มหาตมะ คานธี
Mahatma Gandhi
(Mohandas Karamchand Gandhi)
ค.ศ. 1869-1948
พ.ศ. 2412-2491
มหาบุรุษชาวฮินดูผู้ใช้วิธีการต่อสู้แบบอหิงสา (ไม่เบียดเบียน/ไม่ทำร้าย) และสัตยาเคราะห์ (ไม่ร่วมมือในกฎที่ไม่ยุติธรรม) ปลดอินเดียออกจากเงื้อมมืออังกฤษ ไปสู่ความเป็นเอกราช
นอกจากจะเป็นผู้นำทางการเมือง ผู้นำในการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียม ท่านคานธียังเปรียบเป็นดั่งผู้นำจิตวิญญาณของคนอินเดียทั้งมวล ไม่ว่าจะนับถือศาสนาฮินดู มุสลิม หรือศาสนาอื่นใด เพราะสามารถที่จะนำทุกคนร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ในการต่อสู้เพื่อเอกราชและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์
อัครกวีแห่งอินเดีย รพินทรนาถ ฐากูร ขนานนามท่านคานธีว่า ‘มหาตมา’ หรือ ‘มหาตมะ’ อันมีความหมายว่า ผู้มีจิตใจสูงส่ง
เช่นเดียวกับนักต่อสู้ผู้ยิ่งใหญ่หลายคนในโลก มหาตมะ คานธี สิ้นชีวิตเพราะถูกลอบสังหาร
วันเยาว์…
สิ่งที่เด็กชายโมหันทาสคุ้นเคยที่สุดคือการถือศีลอดของมารดา
มารดาของเขาถือศีลอดเป็นระยะๆ ตามความเชื่อของชาวฮินดู บางครั้งเธออดอาหารเป็นเวลานานถึงสองสามวัน เมื่อครบกำหนดหนูโมหันทาสซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องจะรีบตื่นไปคอยดูพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกับพี่ๆ เพื่อจะได้วิ่งไปบอกแม่ว่ากินข้าวได้แล้ว
พ่อหนูประทับใจต่อความอดทนของมารดา โดยไม่รู้เลยว่า ในวันข้างหน้า เขาจะใช้วิธีอดอาหารเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย และเขาจะอดทนยิ่งกว่าที่มารดาเคยทำมาแล้ว
ในช่วงที่โมหันทาสถือกำเนิด บิดาของเขาเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐราชโกฏ และเป็นที่นับถือยิ่งของผู้คนในแถบนั้น
มารดาของโมหันทาสซึ่งเป็นภรรยาคนที่สี่ของท่านบิดาเป็นผู้เคร่งครัดในศาสนา นอกจากจะถือศีลอดเป็นประจำแล้ว ท่านยังไปเทวาลัยเพื่อกราบไหว้พระวิษณุทุกวันไม่เคยขาด
แม้มารดาของเขาจะเคร่งครัดในพิธีกรรมของฮินดู แต่ท่านบิดาก็มีสหายต่างนิกาย ต่างศาสนามาเยี่ยมเยือนเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนธรรมะกันอยู่เสมอ
เด็กชายโมหันทาสซึมซับการสนทนาธรรมที่ได้ยินวันแล้ววันเล่า
ทั้งท่านบิดาและมารดาสอนบุตรทุกคนให้คารวะทุกศาสนา โดยไม่รังเกียจเดียจฉัน คำสอนนี้จะมีผลให้โมหันทาสเติบโตขึ้นโดยปราศจากอคติต่อคนต่างศาสนาโดยสิ้นเชิง
ผู้ให้กำเนิดทั้งสองสอนธรรมะให้แก่บุตร โดยการปฏิบัติมากกว่าที่จะใช้คำพูด
ครั้งหนึ่งเมื่อโมหัสทาสสารภาพผิดเรื่องขโมยเงิน แทนที่จะลงโทษท่านบิดากลับกอดเขาไว้ในฐานะที่เป็นเด็กกล้าหาญ ไม่กลัวที่จะพูดความจริง
ความเมตตาของบิดาทำให้พ่อหนูซาบซึ้งในคุณค่าของการพูดความจริง และการให้อภัย
โดยทั่วไปเด็กชายโมหันทาสไม่มีลักษณะใดที่แสดงว่าพิเศษกว่าเด็กอื่นๆ ทั่วไป เขาเป็นเด็กร่างเล็ก ขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก แถมยังขี้กลัว เขากลัวไปทุกอย่าง กลัวผี กลัวงู กลัวความมืด และไม่เคยกล้าเดินไปไหนคนเดียวตอนกลางคืน
เมื่อโมหันทาสอายุได้เพียงเจ็ดขวบ เขาถูกหมั้นกับเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันตามความนิยมของคนฮินดูในครั้งนั้น
เด็กหญิงที่จะเป็นภรรยาในอนาคตของเขาเป็นเด็กกล้าหาญกว่าโมหันทาสมากนัก เธอดูเหมือนน่าจะเป็นพี่สาวของเขามากกว่า
โมหันทาสอยากเป็นคนกล้าหาญ และอยากตัวโต
เขาได้ยินพวกเด็กๆ ด้วยกันร้องคำกลอนว่า… อังกฤษมาเป็นเจ้าเข้าครอง เราผองต้องถูกกดขี่… ในคำกลอนบอกว่าอังกฤษตัวโตเพราะกินเนื้อ
แม้ที่บ้านจะเป็นมังสวิรัติ แต่โมหันทาสก็แอบกินเนื้อกับเพื่อน โดยหวังว่าจะตัวโตเหมือนพวกอังกฤษ เมื่อโตเท่าก็คงจะสู้อังกฤษได้ และไม่ต้อง ‘กลัวฝรั่ง’ อีกต่อไป
แต่ไม่ช้าพ่อหนูก็ต้องหยุดกินเนื้อ เพราะทนไม่ได้ที่จะต้องพูดปดกับท่านบิดามารดา
เขาไม่เคยหวนไปกินเนื้ออีกเลยตลอดชีวิต แต่ความรู้สึกที่ว่าอังกฤษมาเป็นเจ้าเข้าครอง และควรต้องผลักไสออกไปเพื่ออินเดียจะได้เป็นอิสระ ยังฝังอยู่ในใจของโมหันทาสตลอดไป
การเรียนหนังสือของโมหัสทาสอยู่ในระดับปานกลาง แต่เมื่อย้ายไปโรงเรียนมัธยมที่แคว้นราชสถาน เขาก็เริ่มเรียนดีขึ้นจนถึงกับได้ทุนเล่าเรียน
แต่ท่านมหาตมะ คานธีเขียนอธิบายไว้เองว่า รัฐบาลมีทุนสำหรับเด็กจากแคว้นต่างๆ ทั่วกัน การได้ทุนนี้จึงไม่ได้หมายความว่าเด็กจะต้องเก่งพิเศษอะไร ส่วนที่โมหันทาสเรียนดีขึ้นก็เพราะกลัวครู เขาไม่เคยกล้าทำผิด กล้าเถียง หรือกล้าพูดปดกับครู ครูสั่งอะไรโมหันทาสก็จะปฏิบัติตามอย่างเต็มที่
ในช่วงที่อยู่มัธยม และอายุยังไม่เต็ม 14 ปีดี โมหันทาสก็ต้องแต่งงานกับเด็กหญิงที่ผู้ใหญ่ได้มั่นหมายให้ไว้
มหาตมะ คานธีมองย้อนไปด้วยความสงสารโมหันทาสและภรรยา ผู้เยาว์สองคนซึ่งตกเป็นส่วนหนึ่งของ “ประเพณีที่ไม่ได้เรื่อง” ตามคำของท่าน
เมื่อโมหันทาสจบชั้นมัธยม บิดาส่งเขาเข้าไปเรียนที่วิทยาลัยในเมืองใหญ่
ที่นี่เอง โมหันทาสพบว่าความรู้ระดับมัธยมซึ่งเรียนมาจากแคว้นเล็กๆ นั้นอ่อนมากเมื่อเทียบกับความรู้ของเด็กในเมือง เขาเรียนไม่ทันเพื่อน และไม่เข้าใจสิ่งที่อาจารย์สอนมากนัก
หลังจากเทอมแรก โมหันทาสก็กลับบ้าน
ช่วงนี้เองที่สหายของท่านบิดามาแนะนำให้ส่งโมหันทาสไปอังกฤษ เพราะการเรียนแต่ในอินเดียดูจะไม่พอเพียงเสียแล้วสำหรับคนรุ่นใหม่
เมื่อบิดาและพี่ชายตกลงจะช่วยกันส่งเขาไปอังกฤษ โมหันทาสต้องรับปากกับมารดาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงฝรั่ง ไม่ดื่มสุรา และไม่กินเนื้อสัตว์ จึงได้รับอนุญาตให้ไปได้
ในช่วงแรกที่อยู่อังกฤษ โมหันทาสเกิดอาการ ‘เห่อฝรั่ง’ และพยายามใช้ชีวิตแบบฝรั่งอยู่พักหนึ่งโดยที่ยังรักษาคำสัญญากับมารดาไว้อย่างมั่นคง
แต่ในที่สุดเขาก็เริ่มเห็นเองว่า การเห่อฝรั่งนั้นนอกจากจะเปลืองเงินแล้ว ยังเป็นการหลอกตัวเองอีกด้วย จึงเริ่มใช้ชีวิตอย่างกระเหม็ดกระแหม่ ตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนสอบได้เป็นเนติบัณฑิตอย่างที่ตั้งใจไว้
ชีวิตในวัยเยาว์ได้เตรียมปูพื้นฐานให้โมหันทาสไว้แล้ว เมื่อผ่าน ‘บทฝึก’ ในระยะของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในอินเดียเองหรือในแอฟริกา โมหันทาสพร้อมที่จะก้าวเดินไปสู่ความเป็น ‘มหาตมะ’ บิดาแห่งประเทศอินเดียยุคใหม่
หากใครย้อนเวลาไปบอกเด็กชายโมหันทาสว่า ไม่ต้องเสียเวลาพยายามกินเนื้อให้ตัวโตเท่าคนอังกฤษหรอก เพราะวันหนึ่งข้างหน้าชายร่างเล็ก แกรน ที่มีเพียงความเมตตา ความอดทน และอหิงสาเป็นอาวุธ จะสามารถจะทำให้ทั้งสหราชอาณาจักรสั่นสะเทือนจนต้องปล่อยให้อินเดียเป็นไท หนูน้อยโมหันทาสจะเชื่อไหมหนอ?