วอลท์ ดิสนีย์

Walt Disney

ค.ศ. 1901-1966
พ.ศ.2444-2509

ผู้สร้างอาณาจักรดิสนีย์การ์ตูนขึ้นในศตวรรษที่ 20

ด้วยความรู้เพียงชั้นมัธยม เขาใช้ความรักในการวาดการ์ตูน บวกกับความมานะอดทน ใช้วิธี ‘ทำไปเรียนไป’ จนกระทั่งกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงการภาพยนตร์การ์ตูน จากนั้นจึงแผ่อาณาเขตไปสร้างภาพยนตร์ธรรมชาติวิทยาเป็นคนแรกๆ ของโลก

ทุกวันนี้ นอกจากภาพยนตร์การ์ตูนแล้ว บริษัทดิสนีย์ยังสร้างภาพยนตร์บันเทิงสำหรับครอบครัว และมีสวนสนุกมหึมาหลายแห่งในโลก ไม่นับธุรกิจตุ๊กตาและของที่ระลึกซึ่งมีมูลค่ามหาศาล

ในช่วงชีวิตของเขา วอลท์ ดิสนีย์ อำนวยการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนซึ่งเป็นที่รักของเด็กทั้งโลกในศตวรรษที่ 20 เช่น สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด เจ้าหญิงนิทรา ซินเดอเรลลา ส่วน ‘พระเอก’ จากการ์ตูนสั้นที่ยังรู้จักกันดี คือ มิคกี้เม้าส์ และ โดนัลดั๊ก

วันเยาว์…

เด็กชายวอลท์ถือกำเนิดที่ตำบลเล็กๆ ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์

หนูน้อยได้ชื่อ Walter ซึ่งแปลว่า ‘แม่ทัพ’ มาจากท่านวอลเทอร์ พารร์ นักเทศน์ประจำวัดใกล้บ้าน ผู้ซึ่งพ่อของเขานับถืออย่างมาก

พ่อซึ่งมีอาชีพเป็นช่างก่อสร้างเป็นคนเคร่งศาสนา และจะดูแลความประพฤติของลูกๆ ทุกคนอย่างเข้มงวด

ในความคิดของพ่อ วิธีทำให้เด็กๆ เติบโตเป็นคนดีคือต้องกำราบเอาไว้ก่อน ต้องดุด่า-เอ็ดว่าเพื่อไม่ให้เด็กเหลิง พี่ชายสามคน ตัววอลท์เอง และน้องสาวคนเล็กเกือบไม่เคยได้ยินคำชมเชย ปลอบโยน หรือแม้กระทั่งขอบใจจากปากพ่อ

ส่วนแม่นั้น แม้จะไม่เข้มงวด แต่แม่เองก็เป็นดังช้างเท้าหลัง ไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรในบ้านซึ่งมีพ่อเป็นจอมเผด็จการ

เมื่อวอลท์อายุได้ไม่กี่ขวบ พ่อเห็นแววว่าต่อไปเมืองชิคาโกจะกลายเป็นแหล่งรวมพวกมิจฉาชีพ จึงย้ายครอบครัวไปทำไร่อยู่ใกล้ๆ พี่ชายและพี่สาวในรัฐมิสซูรี

ที่นี่เด็กชายวอลท์มีความสุขมากกว่าอยู่ในเมือง ลุงและป้าเป็นคนใจดี จึงเป็นที่พักพิงทางใจของเด็กๆ ที่มีพ่อดุดันอย่างวอลท์และพี่น้อง มิหนำซ้ำที่ไร่ยังมีเป็ด ไก่ หมู วัว และนกนานาชนิด อีกทั้งพืชพรรณต่างๆ ซึ่งล้วนแต่น่าสนใจสำหรับเด็กๆ ซึ่งเคยอยู่แต่ในเมือง

วอลท์จดจำช่วงเวลานี้ได้อย่างแม่นยำ เขาสังเกตและเรียนรู้ความเป็นอยู่ของสัตว์ ความเปลี่ยนแปลงของพืช และบรรจุสิ่งที่เห็นไว้ในสมอง-ในหัวใจ

เด็กชายตัวน้อยไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์มหาศาลแก่ตัวเขาเอง… และแก่คนรอบโลกที่จะได้ชมผลงานของเขา

ทันทีที่โตพอจะทำอะไรได้ วอลท์ก็ต้องช่วยงานพ่อและพี่ชาย การให้ข้าวหมูเป็นหนึ่งในงานง่ายๆ และหน้าที่นี้เองที่ทำให้วอลท์ได้กลายเป็นเพื่อนกับ ‘พอร์เกอร์’ เจ้าหมูแสนรู้ที่ช่างเล่น

ความน่ารักต่างๆ ของเจ้าพอร์เกอร์ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของเด็กชายวอลท์ และอีกเกือบ 30 ปีต่อมา วอลท์ ดิสนีย์ ราชาการ์ตูนจะได้นำภาพเหล่านี้ไปใช้ในการ์ตูนสั้นเรื่อง Three Little Pigs หรือ ‘หมูน้อยสามตัว’ ซึ่งจะเป็นการ์ตูนสั้นเรื่องที่สองของเขาที่ได้รับรางวัลออสการ์

วอลท์ชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก

เมื่อเริ่มโตพอที่จะเข้าโรงเรียน เขาพบว่าพอมีกระดาษดินสออยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้นึกอยากจะเขียนหนังสือ แต่อยากใช้กระดาษดินสอนั้นวาดรูปมากกว่า

“กระดาษดินสอไม่ได้มีไว้วาดเล่น” นั่นคือคำขาดของพ่อ

วอลท์เลยใช้ถ่านวาดรูปบนฝาบ้าน เป็นเหตุให้ถูกพ่อและแม่ดุเป็นประจำ

ครั้งหนึ่งเด็กชายวอลท์ทำการใหญ่ขนาดเอาน้ำมันดินมาวาดรูปสัตว์บนกำแพงด้านนอกของบ้านแล้วล้างไม่ออก

พ่อตีวอลท์ซะน่วมเลย

ลุงกับป้าทนดูไม่ได้ เลยซื้อกระดาษและดินสอสีมาให้วอลท์ใช้วาดรูป แต่ก็ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือพอที่จะซื้อให้บ่อยๆ

ความเมตตาซึ่งวอลท์ไม่ได้รับจากพ่อ เขากลับได้รับจากลุงเอ็ดเวิร์ดหรือ ‘ลุงเอ๊ด’ อย่างเต็มเปี่ยม

ลุงตรงข้ามกับพ่ออย่างสิ้นเชิง พ่อแสนเคร่งครัด แต่ลุงนั้นสุดครื้นเครง น่ารัก มองโลกแง่ดี และมีวิธีตักเตือนสั่งสอนอย่างน่าฟัง แทนที่จะใช้อำนาจบาตรใหญ่อย่างพ่อ

ลุงสอนให้วอลท์รักธรรมชาติและรักสัตว์ ลุงว่าสัตว์ก็มีหัวใจและความรู้สึกเหมือนกัน

ความเมตตาของลุงเอ๊ดดูเหมือนจะท่วมท้น แม้แต่สัตว์ก็รู้สึกได้ นกและหนูนาจะมากินอาหารจากมือลุง บางทีแม้กระทั่งนกป่าก็ยังมาเกาะที่บ่าลุง

ดูเหมือนว่าลุงจะทำให้สัตว์ต่างๆ เชื่องได้โดยง่าย

บางครั้งหลานๆ จะแกล้งเรียกลุงเอ๊ดว่า ‘ลุงเอลฟ์’ เพราะลุงเป็นคนตัวเล็ก คำว่า elf ในภาษาอังกฤษหมายถึงเทวดาหรือมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่มีเวทมนตร์ซึ่งอาศัยอยู่ตามป่า ในนิทานพวกเอลฟ์มักเป็นที่รักของสัตว์และพืช บางทีเด็กเล็กๆ ที่ซุกซนก็ถูกเรียกว่าเอลฟ์เช่นกัน

หลายปีต่อมา เมื่อลุงเสียชีวิตไปแล้ว วอลท์จึงโตพอที่จะเข้าใจว่าลุงเอ๊ดไม่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายแลสมอง แต่ความพิการของลุงกลับทำให้ลุงมีสัมผัสพิเศษกับสัตว์และธรรมชาติ

ลุงไม่มีวันจะได้รู้เลย ว่าความรักสัตว์และอารมณ์อันละเอียดอ่อนที่ลุงเพาะไว้ในหัวใจของวอลท์เอง เป็นส่วนทำให้การ์ตูนซึ่งวอลท์ ดิสนีย์จะสร้างขึ้นในอนาคต เป็นที่รักของคนดูทุกเพศ ทุกวัย

ย้ายมาอยู่ฟาร์มได้ไม่กี่ปี พี่ชายรุ่นโตสองคนก็หนีออกจากบ้าน เพราะทนพ่อไม่ได้ เหลือไว้แต่รุ่นเล็กสามคนคือรอย วอลท์ และรูธซึ่งเป็นผู้หญิง

พ่อลำบากมากเมื่อลูกรุ่นโตไม่อยู่ช่วยทำงานหนัก ไม่ช้าครอบครัวดิสนีย์ก็เริ่มชักหน้าไม่ถึงหลัง เมื่อพ่อเริ่มป่วย ผสมกับความโชคร้ายที่พืชและสัตว์เป็นโรคติดต่อในเวลาใกล้ๆ กัน พ่อก็เริ่มเป็นหนี้จนต้องยอมขายฟาร์ม

รอยกับวอลท์ต้องฝ่าหิมะไปติดป้ายขายฟาร์มและเครื่องไม้เครื่องมือทุกชิ้นตามหมู่บ้านต่างๆ ในช่วงนี้ทุกคนในครอบครัวต้องอดมื้อกินมื้อ แม้แต่ผลิตผลต่างๆ ของฟาร์มที่ยังพอมีบ้าง พ่อก็ต้องการเปลี่ยนมันเป็นเงินมากกว่าที่จะเอามากินเอง

ในที่สุดพ่อก็ใช้หนี้ได้หมดและเหลือเงินพอที่จะย้ายครอบครัวเข้าไปหากินในเมืองมิสซูรี ครอบครัวอัดแอกันอยู่ในห้องเล็กๆ พ่อไปซื้อสายส่งหนังสือพิมพ์ โดยใช้รอยและวอลท์เป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ด้วย

เด็กวัยสิบขวบอย่างวอลท์ต้องตื่นตีสามเพื่อส่งหนังสือพิมพ์รอบเช้า และส่งอีกรอบหนึ่งหลังโรงเรียนเลิก ในหน้าหนาววอลท์กับรอยต้องฝ่าหิมะ ฝ่าลมและฝนเพื่อส่งหนังสือพิมพ์ บางวันวอลท์แอบซุกหลับตามแฟลตที่อุ่นๆ แต่ครั้งใดที่พ่อจับได้เจ้าหนูก็จะโดนตีจนเข็ดไปนาน

ไม่ช้ารอยก็หนีออกจากบ้านไปอีกคนหนึ่ง รอยปลอบวอลท์ว่าเมื่อหากินได้แล้วจะกลับมารับ วอลท์ได้แต่ร้องไห้เงียบๆ ขณะดูพี่จากไป

รอยรักษาคำพูด และแอบกลับมาเยี่ยมและดูแลวอลท์ตามคำสัญญาว่าจะไม่ทิ้ง

คำสัญญาของรอยยั่งยืนตลอดชีวิต เพราะตลอดการทำงานที่มีทั้งความผิดหวังและความสำเร็จของวอลท์ ดิสนีย์ เขาจะมีรอย ดิสนีย์พี่ชายที่รักคอยประคับประคองดูแลกิจการต่างๆ ให้ เพื่อวอลท์จะได้ทุ่มแรงทำงานโดยไม่ต้องห่วงเรื่องอื่นใด

เมื่อรอยหนีออกจากบ้านไป วอลท์ก็ยังคงทำงานให้พ่อไปเรียนไปเหมือนเดิม วอลท์เรียนหนังสือไม่ได้เรื่องเลย และมักหลับในห้องเรียนเพราะอ่อนเพลียจากการส่งหนังสือพิมพ์

ยังไม่ทันจบมัธยมวอลท์ก็ขอไปเป็นทหาร เพื่อทำงานให้หน่วยกาชาดในยุโรป ครั้งนั้นวอลท์อายุเพียง 16 ปี แต่ก็แอบโกงอายุจนได้ทำงาน ได้ไปเห็นประเทศฝรั่งเศสในยามสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สถานการณ์รอบๆ ตัวทำให้วอลท์เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างรวดเร็ว

ฝีมือการวาดรูปทำให้วอลท์เป็นที่ชอบใจของเพื่อนทหาร นอกจากจะทำหน้าที่วาดโปสเตอร์แล้ว เขายังหารายได้จากการใช้สีวาดเหรียญกล้าหาญลงบนเครื่องแบบพวกพลทหารด้วยกัน

มองไกลๆ เหมือนของจริงเป๊ะเลย...วอลท์คุยว่าอย่างนั้น

แต่ที่วอลท์เก็บเงินกลับบ้านได้มาก มาจากการขายหมวกเก่าๆ ของทหารเยอรมันให้พวกทหารอเมริกันเอากลับบ้านไปเป็นที่ระลึก หมวกโก้ของทหารเยอรมันในครั้งนั้นถูกนำมายิงให้เป็นรูบ้าง ฟันให้มีรอยดาบปลายปืนบ้าง ทาคราบเลือดพร้อมเศษผมบ้าง เพื่อให้คนซื้อนำไปคุยที่บ้านว่าได้ ‘จัดการ’ กับเยอรมันมาด้วยมือของตัวเอง

เมื่อสงครามสิ้นสุดลง วอลท์กลับบ้านไปเรียนโรงเรียนศิลปะอีกนิดหน่อย ก่อนจะทิ้งพ่อไปอยู่กับพี่รอย

รอยช่วยหางานให้วอลท์ได้ทำกับบริษัทโฆษณา ซึ่งให้ความรู้กับวอลท์มากมาย แต่ที่สำคัญที่สุด คือที่วอลท์ได้พบเพื่อนร่วมงานชื่อ Up Ewerks

อั๊บ อายเวิร์กส์อายุเท่ากันกับวอลท์ มาจากครอบครัวยากจนระดับเดียวกัน แถมยังรักการวาดการ์ตูนเหมือนกันด้วย ทั้งสองคนจึงกลายเป็นเพื่อนรักกันอย่างรวดเร็ว

เมื่ออายุยังไม่ถึง 20 ทั้งวอลท์และอั๊บกล้าหาญลาออกจากบริษัทโฆษณาเพื่อตั้งบริษัทของตัวเอง ด้วยเงินที่วอลท์เก็บได้จากการเป็นทหาร พวกเขาล้มลุกคลุกคลานเหมือนเด็กตั้งไข่ แต่ก็มีพี่รอยคอยช่วยประคับประคองตลอดเวลา

อั๊บวาดการ์ตูนทั้งเก่งและเร็วในสมัยที่ไม่มีคอมพิวเตอร์เป็นตัวช่วย (ได้มีการพิสูจน์แล้วว่า อั๊บทำงานได้เร็วกว่านักทำการ์ตูนสมัยใหม่ที่ใช้คอมพิวเตอร์)

วอลท์มีความคิดสร้างสรร เก่งในการวางแผน เขียนสคริปต์ เขาโปรยปรายไอเดียใหม่ๆ ให้เพื่อนร่วมงานราวกับเกล็ดหิมะในฤดูหนาว ความแปลกใหม่จากมันสมองของวอลท์ ดิสนีย์ ถูกสร้างให้ผู้ชมได้เห็นโดยฝีมือของอั๊บ อายเวิร์กส์และทีมทำงาน

ดิสนีย์กลายเป็นอาณาจักรบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ วอลท์กลายเป็นตำนาน โดยมีอั๊บ อายเวิร์กส์และรอย ดีสนีย์เป็นเสาแกร่งที่ค้ำยันจากเบื้องหลัง

เสาค้ำยันจากวันเยาว์ ไปตราบวันสุดท้ายของชีวิต…

หาได้ง่ายๆ ที่ไหนกัน