โธมัส อัลวา เอดิสัน

Thomas Alva Edison

ค.ศ. 1847-1931
พ.ศ. 2390–2474

นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอเมริกันเชื้อสายดัตช์ ผู้มีชื่อสมญานามว่า ‘พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ค’ หรือ The Wizard of Menlo Park

เขามีผลงานการประดิษฐ์นับพัน แต่งานที่สำคัญที่สุดคือการประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า (ค.ศ. 1879) ไมโครโฟน เครื่องบันทึกเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมในความก้าวหน้าของโทรศัพท์ เครื่องถ่ายและฉายภาพยนตร์ รวมทั้งแบตเตอรีอีกด้วย

คนยกย่องว่าเขาเป็นอัจฉริยะ แต่เอดิสันเชื่อว่าอัจฉริยะนั้น “1% มาจากแรงบันดาลใจ อีก 99% มาจากหยดเหงื่อแรงงาน” (Genius is one percent inspiration and ninety-nine percent perspiration.)

วันเยาว์…

พ่อแม่ไม่ได้เรียกเขาว่า ‘ทอม’ ซึ่งเป็นชื่อเล่นของ ‘โธมัส’ แต่เรียกว่า ‘อัล’ ตามชื่อกลาง ซึ่งตั้งตามชื่อเพื่อนสนิทของพ่อ

เขายังมีชื่อเล่นว่า ‘กล่องคำถามน้อย’ (Little Question Box) ด้วย เพราะเจ้าหนูอัลช่างสงสัยใคร่รู้ไปเสียหมด เขาจะมีคำถามให้พ่อกับแม่และพี่ๆ ทั้งหกคนตลอดเวลา แถมยังเป็นเด็กช่างรื้อ ช่างค้น ซุกซนเป็นที่สุด

ขนาดวัยแค่สี่ขวบเขายังเกือบจมน้ำตาย เพราะหนีแม่ไป ‘สำรวจ’ เรือที่ท่าน้ำ แต่ทุกคนในบ้านก็รักเจ้าจอมซนสุดท้องคนนี้อยู่ดี

ไม่มีใครนึกว่าอัลจะซนเหลือรับขนาดนี้ เพราะเขาเกิดตอนแม่อายุมากแล้ว จึงเป็นเด็กไม่ค่อยแข็งแรง น้ำหนักน้อย ตัวแห้งๆ หัวก็โตผิดปกติจนน่าตกใจ

เมื่อโตขึ้นอีกนิด ทอมเป็นไข้อีดำอีแดง ป่วยอย่างหนักจนร่างกายอ่อนแอลงไปอีก ทำให้ไปโรงเรียนไม่ได้อยู่หลายปี แถมโรคนี้ยังก่ออาการแทรกซ้อนจนแก้วหูอักเสบ เป็นสาเหตุให้ทอมหูตึงไปตลอดชีวิต

แม่ประคบประหงมลูกชายคนเล็กอยู่กับบ้าน พร้อมๆ กับสอนหนังสือให้ด้วย อัลเป็นเด็กฉลาด อ่านหนังสือออกเร็ว จำแม่น ทำให้แม่ซึ่งเป็นครูเก่าภูมิใจมาก

อัลอยู่บ้านจนแปดขวบ จึงแข็งแรงพอที่จะกลับไปเรียนหนังสือได้ใหม่

ครูยุคโบราณปวดหัวกับอัลมาก เพราะแทนที่จะนั่งเรียนเงียบๆ และเชื่อฟังสิ่งที่ครูพูดเหมือนกับเด็กยุคเดียวกัน อัลผู้ได้ยินอะไรไม่ค่อยถนัดกลับถามโน่นถามนี่ สงสัยไม่ได้หยุด หากเงียบเมื่อไหร่ก็หมายถึงว่าเขากำลังหมกมุ่นกับความคิดของตัวเองจนไม่สนใจสิ่งอื่น

ครูในปัจจุบันอาจเข้าใจว่าทอมเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือไม่ก็มีความสนใจหลากหลาย แต่ครูแผนโบราณของอัลลงความเห็นว่าเขาเป็นเด็กโง่ ไม่เอาไหน และเป็นตัวถ่วงเด็กอื่นๆ ในห้อง

แม่ได้ยินครูพูดแล้วถึงกับเต้นด้วยความโมโห บอกว่าจะเอาลูกกลับบ้านไปสอนเอง ไม่ง้อโรงเรียนก็ได้

แล้วแม่ก็ทำจริงๆ การสอนของแม่ได้ผล อัลกลายเป็นนักอ่านตัวยง แม่ให้เขาอ่านหนังสือสารพัด แม้กระทั่งบทละครของเช็กสเปียร์ แต่ที่อัลสนใจมากที่สุดคือหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ห้องสมุดแถวบ้านมีกี่เล่ม เขาจะขอยืมมาอ่านจนหมด อ่านไปทดลองไปด้วย จนเกิดอุบัติเหตุทำไฟไหม้เสียหลายครั้ง

แม่ระอาถึงกับต้องบังคับให้เอาขวดสารเคมีออกไปให้พ้นบ้าน

เมื่ออัลอายุได้ 12 ปี พ่อทำธุรกิจขาดทุน ฐานะแย่ลง อัลจึงขอออกไปทำงานเพื่อช่วยทางบ้าน

เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กๆ จะทำงานตั้งแต่อายุน้อยๆ

เวลาเขาออกไปทำงานนอกบ้าน ทุกคนเรียกเขาว่า ‘ทอม’ ตามชื่อต้น

งานแรกของทอมคือขายของขบเคี้ยว บุหรี่ และเครื่องดื่มบนรถไฟ เขาไปกับขบวนเช้าตรู่ สุดทางแล้วก็ย้อนกลับมา กว่าจะถึงบ้านก็ค่ำพอดี

แม้งานจะหนักแต่ทอมก็ยังมีแรงทำหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวสั้นๆ ไปขายด้วย ผู้โดยสารสนใจอุดหนุนพอสมควร เพราะสมัยนั้นหนังสือพิมพ์ยังไม่แพร่หลาย

ถึงจะทำงานดี แต่ทอมก็ต้องตกงาน เมื่อสารเคมีที่เขาขนจากบ้านไปแอบไว้ในตู้รถไฟเกิดลุกเป็นไฟขึ้นมา

โชคดีที่พนักงานรับ-ส่งโทรเลขรู้สึกบุญคุณที่ทอมเคยช่วยลูกเล็กๆ ของเขาไม่ให้โดนรถไฟทับ จึงสอนวิธีใช้เครื่องโทรเลขให้

ทอมซึ่งตอนนี้อายุ 15 ปีแล้วเลยมีความรู้ติดตัว ไปสมัครงานตามสำนักงานรับ-ส่งโทรเลขได้ มิหนำซ้ำยังมีความสามารถก้าวไกล ขนาดปรับปรุงเครื่องที่ว่าให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เร็วขึ้น

ทอมเดินทางไปทั่ว ความเก่งทำให้เขาได้งานทำทุกแห่งที่ไป แถมยังได้ท่องเที่ยว ได้พบผู้คน ทำให้มีความคิดกว้างขวาง

พอหนุ่มขึ้นมาอีกหน่อย ทอมก็ได้งานเป็นวิศวกรคุมเครื่องจักร หน้าที่จริงคือคอยดูแลและซ่อมแซม แต่ทอมก็เก่งพอที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรได้อีก

ระหว่างที่ทำงานให้คนอื่น ทอมก็ไม่หยุดค้นคิดประดิษฐ์งานส่วนตัวไปเรื่อยๆ เมื่อเขาขายเครื่องมือในการนับหุ้นให้ตลาดหุ้นได้ ทอมก็มีเงินไปสร้างโรงงานของตัวเองที่ตำบลเมนโล พาร์ค ในรัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา

ในเวลาไม่นาน ทอมก็กลายเป็น ‘พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ค’ ที่ใครๆ รู้จักไปทั่วโลก

ทอมขอบใจความ ‘หูตึง’ ที่เป็นมาตั้งแต่วัยเด็กของเขา เพราะช่วยให้เขามีสมาธิดี เนื่องจากไม่ค่อยได้ยินเสียงรบกวน เขาจึงสามารถคิดอะไรๆ ออกมาได้มากมาย คนเก่ง… มักทำจุดด้อยให้เป็นจุดเด่นได้เสมอ