เหมา เจ๋อ ตง
Mao Tse-tung
หรือ Mao Zedong
ค.ศ. 1893-1976
พ.ศ. 2436-2519
อัครบุรุษมากฉายา ‘ประธานเหมา’ ‘จักรพรรดิแดง’ ‘ฮ่องเต้คอมมิวนิสต์’
เขาก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน และเป็นผู้นำชนชั้นแรงงานนับแสนเดินทางอันยาวไกล (The Long March) ผนึกกำลังล้างอำนาจเก่าในประเทศจนเป็นผลสำเร็จ โดยใช้วิธีรบแบบกองโจรซึ่งเขาเป็นต้นตำรับ
ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 เขาประกาศเปลี่ยนแปลงประเทศจีนอันมีประวัติยาวนานกว่าสองพันปี เป็น ‘สาธารณรัฐประชาชนจีน’ โดยมีตัวเขาเองเป็นผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ และจะดำรงตำแหน่งนี้ไปตราบจนวันสุดท้ายแห่งชีวิต
ในช่วงเวลาการปกครองอันยาวนาน ประธานเหมานำจีนทั้งชาติ ‘ฝ่านรก’ ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะนรกแห่งการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ซึ่งจีนต้องสูญเสียทั้งมรดกทางวัตถุและมรดกทางปัญญาไปมากมาย ก่อนจะนำจีนมาถึง ‘ครึ่งทางสู่สวรรค์’
เขาจากไปในวัย 82 ปี ทิ้งให้เป็นหน้าที่ของประชาชนจีนรุ่นต่อมา เลือกว่าจะเดินไปข้างหน้า… หรือว่าจะถอยหลัง
วันเยาว์…
เด็กชายตาตี่ตัวน้อยถือกำเนิดมาในตระกูลเหมา ครอบครัวชาวนาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน อันหมายถึงว่าบิดามารดาของเขามีฐานะดีกว่าชาวนาส่วนใหญ่ในมณฑลหูหนานซึ่งเป็นบ้านเกิด
แม่ผู้ไร้การศึกษาไม่กล้าเลี้ยงหนูน้อยด้วยตัวเอง เพราะลูกสองคนก่อนหน้าล้วนเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเป็นทารก แม่จึงส่งลูกคนที่สามนี้ไปให้ยายเลี้ยงเป็นการแก้เคล็ด
พร้อมกันนั้นแม่ก็ถือศีลกินเจทำพิธียกพ่อหนูให้เป็นบุตรบุญธรรมของศิลาใหญ่ริมหนองน้ำหน้าบ้าน ซึ่งเป็นที่นับถือของชาวบ้านว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถปกป้องผู้ที่เป็น ‘บุตรบุญธรรม’ ให้พ้นจากภยันตรายได้ ทำนองเดียวกับที่ชาวไทยเคยนิยมยกลูกที่สามวันดีสี่วันไข้ ให้แก่พระพุทธรูปสำคัญบางองค์ โดยเชื่อว่าพระจะปกป้องเด็กคนนั้นให้ปราศจากโรคภัย
ในภาษาจีน ‘ซึ’ แปลว่าหิน แม่จึงให้ลูกชายตัวน้อยใช้แซ่ ‘ซึ’ ตาม ‘แม่ศิลา’
ถึงแม้หนูซึน้อยเกิดมาอย่างเด็กธรรมดา แต่ในวันข้างหน้า ผู้คนจะไปเล่าลือกันว่าแม่ของเขาฝันเห็นมังกรเหินฟ้าก่อนจะตั้งครรภ์ หรือวันที่เขาเกิดมีฝนฟ้าคะนองทั้งที่เป็นฤดูหนาว หรืออัศจรรย์ขนาดมีดาบไร้เทียมทานสำหรับปราบอธรรมติดตัวมาด้วย ทั้งๆ ที่เขาเกิดมาในยุคสมัยที่ใช้ปืนแล้ว
การยกยอบุคคลสำคัญจนเลิศเลอ ถึงขั้นกายสิทธิ์หรือเป็นเทพมาจุติ เป็นที่นิยมทั่วโลกมาตั้งแต่ครั้งโบราณ และยังคงเป็นที่นิยมอยู่ในประเทศด้อยพัฒนาจนถึงปัจจุบัน
ซึน้อยเกิดมาในช่วงที่ประเทศจีนกำลังตกต่ำ ถูกบรรดาประเทศที่เจริญกว่าจ้องจับราวเป็นเหยื่อชิ้นโอชะ อีกทั้งจีนยังเพิ่งพ่ายแพ้สงครามกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศเล็กกว่ามาก
เจ้าหนูซึอยู่กับยายจนเติบโตแข็งแรงดี แม่จึงไปรับกลับมาอยู่บ้าน ช่วงนี้แม่มีลูกชายอีกสองคนแล้ว
ในขณะที่แม่รักและอ่อนโยนต่อลูกๆ แต่พ่อกลับเจ้าระเบียบและดุดัน เฆี่ยนตีลูกเป็นประจำ แม้เขาจะเริ่มช่วยพ่อทำงานตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ และไม่ใช่เด็กเกียจคร้าน แต่ดูเหมือนพ่อไม่เคยพอใจกับอะไรที่เจ้าหนูซึทำสักอย่างเดียว
เมื่ออายุได้ประมาณแปดขวบ เจ้าหนูก็เริ่มไปโรงเรียนในหมู่บ้าน เขาฉลาดและเรียนรู้ทุกอย่างได้รวดเร็วกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน จนเป็นคนโปรดของครู แต่ถึงกระนั้นในวัยสิบขวบ เขาก็เคยลองดีขัดคำสั่งครู แล้วกลัวพ่อตีจนไม่กล้าเข้าบ้าน หนีไปจนหลงทางก่อนที่พ่อจะตามไปเอาตัวกลับ
เมื่อซึน้อยซึ่งบัดนี้เริ่มใช้ชื่อเหมาเจ๋อตงอยากไปเรียนต่อในโรงเรียนที่หมู่บ้านอื่น เขาต้องไปขอให้ญาติช่วยพูดหว่านล้อมพ่อ ในที่สุดพ่อก็ยอมอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก พ่อไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา เพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็นสำหรับผู้มีอาชีพเป็นชาวไร่ชาวนา แค่อ่านออกเขียนได้ก็เกินพอ
เมื่อลูกชายอายุได้เพียง 13 ปี พ่อก็บังคับให้เขาเลิกเรียนและกลับมาช่วยทำงานที่บ้าน โดยให้ดีดลูกคิดทำบัญชี เมื่อเสร็จจากทำบัญชีก็ต้องไปช่วยงานในไร่นา พ่อทนไม่ได้ที่จะให้ลูกชายมีเวลาว่าง เพราะคิดว่าควรจะทำงานให้คุ้มข้าวที่่กินเข้าไป
‘ท่านประธานเหมา’ เล่าในภายหลังว่า พ่อใช้งานโดยไม่เคยให้ค่าจ้าง มิหนำซ้ำยังให้กินแต่ข้าวเปล่ากับผัก แต่ไม่เคยให้ไข่หรือเนื้อ บรรดาคนงานในไร่ยังได้กินมากกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ
เด็กชายเหมาเจ๋อตง จะแอบตะลุยอ่านหนังสือต่างๆ ทุกวันหลังเสร็จงานแล้ว โดยไม่ให้พ่อรู้ หนึ่งในสิ่งที่เขาชอบอ่านที่สุดคือคำสอนของขงจื๊อ และมักนำคำของขงจื๊อมาเถียงพ่อ
เป็นที่เล่ากันต่อๆ มาว่า เมื่อถูกพ่อด่าว่าเป็นเด็กที่ไม่เคารพนับถือผู้ใหญ่ เหมาเจ๋อตงเถียงว่าพ่อต่างหาก… เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีความเมตตากรุณาต่อผู้น้อยอย่างที่ผู้ใหญ่พึงมี
ในวัยเพียง 14 ปี เหมาถูกบังคับให้แต่งงานตามธรรมเนียมจีนโบราณ แต่เขาไม่ยอมข้องแวะกับเจ้าสาว และพยายามหนีออกจากบ้านอีกครั้งหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ถูกบังคับให้กลับบ้าน
เมื่อเขาอายุ 16 พ่อบังคับให้ไปหัดค้าขาย แต่เหมาไม่ยอม เขาขอร้องให้ญาติและครูช่วยหว่านล้อมพ่อให้เขาได้กลับไปเรียนหนังสืออีกครั้ง แล้วก็ทำสำเร็จ กลับไปเรียนได้เพียงเทอมเดียว เขาก็ได้พาสชั้นไปเรียนมัธยมในเมืองเอกของมณฑลหูหนาน ซึ่งเจริญกว่าบ้านเดิมของเขามากนัก
เหมาตั้งใจเรียนหนังสือและสนใจเรื่องราวของบ้านเมืองไปพร้อมๆ กัน เขาเปลี่ยนจากเด็กค่อนข้างเงียบ กลายเป็นหนุ่มน้อยนักพูด มีถ้อยคำเฉียบคม และเริ่มมีสมัครพรรคพวกมากมายจนสามารถจัดตั้งสมาคมนักเรียนขึ้นได้ ยิ่งเมื่อมีโอกาสเข้าฝึกเป็นทหารเพื่อไปร่วมรบกู้ชาติ ได้พบพูดคุยกับบุคคลหัวก้าวหน้าต่างๆ แนวคิดของเหมายิ่งเปลี่ยนแปลงและกว้างขวางยิ่งขึ้น
ครั้นเมื่อได้เข้าโรงเรียนฝึกหัดครู แล้วไปต่อที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยบรรณารักษ์ในห้องสมุด เท่ากับเขาได้ค้นพบคลังแห่งปัญญา จนมีผู้เปรียบเทียบไว้ว่า ‘กระบี่ไร้เทียมทาน’ อันแท้จริงของเหมาเจ๋อตง คือความรู้ที่เขาได้จากห้องสมุดในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
กระบี่เล่มนี้เอง ที่ช่วยให้เหมาเจ๋อตงสามารถนำการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศจีนได้สำเร็จ
เหมาเจ๋อตงปกครองประเทศด้วยกฎเหล็ก เหมือนกับที่บิดาเคยปฏิบัติต่อเขา
ประชาชนส่วนใหญ่มีกินอย่างแร้นแค้น แบบเดียวกับที่บิดาเคยให้เขา
และท่ามกลางความขมขื่นของประชาชน—อารมณ์เดียวกับที่เขาเคยรู้สึกต่อบิดา เหมาเจ๋อตงพาประเทศที่ตกต่ำไปสู่ความยิ่งใหญ่
ใครเล่าจะนึกถึง ว่าแบบอย่างการเลี้ยงดู ‘ซึน้อย’ ของบิดา จะส่งผลให้เหมาเจ๋อตงกลายเป็นมหาบุรุษ