เซอร์ โธมัส (จอห์นสโตน) ลิปตัน
Sir Thomas (Johnstone) Lipton
ค.ศ. 1850-1931
พ.ศ. 2393-2475
ท่านเซอร์เชื้อสายไอริช-สก็อต ผู้ก่อตั้งบริษัทชา ‘ลิปตัน’ ซึ่งเป็นชาที่แพร่หลายและคนรู้จักดีที่สุดในโลกยี่ห้อหนึ่ง
เซอร์โธมัสเริ่มต้นจากความยากจน และ ‘ตลาดสดคูหาเดียว’ ไปสู่ความเป็นมหาเศรษฐีเจ้าของกิจการค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก
ทรัพย์สินที่เขาอุทิศทั้งเมื่อยังมีชีวิตอยู่และภายหลัง ยังคงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสังคมทั้งด้านการศึกษา และการกีฬา มาจนทุกวันนี้
วันเยาว์…
เด็กชายทอม—ลูกคนเล็กของครอบครัวลิปตัน ถือกำเนิดในสลัมที่กลาสโกว์ เมืองท่าสำคัญของสก็อตแลนด์
พ่อกับแม่ย้ายมาเมื่อเศรษฐกิจไอร์แลนด์ถล่ม เพราะพืชพรรณเกิดโรคระบาด
พ่อทำงานสารพัดเท่าที่จะหาได้ จนในที่สุดก็มีทุนพอเปิดร้านชำเล็กๆ ขายของที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน(ฝรั่ง) เช่น ไข่ หมูแฮม เนย ฯลฯ ซึ่งเป็นของที่พรรคพวกพ่อในไอร์แลนด์ส่งมาให้ช่วยขาย
ทุนน้อย ของก็น้อย คนจนขาย คนจนซื้อ มองไม่เห็นทางก้าวหน้าในชีวิต แต่พ่อก็กัดฟันส่งให้ลูกๆ เรียนหนังสือ จ่ายค่าเล่าเรียนกันอาทิตย์ละครั้ง ขนาดนั้นบางทียังเกือบไม่มีจ่าย
เอาเถอะ… ลำบากยังไงก็ต้องส่งลูกเรียน เป็นธรรมเนียมของชาวสก็อต เพราะเขาเห็นความสำคัญของการศึกษามาตั้งแต่ครั้งกระโน้น
แต่ทอมไม่ชอบโรงเรียน ครูโหดที่มีไม้เรียวติดมือราวกับเป็นนิ้วที่ 11 ไม่ทำให้นึกอยากเรียนด้วย ทอมอยากอยู่บ้านช่วยพ่อแม่ขายของมากกว่า
เขากระตือรือร้นช่วยพ่อแม่ทำทุกอย่างในร้านตั้งแต่อายุน้อยๆ ช่วยทำความสะอาด ช่วยเรียงของ—เอาของใหม่ไว้ด้านใน—ของเก่าไว้ด้านหน้า ลูกค้าจะได้หยิบไปก่อน มิหนำซ้ำยังช่วยแนะนำว่าอันนั้นดี อันนี้อร่อย ลูกค้าบางคนก็รำคาญความช่างพูดของเจ้าหนูทอม แต่คนที่เอ็นดูมีมากกว่า
ทอมสังเกตเองว่า เวลาหยิบไข่ให้ลูกค้าดู มือเล็กๆ ของเขาทำให้ไข่ดูใหญ่ขึ้น แต่มือใหญ่ของพ่อทำให้ไข่ดูลูกเล็กไปถนัดตา ทอมจึงรับหน้าที่โฆษณาไข่ เวลาเขาไปโรงเรียน ทอมบอกว่า แม่ต้องเป็นคนหยิบไข่ให้ลูกค้าดูนะ เพราะมือแม่ก็เล็กเหมือนกัน อย่าให้พ่อหยิบเป็นอันขาด
แต่ไม่ว่าจะพยายามมีเทคนิคในการขายอย่างไร การค้าของพ่อก็เป็นไปในลักษณะแค่พออยู่ได้ คนสก็อต ไอริช หรือคนอังกฤษสมัยนั้นซื้อของเพียงเท่าที่จำเป็น ไม่เคยสนุกสนานกับการ ‘ช้อปปิ้ง’ อย่างคนสมัยนี้
ทอมทนเรียนหนังสืออยู่ถึงอายุเพียง 10 ขวบนิดๆ แล้วก็สารภาพกับพ่อว่าไม่อยากเรียนจริงๆ อยากทำงานมากกว่า พ่อไม่เต็มใจให้ทอมเลิกเรียน แต่ก็รู้อยู่เต็มอกว่า ผลการเรียนของทอมไม่คุ้มกับเวลาและค่าเล่าเรียนที่ต้องเสียไป
ทอมไปได้งานเป็นเด็กรับใช้ประจำโรงพิมพ์ นายจ้างชอบใจที่ทอมฉลาด แคล่วคล่อง และขยัน แต่ก็ให้เงินเดือนน้อยนิด ซึ่งทอมยกให้แม่หมด
หลังจากพี่ชายคนโตเสียชีวิต ทอมก็กลายเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ซึ่งในสมัยนั้นจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว
แม้อายุยังน้อย แต่ทอมก็อาสารับหน้าที่เข็นเกวียนไปขนของจากท่าเรือมาที่ร้าน เพื่อที่พ่อจะได้ไม่ต้องลำบาก ที่ท่าเรือ ทอมได้เรียนรู้ลักษณะการขนส่งอาหาร หีบห่อบรรจุ รวมทั้งการซื้อขายที่ทำกันตรงตลาดท่าเรือด้วย ความรู้ที่ทอมได้ใส่สมองไป จะกลายเป็นประโยชน์สำหรับกิจการค้าอาหารสดในอนาคต
เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย ทอมก็ย้ายไปทำงานที่โรงงานตัดเสื้อเชิ้ต เพราะรายได้ดีกว่า ช่วยพ่อแม่ได้มากกว่า ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็น ‘โรงงานนรก’ มีสภาพอัดแอเหมือนคอกหมู เวลาการทำงานยาวเหยียด 12-14 ชั่วโมง ทำลายสุขภาพคนงานอย่างสาหัส
คาร์ล มาร์กซ์ เจ้าของลัทธิคอมมิวนิสต์เคยใช้โรงงานนี้เป็นตัวอย่างการเอารัดเอาเปรียบของนายทุนต่อชนชั้นกรรมกร ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีทางต่อสู้ป้องกันตัวเองหรือเรียกร้องสิทธิใดๆ จากนายจ้างทั้งสิ้น
แต่ทอมก็ทนทำในโรงงานนรกอย่างไม่ย่อท้อ เมื่อเรียนรู้งานแล้ว ทอมก็ทำได้คล่องและเร็วกว่าเดิม จนเขากล้าขอเงินเดือนขึ้น
เลยถูกไล่ออก
เมื่อแรกทอมคิดว่าเขาโชคร้าย แต่ความจริงกลับกลายเป็นโชคดีสองชั้น เพราะได้พ้นโรงงานนรก และได้งานใหม่เป็นเด็กประจำเคบินเรือ ที่รับส่งผู้โดยสารระหว่างกลาสโกว์กับเมืองเบลฟาสต์ในไอร์แลนด์
ทอมอึดอัดในโรงงานนรกมานาน คราวนี้ได้รับแดด รับลม และไอทะเลอันสดชื่น ได้อยู่บนเรือซึ่งเป็นความรักความฝันของเขามาตั้งแต่จำความได้
สมัยเด็กๆ ทอมเคยสลักเรือจากเศษไม้และใช้แล่นแข่งกับเรือของเพื่อนๆ เขาฝันว่าวันหนึ่งจะได้ท่องเที่ยวทางเรือ ฝันไกลถึงว่าจะได้เป็นเจ้าของเรือเองด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็เป็นจริงไปครึ่งหนึ่งแล้วน่ะ นี่ยังไม่นับที่ได้กินอาหารฟรีอีกสามมื้อ ซึ่งประหยัดให้พ่อแม่ไปได้แยะเลย เพราะแม้จะขายอาหารเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีกินเหลือเฟือ ขนาดจะต้มชาดื่มสักกา แม่ยังคิดแล้วคิดอีก เพราะสมัยนั้นชา (ซึ่งมาจากเมืองจีน) เป็นของหายากและมีราคาแพง
แม่ให้ทอมเก็บเงินเดือนส่วนหนึ่งไว้เอง ทอมตั้งใจว่าจะเอาไว้ซื้อตั๋วเรือไปอเมริกา… โลกใหม่ที่ชนชั้นแรงงานในยุโรป ล้วนฝันที่จะได้ไปก่อร่างสร้างตัวกัน
ครั้นทอมเก็บเงินได้พอดิบพอดีกับค่าตั๋ว เขาก็ถูกไล่ออกจากงานอีกครั้งหนึ่งเพราะปล่อยให้ควันจากตะเกียงไปรมเพดานห้องในเรือ นั่นเป็นสมัยก่อนที่จะมีไฟฟ้าใช้
ทอมฮึดสู้ ถึงมีเงินแค่ค่าตั๋วเรือก็จะไปละ อดอยากยังไงก็จะทน ไปหากินเอาข้างหน้าแล้วกัน
ทีแรกทอม ลิปตัน ตั้งใจจะแอบลงเรือไปอเมริกาโดยไม่ให้พ่อแม่รู้ เพราะไม่อยากต้องเผชิญ ‘ฉากลา’ ตัวทอมจะทนเห็นแม่ที่รักโศกเศร้าได้หรือ
ทอมเคยเห็นมาแล้ว ว่าพ่อแม่บ้านอื่นๆ โศกเศร้ากันแค่ไหนเมื่อลูกๆ จากไปหากินในถิ่นห่างไกลอย่างสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไปแล้วไปลับ ไม่กลับมา เพราะไม่อยากต้องเผชิญกับความยากจนในบ้านเกิดอีก อย่างดีพ่อแม่ก็ได้รับเงินที่ลูกส่งกลับมาให้ อย่างร้ายก็คือเงินก็ไม่ได้ ลูกก็หาย
แต่ผิดคาด… พ่อแม่กลับยอมให้ทอมไปอย่างดี
พ่อปลอบทอมว่าไม่ต้องห่วงทางร้าน พ่อยังดูแลเองได้ ส่วนแม่แม้จะเป็นห่วง แต่ก็ไม่ขัดความต้องการของลูก นอกจากจะพร่ำอวยชัยให้พรแล้ว ยังบอกด้วยว่า แม่เชื่อเต็มหัวใจว่าทอมจะประสบความสำเร็จในชีวิต และจะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี
แม่ขออย่างเดียว คือไม่ให้ไปลับ ให้กลับมาหาแม่บ้าง ซึ่งทอมก็ให้สัญญา
วันรุ่งขึ้นทอมซึ่งมีอายุเพียง 15 ปีก็ลาจากพ่อแม่ไป
การเดินทางง่ายๆ ไม่ต้องขอวีซ่า เพราะสมัยนั้นยังไม่มีวีซ่า ไม่ต้องเดินเรื่องขอไปทำงาน เพราะยังไม่มีข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้นั่งเรือมาถึง ก็เข้าประเทศได้เลย
เรือที่หนุ่มน้อยโธมัสอาศัยเดินทางไปสู่นิวยอร์ก มีสภาพคล้ายโรงงานนรกหน่อยๆ เพราะแออัดด้วยหนุ่มสาวยากจนที่หวังจะไปได้ดีเอาที่อเมริกา
โธมัสเชื่อว่า “โลกใหม่ที่หยาดเหงื่อของเราจะสร้างความร่ำรวยให้แก่เราเอง ไม่ใช่ถูกนายทุนสูบไปหมด”
สี่ปีที่เพิ่งผ่านไป สหรัฐฯ เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างทางเหนือกับทางใต้ ความต้องการแรงงานจากยุโรปลดน้อยลงจนเกือบศูนย์
ปี ค.ศ. 1865 ที่ทอมเดินทางไปนี้ สงครามจบลงพอดี ผู้คนจึงหลั่งไหลไปหางานกันมากมายยิ่งกว่าในช่วงก่อนสงคราม เพราะอเมริกากำลังฟื้นฟูประเทศ กำลังขาดแรงงานของเหล่าคนหนุ่มซึ่งล้มตายไปในการสู้รบ ความต้องการแรงงานจึงมีมาก
ทอมตื่นตาตื่นใจกับเมืองนิวยอร์ก เหมือนกับผู้อพยพทุกๆ คนในเรือ
แม้จะเป็นเมืองใหญ่ เป็นศูนย์กลางแห่งการค้าขาย แต่ในความเป็นจริง นิวยอร์กเมื่อเกือบ 150 ปีมาแล้วยัง ‘เถื่อน’ อยู่มาก กลิ่นจากโรงงานฆ่าสัตว์และโรงงานสบู่ที่อยู่ในเมืองคลุ้งเคล้ากันกับกลิ่นขี้ม้า ซึ่งบรรดาอาชาลากรถทั้งหลายปล่อยกันตามสบายในถนน
บริเวณที่ทอมเช่าห้องราคาถูกอยู่รวมกับเด็กหนุ่มอีกหลายคน เต็มไปด้วยกลาสีขี้เมา โสเภณี และเหล่ามิจฉาชีพ
ทอมเดินสำรวจดินแดนแห่งใหม่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และพบว่าร้านขายของชำซึ่งจำหน่ายอาหารสด-แห้งในถิ่นคนมีเงิน จับตาเขานัก
ร้านในนิวยอร์กแจ่มใส เปิดกว้าง แสงไฟสว่างอย่างไม่กลัวเปลืองแก๊ส อาหารทั้งสดและแห้งถูกจัดเรียงอย่างน่าดู สะอาดสะอ้าน ชวนซื้อยิ่งกว่าร้านในสก็อตแลนด์หรือไอร์แลนด์หลายเท่า คนขายก็มีอัธยาศัย ดูเหมือนจะตั้งใจขายของคุณภาพให้ลูกค้ามากกว่าที่จะขายเอาปริมาณ
ทอมพยายามจะหางานในร้านอย่างนี้ เพราะอยากดูวิธีทำงานของเขา แต่ไปสมัครที่ไหนก็ไม่มีใครรับ คงเป็นเพราะเสื้อผ้ามอมแมมไม่น่าดู ท่าทางยังเด็กนักทั้งๆ ที่ตัวโตแล้ว และเครื่องถ่วงความเจริญที่แท้จริงคือ ทอมไม่ค่อยมีการศึกษา
ปกติคนสก็อตมักได้งานดีกว่าคนเชื้อชาติอื่น เพราะมีการศึกษาดีกว่า แต่ทอมเรียนมาน้อย โอกาสจะได้งานดีจึงน้อยตามไปด้วย
ทอมต้องยอมทำงานทุกชนิดตามแต่จะหาได้ แต่ก็เป็นงานต่ำต้อยที่ได้ค่าจ้างพอแค่อยู่และกินอย่างกระเบียดกระเสียรเต็มที เมื่อมีคนรู้จักมาบอกว่ามีงานทำไร่ยาสูบที่รัฐเวอร์จิเนีย ทอมก็รีบรวบรวมเงินเดินทางไป แม้จะไม่ใช่ชาวไร่ชาวนามาก่อน ไม่มีควา่มรู้เลยว่าเขาทำกันอย่างไร แต่ทอมก็ไม่เกี่ยง
ที่ไร่ยาสูบเขาได้เห็นวิธีการทำไร่ อย่างละเอียด เห็นวิธีการเก็บใบยาด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาคุณภาพของยาสูบ อีกทั้งการตาก การอบที่ต้องละเอียด รอบคอบ และอาศัยความชำนาญ รวมไปถึงการบรรจุหีบห่อซึ่งช่วยให้สินค้าไปถึงที่หมายอย่างไม่ชอกช้ำ
แม้งานจะยาก แต่ทอมตั้งใจทำเต็มที่ ราวกับจะรู้ว่าวันหนึ่งความรู้นี้จะมีประโยชน์ในการทำไร่ชาของเขา
จากไร่ยาสูบ ทอมไปได้ความรู้เรื่องไร่ข้าวที่รัฐเซาท์แคโรไลนา เขาขยันทำงานจนเจ้าของไร่สอนวิธีการทำบัญชีและคุมสินค้าให้ ดูเหมือนทอมจะพยายามทดแทนความด้อยการศึกษา ด้วยความรู้จริงจากการทำงาน เหมือนได้ปริญญาพิเศษติดตัวไว้ แต่ไม่อาจจารึกลงในกระดาษได้อย่างปริญญาทั่วๆ ไป
เมื่อกลับไปนิวยอร์กอีกครั้ง ทอมโตขึ้น คล่องแคล่ว และเปี่ยมประสบการณ์หลายรูปแบบ จึงได้งานในร้านอาหารสด-แห้งที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก เขาได้เรียนรู้ชนิดของสินค้าต่างๆ แหล่งผลิต คุณภาพ ความต้องการของลูกค้า รวมถึงวิธีเรียกให้ลูกค้าสนใจอุดหนุน
ตักตวงความรู้เต็มที่แล้ว ทอมก็ลาจากท่ามกลางความเสียดายของเจ้าของกิจการ
ห้าปีในอเมริกา ทอมทำงาน เก็บประสบการณ์ เก็บเงินเพียงพอแล้วก็พร้อมที่จะกลับบ้านไปปรับปรุงร้านของพ่อให้ดีขึ้น
เขามุ่งหน้ากลับกลาสโกว์ ตามที่ให้สัญญาไว้กับแม่
และในเวลาเพียงไม่กี่ปี แม่ก็จะได้เห็นว่า คำอวยพรที่แม่มอบให้แก่ทอม กลายเป็นความจริง
ทอมจะประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน จะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี และจะเป็นที่รู้จักไปรอบโลกในฐานะท่านเซอร์โธมัสเจ้าของ “ลิปตัน” ชายี่ห้อดัง ที่มีหลายรส หลายรูปแบบ หลายราคา คุณภาพเที่ยงตรงสม่ำเสมอ พร้อมให้ความสุขในการดื่มแก่คนทุกระดับ
ทุกระดับ… เพราะเซอร์โธมัสไม่เคยลืมความเป็นอยู่ของครอบครัวเด็กชายทอมแห่งสลัมในกลาสโกว์… ไม่เคยลืมว่าครั้งหนึ่งแม่ต้องคิดแล้วคิดอีกเมื่อจะดื่มชาสักถ้วย