด็กส่วนใหญ่จะตั้งใจเรียน นานๆ จะมีเด็กเอื่อยเฉื่อยอย่างแจ็คหลุดมาสักคน

พวกครูเขียนถึงพ่อว่า แจ็คไม่มีวินัยในการเรียน จะท่องหนังสือเฉพาะใกล้สอบ เข้าห้องเรียนช้า ไม่รักษาของ ลืมนั่น ทิ้งนี่ มีดีอยู่อย่างเดียวคือเป็นนักอ่าน อ่านอุตลุดไปหมด—อ่านแล้วยังจำได้แม่นด้วย ต่างจากหนังสือเรียนซึ่งแจ๊คไม่ค่อยยอมอ่านเอาเสียเลย

ในช่วงมัธยมแจ็คยังสุขภาพแย่เหมือนสมัยเด็กๆ เพื่อนบางคนเรียกเขาว่า “ศูนย์รวมโรค” เพราะเขาเป็นมาแล้วทั้ง คอตีบ ไอกรน ดีซ่าน ไส้ติ่งอักเสบอะไรต่อมิอะไร แถมด้วยโรคแอดดิสัน (Addison’s disease) ซึ่งทำให้แจ็คเลือดจาง ความดันต่ำ และมีอาการอ่อนเพลีย คล้ายๆ กันกับอาการของมะเร็งในเม็ดเลือด

แพทย์ประจำครอบครัวเคยบอกกับพ่อว่า แจ็คจะมีชีวิตไม่ยืนยาวนัก

แจ็คเองก็รู้สึกเช่นนั้น เขาจึงยินดีที่จะใช้ชีวิตสบายและสนุกมากกว่าที่จะเคร่งเครียด ‘To be number one!’ เป็นความคิดที่ไม่เคยเข้ามาในสมองของเด็กชายแจ็คเลย

เมื่อจบชั้นมัธยม แจ็คได้ที่ 64 จากจำนวนนักเรียน 112 คน

เพื่อนๆ ล้อว่า พี่โจเป็น Top แต่แจ็คเป็น Bottom คือ 50% ล่างของห้อง

ที่แปลกคือ เมื่อต้องลงคะแนนให้คนที่ Most Likely to Succeed หรือ ‘ผู้ที่น่าจะประสบความสำเร็จมากที่สุดในชั้น’ เพื่อนๆ กลับลงคะแนนให้เด็กหยองกรอดอย่างแจ็ค

เดาได้ว่า เพื่อนๆ ซึ่งเป็นเด็กวัยเดียวกันที่ใกล้ชิดกับแจ็ค เห็นความพิเศษของแจ็คที่พ่อ แม่ ครู และคนอื่นๆ ยังมองไม่เห็น

เรื่องทำนองนี้… มีแยะไป