มาเรีย มอนเตสซอริ
Maria Montessori
ค.ศ. 1870-1952
พ.ศ. 2413-2475
แพทย์หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของอิตาลี
เธอเป็นผู้คิดค้นและก่อตั้งโรงเรียนที่ให้เด็กได้เรียนรู้โดยวิธีธรรมชาติ และปราศจากความเคร่งเครียด ช่วยกระตุ้นความกระตือรือร้นในการเรียน และส่งเสริมความสามารถโดยผ่านการละเล่นที่เพิ่มพูนปัญญาและทักษะ
ขณะนี้โรงเรียนแบบมอนเตสซอริมีอยู่ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย
วันเยาว์…
พ่อแม่ตามใจหนูน้อยมาเรียซึ่งเป็นลูกคนเดียวอย่างที่สุด แม่หนูจึงมีนิสัยจะเอาอะไรต้องได้มาตั้งแต่ต้น
แต่ในขณะเดียวกันนิสัยเสียข้อนี้ก็ควบคู่ไปกับความรักสัตว์ ความกระตือรือร้นในการช่วยเหลือผู้อื่น ความฉลาด ช่างพูด ช่างสังเกต จึงทำให้แม่หนูเป็นที่รักของผู้ที่ได้รู้จักหมู่บ้านเล็กๆ ที่ครอบครัวเธออาศัยอยู่
มาเรียเป็นเด็กช่างถาม ส่วนแม่และพ่อก็ไม่เบื่อที่จะตอบและอธิบายเพิ่มเติม มาเรียจึงมีความรู้เหนือกว่าเด็กๆ วัยเดียวกัน
เมื่อมาเรียอายุได้ห้าขวบ พ่อซึ่งเป็นข้าราชการถูกย้ายเข้ากรุงโรมอันเป็นเมืองหลวงของอิตาลี มาเรียเปลี่ยนสภาพจากเด็กบ้านนอกมาเป็นเด็กกรุง แม้ในช่วงแรกหนูน้อยจะไม่สบายใจกับการเปลี่ยนแปลง แต่แม่ก็ปลอบว่ามาเรียโชคดี เพราะในกรุงโรมมีโรงเรียน
เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วคนอิตาเลียนไม่ชอบส่งลูกไปโรงเรียน เพราะต้องการให้อยู่ช่วยงานในบ้านมากกว่า ยิ่งลูกผู้หญิงยิ่งไม่มีโอกาสเลย ผู้หญิงอิตาเลียนสมัยนั้นจึงมักอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้
แต่แม่ของมาเรียผิดจากคนอื่น นอกจากอ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้แล้วยังมีนิสัยชอบใฝ่หาความรู้ แม่จึงเป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุตรสาวตัวน้อย แม่ทำให้มาเรียรู้สึกตั้งแต่ยังเด็กว่า ผู้หญิงสามารถเรียนรู้อะไรได้มากเทียบเท่ากับผู้ชาย และคนเราหาความรู้ใหม่ๆ ได้เสมอในแต่ละวันของชีวิต
พ่อเองก็เห็นด้วยกับแม่ว่าแม้มาเรียจะเป็นลูกผู้หญิง แต่ก็ควรมีโอกาสได้เข้าเรียน ในยุคที่คนอิตาเลียนนิยมส่งแต่ลูกชายเข้าโรงเรียน พ่อและแม่กลับจูงมือลูกสาวตัวน้อยไปส่งโรงเรียนอย่างภาคภูมิใจ
มีคนเตือนว่าเด็กผู้ชายแก่นๆ ในโรงเรียนอาจรังแกเด็กผู้หญิง แต่มาเรียซึ่งเป็นเด็กประเภทโมโหร้ายแต่หายเร็ว กลับปราบเด็กแก่นเหล่านั้นได้หมด ที่มาเรียปราบเด็กผู้ชายได้เด็ดขาดที่สุด คือเรื่องการเรียน เพราะเธอเป็นที่หนึ่งในชั้นเสมอตั้งแต่ต้น
แม้จะเรียนได้ดี แต่เด็กหญิงมาเรียไม่เคยชอบโรงเรียนเลย ก็น่าอยู่หรอก โรงเรียนในกรุงโรมเมื่อครั้งนั้นไม่น่าเรียนเป็นที่สุด เพราะส่วนใหญ่เป็นแค่ห้องโทรมๆ มีโต๊ะเก้าอี้เก่าๆ ให้เด็กทั้งตัวเล็กและตัวโตนั่งเรียนในห้องเดียวกัน
ครูซึ่งดุเหมือนเสือ มีไม้คอยตีเด็กคนโน้น ฟาดเด็กคนนี้ แล้วบังคับให้นั่งท่องบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยหารู้ไม่ว่า การท่องจำสามารถทำให้เด็กฉลาดมากและเด็กฉลาดน้อยเบื่อโรงเรียนได้เท่าๆ กัน
โรงเรียนประถมต้นในครั้งนั้น มีแค่สามปี เมื่อจบจากโรงเรียนนี้แล้ว เด็กๆ ส่วนใหญ่กลับไปช่วยพ่อแม่ทำงาน เด็กโชคดีจำนวนน้อย มีโอกาสได้เรียนต่อในโรงเรียนชายและโรงเรียนหญิง คนอิตาเลียนในยุคนั้นไม่ยอมให้เด็กๆ ซึ่งเริ่มโตแล้วเรียนปะปนกัน
มาเรียเป็นหนึ่งในเด็กโชคดี เธอได้เรียนต่อในโรงเรียนเด็กหญิงซึ่งมีหลักสูตรสามปีเช่นเดียวกัน เธอจบโรงเรียนนี้เมื่ออายุ 12 ปี หลังจากนี้ เด็กผู้หญิงจะเรียนต่อไม่ได้ ส่วนเด็กผู้ชายมีสิทธิไปเข้าสถาบันที่คนอิตาเลียนสมัยนั้นเรียกว่า ‘โรงเรียนเทคนิค’
มาเรียไม่ยอม
นิสัย ‘เอาอะไรต้องได้’ ปะทุขึ้นมาเหมือนลาวาภูเขาไฟวิซูเวียส เธอยืนกรานจะไปเข้าโรงเรียนเทคนิค เพราะไม่มีกฎข้อไหนห้ามไว้ เพียงแต่เป็นที่เข้าใจกันว่าเด็กผู้หญิงไม่ควรเรียนต่อ
แม่เข้าข้างมาเรีย ทั้งพ่อและแม่จึงช่วยวิ่งเต้นจนโรงเรียนต้องยอมรับลูกสาวเข้าเรียน ส่วนผู้บริหารโรงเรียนปวดหัว เพราะต้องตั้งกฎพิเศษขึ้นใหม่สำหรับนักเรียนหญิง และที่แน่ๆ คือ มาเรียจะกินข้าวหรือเล่นกับเด็กผู้ชายไม่ได้
ไม่ว่าจะถูกกีดกันสักปานใด มาเรียก็ยังเรียนได้เป็นเลิศอยู่ดี
เมื่อจบโรงเรียนเทคนิค มาเรียเริ่มเป็นสาวแล้ว พ่อว่าได้เวลาสมควรที่เธอจะอยู่บ้าน และเตรียมตัว ‘ออกเรือน’ หรือแต่งงานไปกับผู้ชายดีๆ สักคน
มาเรียกลับบอกพ่อว่า… เธออยากเรียนหมอ
พ่อถึงเต้น ในความรู้สึกของพ่อไม่มีผู้หญิงในโลกสมควรเรียนแพทย์ เพราะเป็นเรื่องของผู้ชาย มาเรียฝันมากไปแล้ว อีกประการหนึ่ง ถึงอย่างไรวิทยาลัยแพทย์เขาก็ไม่รับผู้หญิงอยู่ดี
แต่แม่เข้าข้างมาเรีย(อีกแล้ว)
พ่อโกรธที่แม่ลูก ‘รวมหัวกันดื้อ’ พ่อจึงเลิกพูดกับแม่และมาเรียไปนาน
แม้จะเสียใจที่พ่อโกรธ มาเรียซึ่งมีอายุไม่ถึง 17 ปีก็ยังดื้อส่งใบสมัครไปวิทยาลัยแพทย์ แต่คำตอบที่เธอได้รับจากคณบดีคือ
Niente donne…
No women
ไม่(รับ)ผู้หญิง
มาเรียไม่ยอมแพ้ ด้วยความช่วยเหลือของแม่ที่เชื่ออย่างแน่นเหนียวว่า ลูกสาวจะสามารถเป็นแพทย์ได้ เธอตระหนักว่า บุคคลที่ทรงอำนาจและสามารถโน้มน้าวบรรดาผู้ใหญ่ในกรุงโรมได้คือสมเด็จพระสันตะปาปา
หลังจากมาเรียได้เข้าวิงวอนต่อพระสันตะปาปา วิทยาลัยแพทย์จำใจก็เปิดประตูรับมาเรีย มอนเตสซอริ
ในฐานะนักศึกษาหญิงคนเดียวในวิทยาลัย มาเรียถูกรังเกียจสารพัดทั้งจากอาจารย์และเพื่อนร่วมสถาบัน แม้แต่การผ่าศพ มาเรียก็ต้องทำคนเดียว เพราะอาจารย์ลงความเห็นว่าไม่สมควรที่นักศึกษาชายและหญิงจะมองร่างเปลือยของมนุษย์ในเวลาเดียวกัน
มาเรียเกือบหมดกำลังใจ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ เธอมุ่งมั่นเรียนและทำคะแนนสูงลิ่ว จนสำเร็จเป็นแพทย์หญิงคนแรกของอิตาลี
พ่อตามแม่มาดูผลสำเร็จของมาเรียด้วยความภาคภูมิใจ และรู้สึกเสียใจว่าครั้งหนึ่งพ่อเคยแปลความตั้งใจจริง และความไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคของมาเรีย เป็นความ ‘ดื้อดึง-เอาแต่ใจ’
แพทย์หญิงมาเรีย มอนเตสซอริ เริ่มชีวิตการทำงานในฐานะหมอ แต่ความทรงจำอันขมขื่นเกี่ยวกับสถานศึกษาต่างๆ ที่ผ่านพบมา ทำให้เธอตั้งใจจะสร้างรูปแบบใหม่ของโรงเรียน ที่จะทำให้เด็กๆ มีความสุข
และมาเรียก็ทำได้สำเร็จ
โรงเรียนแบบมอนเตสซอริ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เพียงแต่เป็นโรงเรียนชนิดที่หนูน้อยมาเรียเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วคงเรียนอย่างมีความสุข…
เท่านั้นเองจริงๆ