แม่ชีเทเรซา

Mother Teresa

ค.ศ. 1910-1997
พ.ศ. 2453-2540

แม่ชีในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกผู้อุทิศตนให้คนยากจน คนป่วย เด็กและผู้ด้อยโอกาสในทุกเชื้อชาติและศาสนา

ท่านเกิดที่เมืองสโกเปีย ในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมาซิโดเนีย และเลือกที่จะเป็นนักบวชเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยสาว

เมื่อจบการศึกษาจากสำนักชีในประเทศไอร์แลนด์ ท่านก็เริ่มงานจากการเป็นครูที่โรงเรียนคาทอลิกในกรุงกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ก่อนจะเปิดโรงเรียนกลางแจ้งสอนเด็กสลัม สร้างบ้านสำหรับเด็กที่ถูกทอดทิ้ง สร้างสถานพักพิงสำหรับผู้ป่วย สถานรับรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อน รวมทั้ง ‘เรือนตาย’ สำหรับผู้ป่วยหนักและไร้ญาติ เพื่อให้ได้ใช้ช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุข

การอุทิศตนของแม่ชีร่างเล็กบางผู้นี้ ทำให้ท่านได้รับความช่วยเหลือทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์อย่างมากมาย และยังทำให้ได้รับรางวัลสาขาต่างๆ เกินกว่าจะนับ รวมทั้งรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งแม่ชีเทเรซานำเงินที่ได้มอบให้แก่กิจการกุศลเช่นทุกครั้ง

เมื่อท่านจากไปในวัย 87 ปี นอกจากข้าวของจำเป็นส่วนตัวไม่กี่อย่างแล้ว แม่ชีเทเรซาไม่มีสมบัติอื่นใดเลย ตามวิสัยของผู้บรรลุธรรมอันแท้จริง

วันเยาว์…

เธอเป็นหนูน้อยตัวกลม ผิวสีชมพู พี่สาวและพี่ชายจึงเรียกน้องสุดท้องคนนี้อย่างสุดรักว่า “Gonxha” ซึ่งหมายถึงดอกไม้ตูม

แม่หนูผู้มีชื่อจริงว่า Agnes Bojaxhiu เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 1910 ในช่วงเวลาที่เมืองสโกเปียบ้านเกิดของเธอกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเมือง สงครามบอลข่านเกิดขึ้นเมื่อเธออายุได้เพียงสองขวบ จากนั้นก็ตามด้วยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้คนลำบากยากแค้นกันไปเกือบทุกมุมโลก

แต่ครอบครัวของแอ๊คเนสมีความเป็นอยู่ค่อนข้างสบาย เพราะพ่อของเธอเป็นพ่อค้าซึ่งประสบความสำเร็จ นอกจากจะมีฐานะดีแล้ว ทั้งพ่อและแม่ยังให้ความรักลูกๆ อย่างเต็มที่ นับได้ว่าแอ๊คเนสและพี่ๆ เป็นเด็กโชคดีในทุกด้าน

ชาวบ้านส่วนใหญ่ในเมืองสโกเปียเป็นมุสลิม และมีชนบางส่วนที่เป็นออร์โธด็อกซ์ แต่ครอบครัวของแอ๊คเนสเป็นคาทอลิก แม้จะแตกต่างกันในด้านศาสนา แต่ชาวเมืองก็อยู่ร่วมกันได้อย่างดี แอ๊คเนสจึงเรียนรู้ตั้งแต่วันเยาว์ว่า คนต่างศาสนากันไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน

แม่ของแอ๊คเนสมาจากครอบครัวที่มีฐานะเช่นกัน นอกจากจะมีความรู้และความสามารถในด้านค้าขายแล้ว แม่ยังเป็นคนมีเมตตาสูงชอบช่วยเหลือคนอื่น ที่บ้านมีแขกมากินข้าวด้วยเป็นประจำ เพราะแม่จะเชิญเพื่อนบ้าน และคนรู้จักที่อัตคัดขัดสนให้มาได้กินอาหารดีๆ อย่างเต็มอิ่ม

ในขณะแม่สอนให้รู้จักแบ่งปัน แม่ก็สอนแอ๊คเนสและพี่ๆ ให้รู้จักคุณค่าของสิ่งต่างๆ ไม่ให้เป็นคนฟุ่มเฟือย

แม่เป็นคน ‘แก่วัด’ จึงอบรมศาสนาให้ลูกๆ ครอบครัวของแอ๊คเนสสวดมนต์ด้วยกันทุกค่ำคืน และไปวัดด้วยกันเป็นประจำ

เมื่อแอ๊คเนสอายุได้เพียงแปดขวบ พ่อก็ป่วยและเสียชีวิตไปอย่างปัจจุบันทันด่วน แม่ซึ่งเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่ความโศกเศร้า แม่เดินหน้าทำการค้าขายเลี้ยงลูกสามคนต่อไป และทำได้อย่างดี

พี่ๆ สองคนเป็นเด็กแข็งแรง แต่แอ๊คเนสมักป่วยบ่อยๆ เธอเคยเป็นทั้งมาลาเรียและไอกรน พี่ๆ จึงต้องคอยช่วยแม่ดูแลแอ๊คเนสด้วย

เด็กทั้งหมดอยู่โรงเรียนคาทอลิกซึ่งไม่ห่างจากบ้านมากนัก แอ๊คเนสเป็นเด็กฉลาด เรียนหนังสือได้ดี เธอชอบอ่านหนังสือและรักเสียงเพลง แอ๊คเนสและพี่สาวเป็นนักร้องประจำวงประสานเสียงของโรงเรียน น่าแปลกที่การร้องเพลงช่วยให้แอ๊คเนสเป็นโรคไอน้อยลง

เมื่ออายุได้เพียง 12 ปี แอ๊คเนสก็บอกกับแม่ว่าอยากบวช

แม้แม่จะไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็ไม่ขัดขวาง แอ๊คเนสจึงได้เข้าโรงเรียนฝึกหัดสำหรับบุคคลที่เตรียมตัวจะบวชอยู่เป็นเวลาหลายปี โรงเรียนนี้เป็นเสมือนที่ทดสอบ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการบวชได้เตรียมจิตใจและร่างกายเพื่ออุทิศให้แก่ศาสนา

แอ๊คเนสผ่านช่วงเวลาทดสอบโดยไม่มีปัญหา เพราะเธอตั้งใจแน่วแน่ที่จะไปทำหน้าที่มิชชันนารีเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และสถานที่ซึ่งเธอต้องการไปคืออินเดีย เพราะได้ยินได้ฟังถึงความยากเข็ญของคนที่นั่นจากนักบวชที่เคยไปมาแล้ว

เมื่อเธออายุได้ 18 ปี แอ๊คเนสขอลาไปฝึกฝนในสำนักแม่ชีที่ไอร์แลนด์ ก่อนจะไปปฏิบัติภารกิจในอินเดีย แม้จะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว แม่ก็ถึงกับตกตะลึง เพราะลึกๆ แม่หวังไว้ว่าถึงแอ๊คเนสจะบวชเป็นชี แต่ก็คงจะอยู่ใกล้ๆ แม่ตลอดไป

วันนั้นแม่เข้าห้องปิดประตู ไม่พูดจากับใครเลยหนึ่งวันเต็มๆ ก่อนจะออกมาบอกกับแอ๊คเนสว่า แม่เต็มใจให้ไป และอวยพรให้พระหัตถ์ของพระเจ้านำทางลูกสาวที่รัก

แอ๊คเนสจากแม่ พี่ และเพื่อนๆ ด้วยความอาลัย แต่ก็มุ่งมาดที่จะอุทิศตนตามความตั้งใจ

ที่สำนักของคณะแม่ชีซิสเตอร์ ออฟ ลอเรโต แอ๊คเนสผ่านการฝึกฝนสำหรับภาระกิจมิชชันนารีในอินเดีย และได้รับชื่อใหม่ว่า ซิสเตอร์แมรี่ เทเรซา เมื่อปฏิญาณตนเป็นแม่ชีในปี ค.ศ. 1931 แต่ในคณะมีแม่ชีเทเรซา (Theresa) อยู่แล้ว เธอจึงเลือกที่จะสะกดชื่ออย่างสเปนว่า Teresa

แม่ชีเทเรซาทิ้งแอ๊คเนสไว้เบื้องหลัง ท่านเลือกที่จะไม่พูดถึงวัยเด็ก เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีห่วงในจิตใจ หรือบางทีอาจจะเพื่อหลีกเลี่ยงความโศกเศร้าที่ว่า นับแต่วันที่จากกัน แอ๊คเนสจะไม่ได้พบกับแม่อันเป็นที่รักยิ่งอีกเลยชั่วชีวิต

แม่ไม่มีชีวิตอยู่นานพอที่จะเห็นลูกคนเล็กกลายเป็นแม่พระของคนทุกข์ยาก และมีชื่อเสียงก้องโลก จากผลการอุทิศตนให้แก่ศาสนาและมนุษยชาติ

รวมทั้งผลจากการตัดสินใจยอมสละความสุขส่วนตัวของแม่ เพื่อ ‘ปล่อย’ ให้ลูกได้ทำตามความมุ่งมั่นอันสูงส่งด้วย