โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน

Robert Louis Stevenson

ค.ศ. 1850-1894
พ.ศ. 2393-2437

นักประพันธ์ชาวสก็อตที่เลื่องชื่อในศตวรรษที่ 19 แต่ยังคงเป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านทั้งเด็กและผู้ใหญ่มาจนทุกวันนี้ เพราะผลงานเขียนอันเป็นคลาสสิกอย่างนิยายเรื่อง ‘เกาะมหาสมบัติ’ Treasure Island, Kidnapped และ The Strange Case of Dr. Jekyll and Mr. Hyde เรื่องราวของนายแพทย์เจเคิลล์ผู้แสนดีและนายไฮด์ตัวร้าย ซึ่งได้ถูกยกย่องว่าเป็นงานวรรณกรรมเรื่องแรกๆ ของโลกที่แสดงการต่อสู้ระหว่างอำนาจฝ่ายสูงและฝ่ายต่ำในตัวมนุษย์เชิงจิตวิทยา

นอกจากผลงานสร้างสรรค์นิยายที่เป็นเลิศแล้ว เขายังมีฝีมือในด้านร้อยกรองอีกด้วย

วันเยาว์…

พ่อกับแม่ให้ชื่อเขาในสูติบัตรว่า Robert Louis Balfour Stevenson แต่เรียกเขาด้วยชื่อกลางว่า “Louis” ซึ่งออกเสียงจริงๆ ว่า “ลิว-อิส”

ตั้งแต่เกิด หนูน้อยหลุยส์ป่วยออดแอด สามวันดีสี่วันไข้อยู่เกือบตลอดเวลา

พ่อกับแม่รักและเป็นห่วงลูกคนเดียวอย่างที่สุด จึงตั้งใจเลือกเฟ้นคนเลี้ยงลูก เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้คนที่รักเด็กจริงๆ มาช่วยดูแลหลุยส์

เป็นโชคของพ่อแม่ที่ได้หญิงอารมณ์ดีชื่ออลิสัน คันนิงแฮมมาเป็นพี่เลี้ยงลูก

แต่คนโชคดีที่สุดเป็นตัวเด็กชายหลุยส์เอง เพราะนอกจากนางอลิสันจะมีความสามารถในการดูแลเด็กและคนป่วยแล้ว เธอยังเป็นนักอ่านและนักเล่านิทานชั้นเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นนิทานเก่าแก่ หรือวรรณกรรมเยาวชนซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี หรือแม้กระทั่งนิทานที่เธอแต่งขึ้นเองสดๆ ก็ล้วนช่วยให้หลุยส์น้อยเพลิดเพลิน และไม่เศร้าซึมทั้งๆ ที่ป่วย

ความเป็นเด็กไม่แข็งแรง ทำให้หลุยส์ไปโรงเรียนไม่ค่อยได้ เขาเรียนหนังสืออยู่กับบ้าน นอกเหนือจากครูพิเศษแล้ว เขาได้แม่และพี่เลี้ยง (ซึ่งเขาเรียกว่า “คัมมี่”) เป็นผู้สอน

คัมมี่มีวิธีสอนที่ชาญฉลาด เธอชวนหลุยส์แต่งนิทาน โดยใช้ตุ๊กตาของเล่นต่างๆ เป็นตัวแสดง บางครั้งเป็นเรื่องราวจากจินตนาการ บางครั้งเป็นเรื่องราวจากหนังสือประวัติศาสตร์ เธอชวนหลุยส์แต่งบทกลอนและเพลงประกอบด้วย

หลุยส์น้อยกลายเป็นนักเขียนและกวีไปโดยไม่รู้ตัว เขาเริ่มมี ‘ผลงาน’ ก่อนที่จะเขียนหนังสือเป็นเสียด้วยซ้ำ เพราะอย่างนี้ การที่ต้องอยู่บ้านเนื่องจากสุขภาพอ่อนแอจึงไม่ทำให้หลุยส์เดือดร้อนเลย

ในวันหยุดหลุยส์จะมีญาติอายุไล่ๆ กันมาเล่นด้วย เด็กอื่นๆ ชอบละครและนิทานของหลุยส์มาก จนทำให้หลุยส์ภูมิใจในการเป็น ‘นักเล่า’ ของเขา (หลายสิบปีต่อมา ในช่วงหลังของชีวิต เมื่อโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสันไปอาศัยอยู่ที่เกาะซามัว ชาวเกาะซึ่งรักเขามาก เรียกเขาว่า ‘ตูสิตาลา’ หรือ ‘นักเล่านิทาน’)

พ่อก็ภาคภูมิใจในความเป็นนักเล่าของหลุยส์อย่างที่สุด พ่อถึงกับออกค่าใช้จ่ายตีพิมพ์ผลงานชิ้นแรกของหลุยส์เองเมื่อหลุยส์อายุ 16 ปี แต่ในขณะเดียวกัน พ่อก็พยายามโน้มน้าวให้หลุยส์เรียนวิศวกรรม เพื่อที่จะได้โตขึ้นเป็นวิศวกรอย่างพ่อและปู่

พ่อและปู่ของหลุยส์มีชื่อเสียงในการสร้างประภาคาร อันมีความสำคัญยิ่งสำหรับประเทศอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าทะเลในสมัยนั้น แต่นี่หมายถึงว่าพ่อจะต้องเดินทางไปดูแลการก่อสร้างตามที่ต่างๆ เป็นเวลานานๆ หลุยส์จึงอยู่กับแม่และพี่เลี้ยงเป็นส่วนใหญ่

ถึงจะมีเวลาอยู่กับหลุยส์น้อยมาก แต่พ่อก็ถ่ายทอดความรักทะเลของพ่อและปู่มาสู่หลุยส์อย่างเต็มเปี่ยม เรื่องราวของการเดินทางในทะเล ลักษณะและธรรมชาติของทะเล รวมทั้งบรรดา ‘ชาวเล’ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชาวประมง คนเดินเรือ หรือแม้กระทั่งเหล่าโจรสลัดที่พ่อเล่าหลุยส์น้อยให้ฟัง ล้วนจะกลายเป็นชิ้นส่วนที่ต่อเติมงานเขียนของโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน ให้ยิ่งใหญ่ในอนาคต

ตั้งแต่เขียนหนังสือได้ ดูเหมือนหลุยส์จะไม่เคยหยุดเขียนเลย หากไม่เขียนเรื่องจากจินตนาการ หลุยส์จะบันทึกเรื่องราวประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ไปเที่ยวตามประเทศต่างๆ กับครอบครัว

พี่เลี้ยงคัมมี่คอยช่วยดูให้หลุยส์เขียนและจดบันทึก รวมทั้งวาดรูปประกอบด้วย เธอเก็บสมุดต่างๆ ที่หลุยส์เขียนไว้เป็นอย่างดี และเรียกมันว่า “หนังสือที่หลุยส์เขียน” แทนที่จะเห็นว่าเป็นแค่สมุดที่เด็กคนหนึ่งใช้เขียนอะไรเล่น

หลุยส์รักคัมมี่มาก และนับว่าเธอเป็นคนที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เขากลายเป็นนักเขียน เมื่อหลุยส์กลายเป็นนักเขียนมีชื่อเสียง และเป็นที่รักของบรรดานักอ่านในสหราชอาณาจักร คัมมี่ก็กลายเป็นคนดังไปด้วย

แม้จะเป็นเด็กอ่อนแอ แต่ชีวิตวัยเด็กของหลุยส์มีความสุขดีเพราะแวดล้อมไปด้วยบุคคลที่รักเขา และถือว่าเขาเป็นคนพิเศษในชีวิต

ความทุกข์เรื่องเดียวของหลุยส์ คือการไปโรงเรียน เขาไม่ชอบความเข้มงวดของครูยุคควีนวิกตอเรีย ซึ่งน่าเห็นใจ เพราะเป็นที่รู้กันว่าโรงเรียนในสหราชอาณาจักรยุคนั้น ‘สุดโหด’ สถานศึกษาต่างๆ เชื่อว่า ความเข้มงวด และการทำโทษหนักๆ จะช่วยให้เด็กเรียนได้ดี

เด็กหน้าตาโรยๆ ตัวเล็กและผอมบางอย่างหลุยส์ เป็นเป้าสำหรับครูและเพื่อนร่วมโรงเรียน ครูไม่ชอบเด็กช่างฝัน ที่ชอบคิดเรื่องเพ้อเจ้อ มากกว่าที่จะฟังครู ส่วนเพื่อนๆ นั้น หากไม่เบื่อขี้หน้า ก็ชอบรังแกเด็กหย็องกรอดที่ไม่มีทางสู้

เพื่อนที่รู้คุณสมบัติความเป็นนักเล่าเท่านั้น ที่จะชอบหลุยส์

แต่ถึงกระนั้นหลุยส์ก็กัดฟันเรียน

ในวัย 17 หลุยส์เข้ามหาวิทยาลัยแห่งเอดินบะระ เพื่อเรียนวิศวกรรมศาสตร์อย่างที่สัญญากับพ่อไว้ ใครๆ ในครอบครัวก็ดีใจที่หลุยส์ได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยทรงเกียรติอายุหลายร้อยปีแห่งนี้

ยกเว้นหลุยส์

เขาไม่ชอบเรียนวิศวฯ สิ่งเดียวที่พอเข้าท่าในสายตาหลุยส์ คือการที่ได้ไปทัศนศึกษาตามแถบชายฝั่งทะเลที่เขารัก หลุยส์ไม่เบื่อที่จะสังเกตความเป็นไปและจดลงสมุดบันทึกเหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่ยังเล็กๆ

หลังจากทนเรียนวิศวฯ ไปได้สามปี หลุยส์ก็ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง โดยขอย้ายไปเรียนนิติศาสตร์แทน แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ทิ้งการศึกษาในมหาวิทยาลัย ออกเดินทางท่องเที่ยวไป และทำตามความปรารถนาที่มีมาตั้งแต่เด็ก

หลุยส์กลายเป็นนักเขียน

หรือ—จะเรียกให้ถูก–คือหลุยส์กลับไปเป็นนักเขียนเต็มตัว เหมือนที่หลุยส์น้อยเป็นมาแล้วในอดีต

โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสันอาจอธิบายว่า คัมมี่และบิดา-มารดาเป็นผู้สนับสนุนให้เขากลายเป็นนักเขียน

แต่หลายคนอาจสรุปง่ายๆ ว่า… ฟ้าลิขิต