ลุดวิก วอน เบโธเฟน

Ludwig van Beethoven 

ค.ศ. 1770-1827
พ.ศ. 2313-2370

คีตกวีชาวเยอรมัน ผู้ทรงอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงวงการดนตรีคลาสสิก เขาได้ชื่อว่าเป็นคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง

เบโธเฟนเริ่มมีปัญหาการได้ยินเมื่ออายุได้ประมาณ 30 ปี และในที่สุดหูก็หนวกสนิท แต่เขากลับกลั่นความทุกข์ในโลกเงียบ ออกมาเป็นเสียงดนตรีอันไพศาลและเป็นอมตะ

เขามีผลงานมากมาย แต่ซิมโฟนีหมายเลขห้าของเบโธเฟนนั้น ถือเป็นเสียงของโน้ตสุดทรงพลังสี่ตัว ที่คนรู้จักมากที่สุดในโลก

วันเยาว์…

เจ้าหนูตัวเล็กหน้างอชื่อลุดวิกเป็นที่ลือเลื่องในหมู่ครูและเพื่อนนักเรียนในเมืองบอนน์ ว่าเป็นเด็กเงียบๆ แต่อารมณ์ร้าย อาจอาละวาดได้ทุกเมื่อหากไม่ถูกใจอะไรขึ้นมา

เพื่อนๆ เรียกเขาว่า “ซิซิเลียน” ตามชื่อเกาะ Sicily ในอิตาลีซึ่งมีโจรผู้ร้ายชุกชุม พวกมาเฟียที่ไปหากินผิดกฎหมายตามประเทศต่างๆ คือผู้คนที่ไปจากเกาะนี้เอง

เด็กชายลุดวิกได้ฉายาว่า “ซิซิเลียน” ไม่ใช่เพราะโมโหร้ายอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเขาผิวคล้ำกว่าชาวเยอรมันทั่วไป แถมยังเคยเป็นฝีดาษด้วย จึงทำให้หน้าตาน่าดูน้อยลงไปอีก

เสื้อผ้าที่ลุดวิกใส่ไปโรงเรียนก็เก่าจนปุปะ เป็นเครื่องแสดงความยากจนของครอบครัวได้ชัดเจน

คงเป็นเพราะถูกเพื่อนล้อ ลุดวิกจึงไม่ชอบโรงเรียนเอาเลย การเรียนในช่วงเวลาไม่กี่ปีของเขาไม่เอาไหนตั้งแต่ต้นจนจบทีเดียว

แม้จะไม่ชอบโรงเรียน แต่ลุดวิกก็ไม่ชอบบ้าน เพราะพ่อขี้เมาของเขาเป็นจอมโหดที่ทุบตีลูกอยู่เสมอ ลุดวิกซึ่งเป็นลูกคนโต ต้องรับทั้งมือและไม้ที่พ่อใช้ฟาดมามากกว่าน้องๆ ซึ่งยังเล็กอยู่ ส่วนแม่ผู้อ่อนโยนก็อ่อนแอเกินไปกว่าจะช่วยลุดวิกให้พ้นจากมือพ่อ

พ่อของลุดวิกเป็นนักร้อง มีความสามารถทางดนตรีพอสมควร แต่เทียบไม่ได้เลยกับปู่ ซึ่งเป็นทั้งนักดนตรีประจำราชสำนักและผู้อำนวยการคณะร้องประสานเสียง

ลุกวิกได้ชื่อของเขามาจากปู่นี่เอง

ปู่เป็นผู้ช่วยเหลือเกื้อกูลครอบครัวของลุดวิกมาตลอด เพราะพ่อไม่เคยหาเงินได้พอเลี้ยงเมียและลูก เงินของพ่อหมดไปในวงเหล้ามากกว่าจะมาถึงครอบครัว

ด้วยความที่พ่อสู้ปู่ไม่ได้เลย ดูเหมือนพ่อจะมีความหวังลึกๆ ที่จะให้ลุดวิกเก่งดนตรีเพื่อกู้หน้าให้พ่อ จึงเคี่ยวเข็ญให้ลุดวิกหัดเปียโนตั้งแต่ตัวเล็กๆ

วิธีสอนของพ่อไม่มีไม้นวม มีแต่ไม้แข็ง สอนไปทุบไป ตีไป ผลักจนลูกตกเก้าอี้บ้าง ตบบ้องหูบ้าง ทั้งๆ ที่ลุดวิกนั้นตัวเล็กนิดเดียว เพราะเป็นเด็กแกรนกว่าอายุ

แม้จะเรียนไปร้องไห้ไป แต่ดูท่าว่าลุดวิกจะมีพรสวรรค์ทางดนตรี ซึ่งพ่อภาคภูมิใจมาก ถึงกับพาเพื่อนขี้เมามาฟังลูกเล่นเปียโนอยู่บ่อยๆ

หลายครั้งเมื่อพ่อเมากลับมาดึกๆ พ่อจะกระชากลุดวิกจากที่นอน แล้วบังคับให้ซ้อมเปียโนกลางดึก นัยว่าดนตรีจะได้ ‘เข้าหัว’

ลุดวิกน้อยเกลียดความทารุณของพ่อ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เล่นดนตรีดีขึ้นทุกวัน แค่อายุเพียงแปดขวบ ลุดวิกก็เก่งขนาดเล่นคอนเสิร์ตได้แล้ว เป็นเหตุให้พ่อเอาไปฝันว่าลูกของตัวจะเก่งอย่าง ‘วูล์ฟกัง อมาดิอูส โมสาร์ท’ ผู้เป็นอัจฉริยะทางดนตรี ทั้งบรรเลงและประพันธ์เพลงจนมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ

พ่อหวังว่าจะใช้ลูกเป็นเครื่องหากินได้อย่างพ่อของโมสาร์ท แต่เมื่อมีความรู้สึกว่าลูก ‘มือไม่ถึง’ พ่อก็ยิ่งอารมณ์ร้ายหนักขึ้น

ลุดวิกออกจากโรงเรียนมาเล่นดนตรีเต็มตัวเมื่ออายุได้เพียงสิบขวบ การประกอบอาชีพทางดนตรี ทำให้เขาได้พบนักดนตรีรุ่นใหญ่ที่ช่วยกันสอนการดนตรีเพิ่มเติมให้คนละนิดละหน่อย

เมี่ออายุได้ 12 ปี ลุดวิกพบครูที่จะเป็นประดุจโคมส่องทางชีวิต เขาคือ Christian Gottlob Neefe ผู้อำนวยการทางดนตรีประจำโรงละครแห่งชาติในเมืองบอนน์ ผู้สอนและส่งเสริมทักษะของลุดวิกอย่างเต็มกำลัง เพราะตระหนักดีถึงอัจฉริยะซึ่งขดตัวอยู่ใต้เปลือกขรุขระแห่งความขื่นขม

หากลุดวิกเป็นเพชรน้ำเยี่ยม ครูคริสเตียนเป็นประดุจช่างเจียรนัยเพชรชั้นยอด เพราะไม่เพียงแต่ประสิทธิ์ประสาทความรู้ทางดนตรี แจงแจกผลงานของมหาคีตกวีทั้งในอดีตและปัจจุบันให้แก่ลุดวิกแล้ว ครูยังสั่งสอนให้เขามีระเบียบวินัยทั้งในทางดนตรีและในการอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคม สอนให้เขารู้จักควบคุมอารมณ์ ให้มั่นใจในตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ยอมฟังความคิดเห็นของคนอื่น แม้ความรู้รอบตัวทั้งหลาย ครูก็นำมาคลุกเคล้ากับดนตรี และหยิบยื่นให้ลุดวิกได้เรียน-ได้รู้

สิ่งเหล่านี้ ‘เด็กเถื่อน’ ไร้การอบรมอย่างลุดวิก ไม่เคยได้รับมาก่อน

ภายในปีเดียวใต้การอบรมของครูคริสเตียน ลุดวิกก็เริ่มประพันธ์เพลงโซนาตาได้พริ้งเพราเมื่ออายุเพียง 13 ปี นับแต่นั้นก็ดูเหมือนจะเก่งวันเก่งคืนทั้งจากความสามารถของตนเอง และจากความช่วยเหลือของครู

ความพิเศษในทางดนตรีของลุดวิกเริ่มเป็นที่รู้จัก นอกจากเล่นดนตรีและประพันธ์เพลงแล้ว พวกคนชั้นสูงยังจ้างให้เขาไปสอนดนตรีลูกหลานด้วย

ลุดวิกพยายามเก็บเงินเพื่อไปศึกษาต่อที่เวียนนา แต่ก็ไม่สำเร็จ ทั้งพ่อทั้งน้องล้วนเป็นภาระหนัก แต่รายได้ส่วนใหญ่ของเขาละลายไปกับสุราของพ่อ

ครูคริสเตียนทนนั่งเฉยไม่ได้ ครูซึ่งเป็นนักพูดและนักเขียน ใช้ทั้งปากและปากกาเรียกร้อง ชักชวน หาทุนจากเหล่าขุนนางผู้ร่ำรวยในเมืองบอนน์ ให้ลุดวิกได้เข้าเวียนนาไปศึกษาต่อ โดยบอกว่า

“ลูกเมืองบอนน์คนนี้สมควรจะได้การสนับสนุนเป็นที่สุด เขาจะนำชื่อเสียงมาให้แก่บ้านเกิด เพราะเขาจะเป็นดุจโมสาร์ทคนที่สองนั่นเทียว”

หากย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าครูคริสเตียนเขียนได้ถูกต้อง ลุดวิก สมควรได้รับการสนับสนุน และเขานำชื่อเสียงมาสู่บ้านเกิด

แต่ที่ครูพลาดไปถนัด คือการที่ลุดวิกจะได้เป็นโมสาร์ทคนที่สอง

เขาไม่ได้เป็นโมสาร์ทคนที่สอง แต่เป็นลุดวิก วอน เบโธเฟนคนแรกและคนเดียวในหัวใจของผู้รักดนตรีทั่วโลก

เมื่อมีอายุได้ 17 ปี ลุดวิกได้ไปเวียนนา และได้พบกับโมสาร์ทซึ่งเขายกย่องนับถือ โมสาร์ทซึ่งแก่กว่าลุดวิก 14 ปี ตกตะลึงในฝีมือของรุ่นน้อง และทำนายว่า วันหนึ่งโลกจะต้องรู้จักชื่อของ ‘ลุดวิก วอน เบโธเฟน’ อย่างแน่นอน

ลุดวิกอยู่เวียนนาได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ แม่ก็ป่วย เขารีบกลับไปได้ทันเห็นใจแม่ก่อนแม่จะจากไป

การตายของแม่ทำให้พ่อดื่มหนักขึ้น ทำตัวเละเทะมากขึ้น ลุดวิกต้องกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี เขาทำงานเลี้ยงทั้งพ่อ ทั้งน้องๆ เกือบทุกคืนเขาต้องไปลากพ่อในสภาพเมาเป๋กลับบ้าน ในขณะเดียวกันก็พยายามหาเวลาประพันธ์เพลงด้วย

ลุดวิกเริ่มมีชื่อเสียง และได้กลับไปเวียนนาอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อพ่อตาย ลุดวิกไม่สนใจที่จะไปงานศพพ่อ เขาโล่งอกที่พ่อจากไป และอยากลืมความโหดร้ายทั้งมวล

เคยมีผู้ให้ข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งของพลังเลิศแรงราวพายุในผลงานดนตรีของลุดวิก วอน เบโธเฟน อาจมาจากความทุกข์ระทมและความขมขื่นจากวันเยาว์ บวกด้วยอาการป่วยด้วยโรคประจำตัวอันเรื้อรัง รวมทั้งจากอาการหูหนวกซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นเพราะถูกพ่อตบศีรษะและบ้องหูอย่างแรงติดต่อกันนานปี

จริงหรือไม่…

ใครเลยจะตอบได้