ลีโอนาร์ด เบิร์นสไตน์

Leonard Bernstein

ค.ศ. 1918-1990
พ.ศ. 2461-2533

วาทยกรและคีตกวีชั้นแนวหน้าของอเมริกันและของโลกในศตวรรษที่ 20

เขามีผลงานมากมายทั้งด้านคลาสสิกและละครเพลง

แต่ผลงานเพลงจากละครและภาพยนตร์เรื่อง West Side Story ใน ค.ศ. 1957 นับเป็นงานที่แพร่หลายและมีคนรู้จักไปรอบโลกมากที่สุด

ลีโอนาร์ดเป็นครูชั้นยอดด้วย เขามีรายการสอนเพลงคลาสสิกแก่เยาวชน ซึ่งกลายเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดแก่ครูดนตรีรุ่นหลัง

วันเยาว์…

เขาขี้โรคจนพ่อแม่แทบประสาทเสีย

หนูเลนนีผอมแห้ง โยเย แถมยังเป็นหอบหืดอีกด้วย เวลาจับหืดพ่อหนูน้อยจะตัวซีดเขียว ทำท่าจะตายมิตายแหล่ จนแม่มีความรู้สึกเหมือนจะตายไปก่อนทุกครั้ง

ไม่ว่าจะดึกดื่นเที่ยงคืน แม่ต้องลุกขึ้นมาต้มน้ำร้อนใส่อ่าง ‘รมควัน’ ให้เลนนีอุ่นและค่อยๆ หายใจเป็นปกติ บ่อยครั้งที่แม่ไม่ได้นอนทั้งคืน

ญาติสนิทเล่าว่า แค่เลนนีจามฟืดเดียว แม่และพ่อซึ่งเพิ่งมีลูกคนแรกก็หน้าซีดเซียวด้วยความกังวล

เพราะอย่างนี้เองพ่อและแม่จึงถนอมเขาเป็นพิเศษ เลนนีออกไปเล่นซนอย่างเด็กอื่นไม่ได้ เพราะเล่นๆ ไปจะจับหืด เลยต้องให้แค่ ซนเบาๆ อยู่แต่ในบ้าน

พ่อและแม่สังเกตเห็นตั้งแต่ต้นว่า เวลาได้ยินเสียงเพลงหนูเลนนีจะหยุดนิ่งแล้วตั้งใจฟัง บางครั้งจะน้ำตาไหลเงียบๆ ไม่ส่งเสียงสะอื้น

หากคนข้างห้องเล่นเปียโน เลนนีจะคลานเอาหูไปแนบผนังให้ฟังได้ชัดขึ้น หนูน้อยชอบเสียงดนตรีทุกชนิด แต่ชอบเปียโนที่สุด เขาชอบเอามือวางบนโต๊ะแล้วทำท่าเหมือนดีดเปียโน

เลนนีต้องตี๊ต่างเอา เพราะที่บ้านเขาไม่มีเปียโน

พ่อและแม่ของเลนนีไม่ค่อยมีความสุขในชีวิตแต่งงาน ทั้งสองคนไม่มีอะไรที่ ‘ลงรอย’ กันเลย พ่อสนใจแต่เรื่องค้าขาย ส่วนแม่ชอบดนตรี ศิลปะ และวรรณคดี สิ่งเดียวที่สองคนเห็นพ้องกัน คือเลนนีเป็นเด็กฉลาดอย่างผิดธรรมดา ไม่ว่าจะสอนอะไรเขาจะเข้าใจและจำได้ทันที นอกจากนี้ยังอ่านเขียนได้เร็วกว่าเด็กอื่นๆ ด้วย

เมื่ออายุได้ห้าขวบ เลนนีก็ไปโรงเรียน พอได้ยินครูขานชื่อ “หลุยส์ เบิร์นสไตน์” เขาก็มองหาเด็กที่มีนามสกุลเหมือนกัน แต่ไม่เจอ ปรากฏว่าตัวเขาเองนั่นแหละที่ชื่อหลุยส์ เพราะยายบังคับให้ตั้ง แต่พ่อแม่ชอบชื่อลีโอนาร์ด (อ่านจริงๆ ว่า ‘เลน-เนิร์ด’) เลยเรียกเขาว่า ‘เลนนี’

หลายสิบปีต่อมา ลีโอนาร์ด เบิร์นสไตน์ ผู้ยิ่งใหญ่ในวงการเพลง แต่สนใจวิชาจิตวิทยาเป็นพิเศษ ให้ข้อสังเกตไว้ว่า การมีหลายชื่อทำให้บุคลิกของเขาสับสนแต่นั้นมา

พ่อมีพี่สาวชื่อป้าคลาราซึ่งรักเลนนีมาก ป้าเอาเปียโนของป้ามาตั้งไว้ที่บ้านน้องชายเพื่อให้หลานเล่น

เลนนี่เริ่มเล่นเปียโนอย่างจริงจังนับตั้งแต่วันที่ป้ายกมาให้ โดยเริ่มตั้งแต่เพลงฮิตที่ได้ยิน เขาเล่นได้แคล่วคล่องถูกต้องโดยไม่มีใครสอน ป้าคลาราถูกใจมาก และจะร้องเพลงคลอเสียงลั่นทุกครั้งที่มาเยี่ยม

เล่นเองไปสักพัก เลนนีก็ขอเรียนเปียโน พ่อแม่อนุญาตให้เรียนกับครูซึ่งบังเอิญเป็นเพื่อนบ้านกัน เลนนีอ่านโน้ตออกอย่างรวดเร็วราวกับเคยอ่านมาก่อน แถมยังเล่นได้ดีจนครูแปลกใจ ไม่นานหนูน้อยเลนนีก็เล่นได้ดีกว่าครู

ทุกคนเริ่มเห็นชัดว่าเลนนีมีพรสวรรค์ แม่เลยเลือกให้เรียนต่อกับครูชั้นดี ค่าสอนแพง ทำให้พ่อโกรธ

พ่อไม่ได้โกรธที่ต้องจ่ายเงินมาก เพราะธุรกิจของพ่อเริ่มรุ่งเรืองแล้วในตอนนั้น แต่โกรธที่ลูกอยากเป็นนักดนตรี พ่ออยากจะให้เขาเป็นนักกฎหมายหรือแพทย์มากกว่า เพราะเป็นงานมีเกียรติในสายตาของพ่อ

ที่พ่อรู้สึกเช่นนั้น เพราะก่อนที่จะย้ายมาอเมริกา พ่อเป็นชาวยิวซึ่งเกิดในยูเครน พวกนักดนตรียิวในยูเครนมักจะยากจน ทำงานแลกเงินหรือแลกอาหารไปวันๆ ฐานะไม่ดีไปกว่าวณิพกในประเทศอื่น พ่อทนไม่ได้เมื่อนึกว่าเลนนีจะต้องเป็น ‘วณิพก’

เวลาเลนนีซ้อมเปียโนพ่อจะหงุดหงิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนค่ำคืน บ่อยครั้งพ่อจะตะโกนด่าว่า

“หยุดเล่นไอ้เปียโนห่านั่นซะที!”

แล้วแม่กับพ่อก็จะทะเลาะกัน เพราะแม่อยากให้ลูกเล่น จะดึกดื่นแค่ไหนแม่ก็นอนฟังด้วยความปลื้ม

เลนนีพบกับสถานการณ์ ‘แม่เชียร์-พ่อแช่ง’ จนชิน เวลาพ่อแม่ทะเลาะกันเลนนีกับน้องสาวจะปลอบกันเอง นี่เป็นสิ่งที่ทำให้สองพี่น้องมีความใกล้ชิดและรักกันมาก แม้จะเห็นชัดๆ ว่าแม่จะรักและเอาใจใส่เลนนีมากกว่า น้องก็ไม่เคยเก็บมาเสียใจ

แม่ภูมิใจในตัวลูกชายคนโตถึงกับเคยพูดไว้ว่า “สะกิดไปตรงไหนก็เจอพรสวรรค์” เพราะเลนนีไม่ได้เลิศแต่ทางดนตรี ไม่ว่าวิชาอะไรเขาก็เรียนได้ดีไปหมด เขารักการอ่านเกือบพอๆ กันกับการเล่นเปียโน

แต่ถึงกระนั้นเลนนีก็ไม่ชอบโรงเรียน เขาจะถูกเพื่อนล้อเลียนและดูถูกเรื่องความเป็นยิว โกรธแค่ไหนเลนนีก็ไม่กล้าสู้เพื่อนเพราะร่างกายของเขาอ่อนแอ มีแต่เรื่องการเรียนและดนตรีเท่านั้นที่เขาชนะเพื่อนๆ ได้

เรื่องน่าแปลกสำหรับเลนนี คือแม้พ่อจะไม่อยากให้เขาเป็นนักดนตรี แต่พ่อก็ลงทุนซื้อแกรนด์เปียโนให้เล่นเมื่อเขาอายุ 13 และเมื่อสินค้าที่พ่อจำหน่ายเป็นสปอนเซอร์รายการดนตรี พ่อก็ให้เลนนีไปเล่นโชว์ในรายการด้วยความภาคภูมิใจ

ไม่แต่เท่านั้น พ่อยังทำเหมือนสนับสนุนความสามารถทางดนตรีของเลนนีกลายๆ ด้วยการพาไปดูคอนเสิร์ตดีๆ ที่มีอยู่ประจำในเมืองบอสตัน ซึ่งใกล้กันกับบ้านของเขา

เลนนีได้ยินผลงานเลิศๆ จากนักดนตรีฝีมือเยี่ยมๆ เป็นประจำ ทำให้เขาใฝ่ฝันจะเป็นนักดนตรีมากขึ้น และมุ่งมาดที่จะฝ่าฝันอุปสรรคทั้งมวลเพื่อก้าวไปบนถนนดนตรี

หลังจากที่ทะเลาะกันจะเป็นจะตาย พ่อก็ยอมให้เลนนีเข้าเรียนดนตรีในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเลนนีก็กลายเป็นคนดังของที่นั่นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะขึ้นสู่ระดับประเทศและระดับโลกในที่สุด

นานนักหนา… กว่าพ่อจะยอมรับในผลงานของเลนนี

เมื่อเลนนีกลายเป็น ลีโอนาร์ด เบิร์นสไตน์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการเพลงไปแล้ว พ่อจึงให้สัมภาษณ์เสียงอ่อยๆ กับหนังสือพิมพ์ว่า

“อัจฉริยะทุกคนต้องมีอุปสรรค อุปสรรคของเลนนีคือพ่อของเขาเองครับ… ก็… ก็ผมจะไป(ตรัส)รู้ได้ยังไงว่าวันหนึ่งเลนนีจะกลายเป็นลีโอนาร์ด เบิร์นสไตน์!”

แต่ที่หลายคนรู้ๆ คือพ่อแบบนี้ไม่ได้มีคนเดียว เด็กหลายคนในโลกทุกยุคทุกสมัย ต้องพบกับพ่อแบบนี้กันมาแล้วนับไม่ถ้วน

ถึงกระนั้น หากพิจารณาดูให้ดีๆ จะเห็นว่า พ่อนั่นแหละเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างให้เลนนีกลายเป็นลีโอนาร์ด เบิร์นสไตน์ผู้ยิ่งใหญ่