ทอม แฮงค์ส

Tom Hanks

(ชื่อจริง Thomas Jeffrey Hanks)

ค.ศ. 1956-
พ.ศ. 2499-

นักแสดงอเมริกันผู้มีความสามารถรอบตัว

เขาเป็นนักแสดงระดับรางวัลออสการ์ ที่แสดงภาพยนตร์ได้ทุกรส เป็นดาราค่าตัวสูงสุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฮอลลีวูด ภาพยนตร์ที่เขาแสดงเป็นหนังที่กวาดรายได้สูงแทบทุกเรื่อง

นอกจากความสามารถด้านการแสดง เขายังเป็นผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับภาพยนตร์ นักเขียน นักพากษ์ และมีกิจกรรมในการช่วยเหลือสังคมอีกมากมาย

วันเยาว์…

เด็กชายทอมเกิดและเติบโตในรัฐแคลิฟอร์เนีย

ตั้งแต่เริ่มจำความได้ ทอมต้องย้ายบ้านตลอดเวลา

พ่อมีอาชีพเป็นกุ๊กรับจ้าง ได้งานที่ร้านอาหารที่ไหน ก็มักจะต้องย้ายไปอยู่ใกล้ๆ กับร้านนั้น ส่วนแม่เคยเป็นพนักงานเสิร์ฟ ก่อนที่จะไปได้งานเป็นพนักงานในโรงพยาบาล

พ่อของทอมเป็นคนอเมริกันเชื้อสายไอริช ส่วนแม่เป็นอเมริกันเชื้อสายโปรตุเกส

ทอมเป็นลูกคนที่สาม เขามีพี่ชาย พี่สาว และน้องชายอย่างละหนึ่ง

เมื่อทอมอายุได้แค่สี่ขวบ พ่อกับแม่ก็หย่ากัน พ่อย้ายออกจากบ้าน โดยหอบเอาทอมและพี่ๆ ไปด้วย ส่วนน้องชายซึ่งยังเล็ก แม่เอาไว้เลี้ยงเอง

แม้ว่าจะเป็นผู้ชายที่รักลูก แต่พ่อก็ทำงานหนักจนไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูกๆ ต้องปล่อยให้ดูแลกันเอง พี่ๆ และทอมจึงรู้จักช่วยเหลือตัวเองมาตั้งแต่เล็กๆ ช่วยกันทำสะอาดบ้าน ซักผ้า หาข้าวกินเองตามมีตามเกิด แต่ก็ไม่รู้สึกว่าลำบากอะไร ถือเป็นเรื่องธรรมดา

การ ‘ร่วมด้วยช่วยกัน’ แบบนี้ ทำให้พี่น้องรักกัน เข้าใจกัน ทอมมีพี่ๆ มีส่วนในการสนับสนุนและให้กำลังใจตั้งแต่เล็กไปจนโต

เมื่อว่างจากงาน พ่อจะพาลูกๆ ไปเที่ยวบ้าง ไปเล่นกีฬาบ้าง ครอบครัวมีกิจกรรมร่วมกันเสมอ

แต่ไม่กี่ปีต่อมาพ่อก็หาแม่เลี้ยงมาให้

แม่เลี้ยงเข้ากับทอมและพี่ๆ ได้ฉลุย แต่… โอ้โฮ… เธอมีลูกติดมาห้าคน สองครอบครัวรวมกันแล้วได้ 10 คนพอดี นี่ยังไม่นับญาติและเพื่อนๆ ของแต่ละคนนะ ทอมจึงมีความรู้สึกว่าในบ้านมีคนสักร่วมครึ่งร้อย ตลอดเวลา และแม้เขาจะไม่เคยรู้สึกเหมือนเป็น ‘คนนอก’ แต่ก็ไม่ค่อยจะรู้สึกเป็น ‘คนใน’ เพราะคนมันแยะเหลือเกิน

แต่เมื่อโตขึ้นมา ทอมมองกลับไปว่า ที่อยู่รวมกันแยะๆ และทุกคนต้องช่วยเหลือดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เป็นเรื่องดีเสียอีก เพราะทำให้เป็นผู้ใหญ่ที่คล่องตัว เข้าไหนเข้าได้

ไม่เรื่องมาก

ทอมว่า… คนไม่เรื่องมากน่ะใครๆ ก็ชอบ ลองคิดดูดีๆเถอะ

และในเมื่อคุ้นเคยกับความขาดแคลน ไม่ค่อยจะมีความฟุ่มเฟือยทางวัตถุ ก็ทำให้รู้จักหาความสุขจากสิ่งง่ายๆ ในชีวิต ทอมว่า… คนที่หาความสุขจากสิ่งง่ายๆ ในชีวิตได้นั่นแหละ คือคนที่มีความสุขแท้จริง

ช่วงที่ทอมอยู่ชั้นประถม เขาเปลี่ยนโรงเรียนตามการย้ายของพ่อถึงห้าครั้ง การเปลี่ยนโรงเรียนบ่อยๆ ทำให้ทอมเข้ากับเพื่อนๆ ไม่ค่อยได้ เพราะพอจะเริ่มคุ้นก็ย้ายอีกแล้ว ต้องไปเริ่มทำความรู้จักกับโรงเรียนใหม่ เพื่อนใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร

พ่ออยู่กับสาวลูกติดห้าคนได้ไม่กี่ปีก็เลิก แล้วมาแต่งงานใหม่กับแม่หม้ายอเมริกันเชื้อสายจีนที่มีลูกติดเพียงสามคน ช่วงนี้พ่อเริ่มอยู่เป็นที่ขึ้น

ทอมเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยม เขายังเข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ และรู้สึกว่าเพื่อนๆ กับครูไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขา ซึ่งอาจเป็นเพราะทอมชอบทำตลกบ้าๆ หรือตะโกนเสียงดัง เรียกความสนใจทั้งๆ ที่ตัวเองก็ขี้อาย ตามประสาวัยรุ่นอารมณ์สับสน

ทอมเรียนหนังสือไม่อยู่ในแนวหน้า แต่คะแนนก็ไม่เลว เพราะเขาไม่ใช่เด็กเหลวไหล แต่ถึงกระนั้นคะแนนคำนวณของทอมก็อ่อนอยู่สักหน่อย ครูบอกว่าคะแนนแบบนี้ไม่พอที่จะไปเป็นนักบินอวกาศอย่างที่ทอมหวังไว้หรอก

ตอนนั้นทอมไม่รู้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าเขาจะได้เล่นภาพยนตร์เป็นนักบินอวกาศ แถมยังจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการหาทุนให้นาซ่า องค์การอวกาศของสหรัฐฯ เสียด้วย

ในช่วงมัธยมนี้เอง ที่ทอมเริ่มสนใจการแสดง เรื่องแรกที่เขาได้เล่นที่โรงเรียนเป็นละครจากบทประพันธ์ของวิลเลียม เช็กสเปียร์ นักประพันธ์อังกฤษผู้โด่งดัง

Rawley Farnsworth ครูดราม่าหรือครูสอนการละครของโรงเรียนให้ความกรุณาทอม เพราะเห็นว่าตั้งใจและสนใจการละครอย่างจริงจัง ครูคนนี้เป็นเกย์ ซึ่งไม่ใช่ของธรรมดานักในสมัยที่ทอมเป็นเด็ก แต่เด็กๆ ที่รักการละคร และเห็นความสามารถในการสอนของครู ล้วนแต่รักครูกันทั้งนั้น ทอมถือว่าท่านผู้นี้เป็นครูการแสดงผู้มีพระคุณยิ่งของเขา

นานปีต่อมา เมื่อทอม แฮงค์ส ได้รับรางวัลออสการ์ตัวแรก เขาได้กล่าวขอบคุณครูรอว์ลี่ย์ ฟาร์นสเวิร์ธ บนเวทีด้วยความกตัญญูอย่างสูง นอกจากนี้เขายังใช้ความเป็นดาราใหญ่ของเขา ช่วยต่อสู้เพื่อสิทธิทางกฎหมายของชาวเกย์ตลอดมา ราวกับเป็นวิธีแทนคุณครูอีกรูปแบบหนึ่ง

ในช่วงมัธยมนี้เอง ทอมเริ่มซาบซึ้งกับผลงานละครชั้นเลิศที่ครูเลือกสรรมาสอน เขาพยายามเก็บเงินไว้ดูละครคณะต่างๆ ที่มาแสดงในแคลิฟอร์เนีย

นอกเวลาเรียน ทอมทำงานเป็นพนักงานขนกระเป๋าของโรงแรมฮิลตันแถวๆ บ้าน เพื่อจะได้ไม่ต้องขอเงินพ่อใช้ ในขณะเดียวกันเขาก็เก็บออมไว้ซื้อตั๋วละคร (ตั๋วนักเรียนซึ่งราคาถูก) เขาไปดูคนเดียว ไม่เคยชวนใคร ดูอย่างตั้งอกตั้งใจ ดูการแสดง ฟังบท ดูการใช้แสง-เสียง การจัดฉาก ฯลฯ

เขาตั้งใจเรียนรู้ มากกว่าจะตั้งใจแค่มาดูเพื่อความบันเทิงอย่างคนส่วนใหญ่ ผลงานนักเขียนบทละครดังๆ อย่างเทนเนสซี วิลเลียมส์, เบอร์โทลท์ เบรคท์, เฮนริค อิบเสน ฯลฯ นั้น ทอมจำจนขึ้นใจ

เมื่อเข้าวิทยาลัย ทอมทุ่มเทให้การละครมากกว่าจะสนใจเรียนหนังสือ

ในที่สุดเขาก็ตกลงไปฝึกงานกับคณะละครจากโอไฮโอ ทอมไม่ได้จะมุ่งไปเป็น ‘ดารา’ อย่างเดียว เขายอมตัวเป็น ‘เบ๊’ ทำงานทุกอย่างตั้งแต่ช่วยทำความสะอาด เป็นคนเปิด-ปิดม่าน ยกฉาก จัดเวที จัดแสงสี ฯลฯ แล้วค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นไป

วิธีนี้ทำให้ทอมเรียนรู้ศิลปะทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการแสดง อันจะเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างใหญ่หลวงในอนาคต

สามปีกับการเรียนรู้จากของจริง ทอมได้รางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมของคลิฟแลนด์ แม้จะเป็นรางวัลระดับท้องถิ่น แต่ก็มีคุณค่าพอที่จะเบิกทางแห่งศิลปะการแสดงให้ทอม

เขาตัดสินใจที่จะไม่กลับไปเรียนให้จบมหาวิทยาลัย แต่มุ่งเข้านิวยอร์กไปเป็นนักแสดง ทอมยังจะต้องล้มลุกคลุกคลานอีกระยะหนึ่ง ก่อนจะกลายเป็น ‘ดาราใหญ่’ แต่ทอมไม่เคยหมดกำลังใจ เขาเรียนรู้ถึงความหวังจากบทละครชั้นเลิศต่างๆ ที่ผ่านมา

ทอมสัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าเขาจะมีส่วนในภาพยนตร์ หรือละคร หรือกิจกรรมใดๆ ในชีวิต จะต้องเป็นอะไรที่ให้ความหวังแก่ผู้อื่นเสมอ

เหมือนที่ตัวเขาเคยได้รับความหวังจากสิ่งเหล่านั้นมาแล้วในวันเยาว์