สตีวี วอนเดอร์
Stevie Wonder
ค.ศ. 1950-
พ.ศ. 2493-
นักดนตรีและนักแต่งเพลงอเมริกันดำ ดาวเด่นแห่งดนตรีป๊อปของศตวรรษที่ 20
สตีวีตาบอดแต่แรกเกิด หากมีพรสวรรค์ทางดนตรี เล่นดนตรีได้ทุกชนิดโดยไม่มีใครสอน
เมื่ออายุได้เพียง 12 ปี เพลงที่เขาร้องก็กลายเป็นฮิตอันดับหนึ่งไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้สมญาว่า ‘Little Stevie Wonder’ หรือ สตีวีน้อยผู้น่าอัศจรรย์
เพลงจากการร้องและการประพันธ์ของสตีวียังอยู่ในใจนักฟังเพลงชาวไทยหลายรุ่น เช่น
My Cherie Amour
You are the Sunshine of My Life
และ
I Just Called to Say I Love You ซึ่งได้รางวัลออสการ์ในปี ค.ศ. 1984
ในเส้นทางถนนดนตรี สตีวีได้รางวัลมาแล้วทุกชนิด เมื่อปี ค.ศ. 1974 เขาเคยกวาดแกรมมีถึงหกรางวัลคนเดียว ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน ชื่อของเขาจึงเป็นหนึ่งอยู่ในหอเกียรติยศของดนตรีป๊อป
วันเยาว์…
ทารกน้อยที่ชื่อ Steveland Morris เกิดก่อนกำหนด
แพทย์ที่โรงพยาบาลในรัฐมิชิแกนต้องรีบนำทารกซึ่งตัวอ่อนเปลี้ยเข้าไปไว้ในตู้อบที่เรียกว่า อินคิวเบเตอร์ (incubator) เพื่อให้ได้ออกซิเจนเพียงพอ
สมัยนั้นอินคิวเบเตอร์ยังเป็นของใหม่ แม้แต่แพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ตระหนักว่า ออกซิเจนปริมาณสูงๆ สามารถทำลายดวงตาทารกได้ กว่าแพทย์จะเห็นว่าเด็กชาย สตีฟแลนด์ มอร์ริส แข็งแรงพอที่จะออกจากอินคิวเบเตอร์ได้ ตาหนูน้อยก็บอดสนิทไปแล้วทั้งสองข้าง
แม้ตาจะบอดสนิท แต่หนูน้อยสตีวีก็เติบโตแข็งแรงเหมือนเด็กธรรมดา เขาฉลาด ช่างเล่น และซนชนิดมหากาฬ ไต่เดียะๆ ขึ้นต้นไม้ได้เร็วกว่าเพื่อนๆ ตาดีเสียด้วยซ้ำ
เด็กตาบอดซนๆ สร้างความปวดหัวให้พ่อแม่มากกว่าเด็กธรรมดา เพราะต้องคอยระวังไม่ให้เป็นอันตราย พ่อแม่ของสตีวีซึ่งยากจน ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวอยู่แล้ว จึงเครียดเอาการกับลูกคนนี้
วิธีที่จะทำให้สตีวีหยุดซน คือให้ฟังดนตรี หนูน้อยจะเอียงคอฟังอย่างตั้งใจ และอยู่นิ่งได้ครั้งละนานๆ
อัฟริกัน-อเมริกันส่วนใหญ่รักและมีความสามารถทางดนตรีอยู่แล้ว ญาติๆ และเพื่อนบ้านของสตีวีก็เป็นเช่นนั้น รอบตัวของหนูน้อยสตีวีจึงคึกคักไปด้วยเสียงดนตรีตามแบบฉบับของคนผิวดำ
เมื่อสตีวีได้ยินผู้ใหญ่เล่นดนตรี เขาจะต้องตรงเข้าไปขอจับและลูบคลำเครื่องดนตรีชิ้นนั้นอย่างสนใจ แถมยังพยายามเล่นให้เป็นเพลงได้สำเร็จทุกครั้งด้วย
ใครๆ จึงพากันเอ็นดูและเห็นตรงกันว่าเจ้าหนูมีพรสวรรค์
ลุงเป็นคนแรกที่ซื้อหีบเพลงปากมาให้หลานตาบอดเล่น สตีวีซึ่งตอนนั้นอายุแค่สาม-สี่ขวบเป่าได้พริ้งพราวภายในวันเดียว ลุงชอบใจมาก จึงไปซื้อกลองเด็กเล่นมาให้อีกชุดหนึ่ง สตีวีตีได้ราวกับนักกลองอาชีพ เจ้ากลองใบน้อยๆ เลยยับคามือไปจนลุงต้องซื้อให้ใหม่อีก
พวกสมาชิกสโมสรไลออนส์ใกล้บ้านเห็นฝีมือเจ้าหนูเข้า ถึงกับรวมเงินกันซื้อกลองชุดจริงให้เป็นของขวัญคริสต์มาส
เปียโนสตีวีก็ชอบ แต่แพงเกินกว่าที่ลุงหรือพ่อแม่จะซื้อให้ได้ เขาจึงไปขอคนข้างบ้านเล่น เพื่อนบ้านคนนั้นประทับใจฝีมือเจ้าหนูถึงขนาดยกเปียโนให้เลยเมื่อตอนย้ายจากไป
พ่อแม่หย่ากันตั้งแต่สตีวียังเด็ก แม่พาเขาย้ายไปอยู่เมืองดีทรอยต์ ที่ซึ่งแม่ไปได้งานในโรงงานรมควันปลา และได้พบกับผู้ชายคนใหม่ในชีวิต
การมีพ่อเลี้ยงไม่ทำให้ชีวิตสตีวีเปลี่ยนแปลงมากนัก เขายังเล่นดนตรีต่อไปไม่หยุดยั้ง เขาเริ่มมี ‘แฟน’ ซึ่งมาขอฟังฝีมือ และพวกนักดนตรีที่รู้กิตติศัพท์แล้วมาขอเล่นด้วย
ไม่ใช่แต่จะมีความสามารถทางดนตรีเท่านั้น เสียงร้องเพลงของสตีวีก็น่าฟัง จนหลวงพ่อมาชวนให้เป็นนักร้องนำในโบสถ์ตั้งแต่อายุได้เก้าปี แต่ไม่นานหลวงพ่อก็ไล่สตีวีออก เพราะเขาชวนเพื่อนๆ ในคอรัสประสานเสียงร้องเพลงร็อก ซึ่งหลวงพ่อทนฟังไม่ไหว
แต่ถึงตอนนี้ชื่อเสียงและความพิเศษของสตีวีขจรขจายไปมาก คล้ายกันกับเรย์ ชาร์ลส์ นักดนตรีตาบอดผิวดำอีกคนหนึ่งที่มีอายุขนาดเป็นพ่อของสตีวีได้ บริษัทแผ่นเสียงโมทาวน์จึงรีบส่งโปรดิวเซอร์มาเซ็นสัญญากับสตีวีซึ่งมีอายุเพียง 11 ปีก่อนที่บริษัทอื่นจะมาตัดหน้าไป
โมทาวน์ขนานนามเขาตรงกับความเป็นจริงว่า ‘Little Stevie Wonder’ หรือ สตีวีน้อยผู้น่าอัศจรรย์
สตีวีมีเพลงฮิตขึ้นอันดับหนึ่งตั้งแต่อายุ 12 ปี จากนั้นเขาก็มีเพลงดังติดต่อกันปีแล้วปีเล่าไม่ขาดสาย
เมื่อสตีวีน้อยกลายเป็นศิลปินใหญ่ เติบโตจนสูงเกินหกฟุต โมทาวน์จำใจปลดคำว่า ‘Little’ ออกไปจากหน้าชื่อเขา
ส่วน ‘Wonder’ นั้นต้องเก็บไว้ เพราะถึงอย่างไรเขาก็ยังเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของวงการเพลงป๊อปไม่รู้วาย