โรอัลด์ ดาห์ล

Roald Dahl

ค.ศ. 1916-1990
พ.ศ. 2459-2533

โรอัลด์ ดาห์ล เป็นหนึ่งในนักเขียนหนังสือเด็กที่ได้รับความนิยมที่สุดในศตวรรษที่ 20

เขาเป็นบุตรของเศรษฐีชาวนอร์เวย์ เกิดและเติบโตขึ้นในแคว้นเวลส์ ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนชั้นดีของอังกฤษ แต่ไม่เคยเรียนในมหาวิทยาลัย

โรอัลด์ทำงานให้บริษัทน้ำมันในแอฟริกา ก่อนจะเข้าเป็นนักบินในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาผ่านมาทั้งงานสายลับ ตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารอากาศ ก่อนจะเริ่มเขียนหนังสือหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเขียนบทความ เรื่องสั้น นิยาย บทภาพยนตร์และละคร บทกวี รวมทั้งอัตชีวประวัติด้วย

แต่เขาโด่งดังที่สุดจากการเขียนหนังสือเด็กเช่น ‘ชาร์ลีและโรงงานช็อกโกแลต’ ‘เจมส์และลูกพีชยักษ์’ ‘มาทิลดา’ และ ‘แม่มด’ เป็นต้น หนังสือของเขากลายเป็นภาพยนตร์และละครหลายเรื่อง

วันเยาว์…

พ่อแม่พี่น้องเรียกเขาว่า “รู-อัล” ตามวิธีออกเสียงของชาวนอร์เวย์ ไม่ใช่ “โร-อัลด์” อย่างที่แฟนหนังสือเรียกกันทุกวันนี้

เด็กชายรูอัลเติบโตมาในครอบครัวใหญ่ มีพี่ชายหนึ่งคน พี่สาวสามคน ตัวเขาเป็นลูกคนที่สี่ ตามด้วยน้องสาวอีกสองคน

พ่อแม่ของรูอัลเป็นชาวนอร์เวย์ที่ย้ายมาอยู่ในแคว้นเวลส์ อันเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร (ประกอบด้วย อังกฤษ เวลส์ สก็อตแลนด์ และไอร์แลนด์เหนือ) เพราะพ่อมีธุรกิจเกี่ยวกับการเดินเรือ ซึ่งทำเงินให้ครอบครัวอย่างมหาศาล

พูดง่ายๆ คือรูอัลเป็นลูกเศรษฐี

ไม่ใช่แต่โชคดีทางฐานะเท่านั้น รูอัลยังโชคดีที่มีพ่อแม่ซึ่งรักกัน และมอบความรักให้ลูกทุกคนอย่างมากมาย

นอกจากจะมีบ้านโก้ในตัวเมืองแล้ว ครอบครัวดาห์ลยังมีบ้านใหญ่ในชนบท หนูน้อยรูอัลและพี่น้องมีความสุขที่ฟาร์มแห่งนี้ ได้วิ่งเล่นใกล้ชิดกับธรรมชาติ และสัตว์ต่างๆ

แต่ความสุขที่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัวมีได้ไม่นาน พี่สาวคนที่สามและพ่อเสียชีวิตไปในเวลาไล่ๆ กันเมื่อรูอัลมีอายุได้เพียงสี่ขวบ แม่ซึ่งเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง ไม่ยอมให้ความสูญเสียมาทำให้ชีวิตโศกเศร้า แต่กลับเลี้ยงดูลูกๆ (รวมทั้งน้องสาวของรูอัลที่เกิดไม่กี่เดือนหลังพ่อตาย) อย่างสุดความสามารถ

ฐานะของครอบครัวยังมั่นคงเช่นเดิม แม่จึงพาลูกๆ นั่งเรือกลับไปเยี่ยมญาติที่นอร์เวย์ทุกปี เหมือนเช่นที่เคยทำเมื่อสมัยพ่อยังมีชีวิตอยู่

เด็กๆ ซึ่งพูดภาษานอร์วีเจียนอย่างแคล่วคล่องในบ้านอยู่แล้ว สนุกสนานกับการได้กลับไปนอร์เวย์ ได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างไปจากอังกฤษ ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีรวมทั้งอาหาร ขนมและไอศกรีมของนอร์เวย์ที่หนูน้อยรูอัลชอบนักหนา

แต่สิ่งซึ่งเขาถูกใจที่สุดคือนิทานที่ตา (ซึ่งรูอัลเรียกว่า Bestepapa) และยาย (Bestemama) เล่าให้ฟัง

นอร์เวย์ซึ่งอยู่ตอนเหนือของดินแดนสแกนดิเนเวีย (ประกอบด้วยนอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก และไอซ์แลนด์) เป็น ‘บ้าน’ ของพวกไวกิ้งซึ่งเป็นทั้งโจรสลัดและนักรบฝีมือเยี่ยมในอดีต ความเชื่อในเทพเจ้า รวมทั้งภูตผีปีศาจจึงมีปรากฏอยู่ในนิทาน และเรื่องเล่าต่างๆ อย่างครบครัน

ในวัยชรา โรอัลด์ ดาห์ลเคยให้สัมภาษณ์ว่า สมัยเป็นเด็กเวลาที่ฟังตายายเล่านิทานนั้น เขาจะ “all ears” คือฟังอย่างตั้งอกตั้งใจที่สุด แถมยังจดจำได้ดีทุกเรื่องและทุกชื่อตัวละครแปลกๆ ในเรื่องราวเหล่านั้น

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นิทานของตายายจะมีส่วนสร้างจินตนาการให้เด็กชายรูอัลอย่างมหาศาล

พอได้เวลาโรงเรียนเปิด รูอัลและพี่น้องต้องจำใจจากตายายกลับไปเรียนหนังสือ แม่ไม่ยอมย้ายกลับไปอยู่นอร์เวย์ เพราะพ่อสั่งไว้ก่อนตายว่าต้องให้ลูกๆ ได้เรียนในอังกฤษ ซึ่งเป็นแหล่งที่ให้การศึกษาได้ดีที่สุดในสายตาของพ่อ

รูอัลเข้าเรียนชั้นประถมใกล้ๆ บ้าน เขามีประวัติเสียที่โรงเรียนนี้ เพราะเคยเอาหนูตายไปใส่ในขวดลูกอมที่ร้านขายขนม ซึ่งมีเจ้าของเป็น “ยายแก่งั่ก สุด(หน้า)งอ สุดงก” ในสายตาของเด็กชายรูอัลและเพื่อนๆ ปฏิบัติการพิเศษครั้งนั้น ทำให้รูอัลถูกครูใหญ่ตีต่อหน้าเจ้าของร้านขนม (หลายสิบปีต่อมา โรอัลด์ ดาห์ลยอมรับอย่างเปิดเผยว่า เขาใช้หญิงชราผู้นี้เป็น ‘รากฐาน’ สร้างแม่มดในหนังสือของเขา)

ในขณะที่แม่ชาวอังกฤษส่วนใหญ่ในสมัยนั้น ยอมให้ครูเฆี่ยนตีลูกของตนตามสบาย แม่ของรูอัลโกรธมากที่ครูเฆี่ยนลูกชาย แม้จะรู้ว่ารูอัลเป็นเด็กที่ซนร้ายกาจ และชอบเล่นแผลงๆ อยู่เสมอ แต่แม่ก็ไม่ชอบให้ใครมาตีลูก จึงย้ายรูอัลไปอยู่โรงเรียนประจำชั้นดีในอังกฤษอีกแห่งหนึ่ง

สิ่งที่แม่ไม่รู้คือ โรงเรียนแห่งใหม่นี้ก็เต็มไปด้วยครูโหดๆ ที่สร้างกฎเหี้ยมๆ สารพัด สำหรับบีบบังคับนักเรียนที่อยู่ห่างไกลพ่อแม่

อยู่ได้ไม่นานรูอัลแกล้งป่วยเพื่อให้ได้กลับบ้าน เขารู้อาการของโรคไส้ติ่งอักเสบดี เพราะเคยเห็นพี่สาวเป็น จึงหลอกครูได้สนิท ทางโรงเรียนรีบส่งเขากลับบ้าน หมอประจำบ้านรู้ทันแต่สงสารรูอัล จึงบอกแม่ว่าเขาเป็นกระเพาะอักเสบอยู่บ้านสักสองสามวันก็หาย แต่คุณหมอแอบให้รูอัลสัญญาว่าจะไม่โกหกอย่างนี้ซ้ำสอง

ไม่ช้าเด็กชายรูอัลก็ต้องกลับไปทนทุกข์ที่โรงเรียนอีกครั้ง

แต่ในโรงเรียนโหดแห่งนี้ก็ยังมีครูดีอยู่บ้างเหมือนกัน ครูผู้หญิงซึ่งสอนวรรณคดีอังกฤษ นำหนังสือชั้นยอดมาอ่านให้เด็กๆ ฟัง แถมยังเล่าเรื่องราวชีวิตของบรรดานักเขียนให้ฟังเป็นของแถมด้วย รูอัลสนุกกับวิธีสอนของครูจนกระทั่งเริ่มรักการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ

นอกจากการอ่านแล้ว สิ่งหนึ่งที่รูอัลได้ฝึกฝนอย่างมากคือการเขียน

ทางโรงเรียนบังคับให้นักเรียนเขียนจดหมายถึงทางครอบครัวทุกสัปดาห์ รูอัลและเพื่อนๆ อยากเล่าให้พ่อแม่ฟังถึงความดุร้ายของครูและสภาพความเป็นอยู่ที่แย่ของโรงเรียน แต่เล่าไม่ได้ เพราะครูจะคอยเดินอ่านจดหมายในระหว่างที่เขียน รูอัลจึง ‘แต่ง’ เรื่องดีๆ ต่างๆ ขึ้นมาเอง เพื่อให้ครูถูกใจและให้แม่สบายใจ จดหมายของเขายืดยาวและสนุกสนานเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ชวนให้ใครๆ คิดว่าเขาคงมีความสุขมากเวลาอยู่โรงเรียน (อีกหลายสิบปีต่อมา เมื่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว รูอัลจึงพบว่าแม่เก็บจดหมายจากเขาทุกฉบับไว้อย่างดี)

พอรูอัลขึ้นมัธยม แม่ก็ส่งไปที่โรงเรียนชั้นดีอีกแห่งหนึ่ง ที่นี่รูอัลต้องคอยรับใช้นักเรียนโตๆ เพราะโรงเรียนมีกฎให้รุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง และมีสิทธิเฆี่ยนรุ่นน้องได้หากทำอะไรไม่ถูกใจ พวกรุ่นน้องจึงต้องคอยวิ่งรับใช้รุ่นพี่ราวกับเป็นทาส และเพราะอังกฤษเป็นเมืองหนาว หน้าที่หนึ่งของรูอัลและเพื่อนๆ คือตื่นแต่มืดไปนั่งบนโถส้วมจนอุ่นดี เพื่อรุ่นพี่จะได้ไม่เย็นก้นเวลามานั่งอึในตอนเช้า

ครูที่นี่นิยมการเฆี่ยนตีเด็กไม่แพ้ที่โรงเรียนเก่า ครูใหญ่ซึ่งดุเหมือนเสือชอบทำหน้าที่เฆี่ยนเอง โดยให้เด็กถอดกางเกงเพื่อก้นจะได้รับแรงไม้โดยตรง เมื่อเฆี่ยนจนเลือดออกแล้วจึงอนุญาตให้ไปเช็ดเลือดก่อนนุ่งกางเกง

รูอัลซึ่งเกลียดกลัวการถูกลงโทษ ไม่ค่อยมีความสุขเวลาอยู่โรงเรียน และคิดถึงบ้านตลอดเวลา คะแนนเรียนของเขาจึงต่ำอย่างสม่ำเสมอ แม้กระทั่งคะแนนภาษาอังกฤษของเขาก็ยังแย่

โรอัลด์ ดาห์ล เคยให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า หากมีใครไปบอกครูภาษาอังกฤษของเด็กชายรูอัลรู้ว่า วันหนึ่งเขาจะกลายเป็นนักเขียนอาชีพที่มีรายได้สูง ครูคงไม่มีวันเชื่อ

มีอยู่อย่างเดียวที่เด็กชายรูอัลทำได้ดีคือการเล่นกีฬา เขาเก่งเกือบทุกอย่าง ทั้งฟุตบอล ฮอกกี้และชกมวย ร่างกายสูงใหญ่ตามแบบชาวนอร์เวย์ก็มีส่วนช่วยให้เขาเล่นกีฬาได้ดีด้วย

โรงเรียนมัธยมของรูอัลอยู่ใกล้กับโรงงาน Cadbury ซึ่งมีชื่อเสียงในการผลิตช็อกโกแลต โรงงานแห่งนี้จะส่งช็อกโกแลตแบบใหม่ๆ ให้เด็กๆ ชิม และให้เขียนวิจารณ์รสชาติ รูอัลซึ่งชอบช็อกโกแลตเป็นชีวิตจิตใจจะดีใจมากทุกครั้งที่ได้รับ เขาตั้งอกตั้งใจเขียนความเห็นให้โรงงานแคดเบอรี่ยิ่งกว่าเวลาทำการบ้านหลายเท่า

ประสบการณ์นี้ ทำให้รูอัลเขียนหนังสือเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory ในภายหลัง ชาลีและโรงงานช็อกโกแลตกลายเป็นหนังสือขายดี แถมยังมีผู้นำไปสร้างเป็นละคร และภาพยนตร์หลายครั้ง

ถึงเรียนไม่ดี แต่รูอัลก็เรียนจบมัธยมจนได้ เขาตัดสินใจไม่เข้ามหาวิทยาลัย แต่ไปทำงานให้บริษัทน้ำมันแทน รูอัลผ่านงานน่าสนใจหลายอย่างก่อนที่จะเป็นนักเขียนเต็มตัว เขาเป็นมาแล้วทั้งทหาร นักบิน สายลับ แต่ ‘โรอัลด์ ดาห์ล’ ยืนยันว่าสิ่งที่ทำให้รูอัลประสบความสำเร็จในชีวิต คือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งดีและร้ายที่เขาได้รับในวันเยาว์ของเขานั่นเอง