วิลเลียม เช็กสเปียร์

William Shakespeare

ค.ศ. 1564-1616
พ.ศ. 2107-2159

มหากวีอังกฤษเจ้าของสมญานาม The Bard of Avon (กวีแห่งลุ่มน้ำเอวอน) ผู้นี้ ครองความนิยมของคนอ่านทั่วโลกอย่างไม่เสื่อมคลาย ในช่วงเวลากว่าสี่ร้อยปีที่ผ่านมา

เขาเกิดในยุคที่มีค่านิยมว่า ละตินเป็นภาษาผู้ดี แต่อังกฤษเป็นภาษาต่ำต้อยของชาวบ้านระดับรากหญ้า

เช็กสเปียร์ใช้เวลาร่วม 20 ปีเขียนบทกวีและบทละครอันเลอเลิศจนสามารถยกระดับภาษาอังกฤษให้เป็นที่นิยมได้เหนือกว่าภาษาใดๆ ในเวทีโลก จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการวรรณคดีอังกฤษ

นอกจากงานกวีอันไพเราะต่างๆ เกือบ 200 ชิ้นแล้ว บทละคร 38 เรื่องของเขาก็ล้วนถูกใจผู้อ่าน-ผู้ชม เพราะมีทุกรส ทั้งรัก รันทด ขบขัน ล้อเลียน เสียดสี เขาตีแผ่ความหิวอำนาจ ความอาฆาตมาดร้าย ความอิจฉาริษยา ทุกลักษณะอารมณ์อันซับซ้อนของมนุษย์ทุกเพศ-วัยและชนชั้น ถูกเช็กสเปียร์แกะกลีบ ขอดเกล็ด เชือดเฉือนจนบางเฉียบ มองได้ทะลุปรุโปร่ง ทำให้ผู้อ่าน-ผู้ชมสะใจและสะเทือนใจได้ในเวลาเดียวกัน

บทละครเช็กสเปียร์ที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่หกทรงแปลไว้เป็นภาษาไทย มีที่รู้จักกันดีเช่น เวนิสวานิช (The Merchant of Venice) โรเมโอ-จูเลียต (Romeo and Juliet) และ ตามใจท่าน (As You Like It)

วันเยาว์…

หากดูด้วยสายตาถือโชคถือลางอย่างไทยๆ เจ้าหนูวิลเลียม เช็กสเปียร์ถือกำเนิดมาในช่วงที่ไม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง เพราะกาฬโรคกำลังระบาดอย่างหนักทั่วประเทศอังกฤษ

กาฬโรคเกิดขึ้นในเมืองหลวงซึ่งมีสภาพโสโครกอย่างลอนดอนก่อน แล้วจึงแพร่ออกไปตามชนบท ที่เมืองสแตรทฟอร์ดริมแม่น้ำเอวอน (Stratford-upon-Avon) บ้านเกิดของเจ้าหนูวิลเลียม ผู้คนตายกันเป็นใบไม้ร่วง

แม่ซึ่งเคยเสียลูกสองคนแรกไปแล้ว ต้องพาลูกคนใหม่หลบภัยกาฬโรคไปอยู่บ้านเดิมของแม่ ซึ่งห่างไกลออกไป เพราะมีผู้คนไม่แน่นหนา โอกาสที่เชื้อโรคจะระบาดมีน้อยลงมาก เมื่อโรคซาลงไปแล้ว แม่จึงพาลูกชายกลับบ้าน

ครั้งนั้นเป็นรัชสมัยของควีนเอลิซาเบธที่หนึ่งแห่งอังกฤษ บ้านเมืองยังไม่สงบสุข นอกจากโรคระบาดแล้ว การแย่งชิงบัลลังก์ยังเป็นคลื่นใต้น้ำในหมู่ราชวงศ์และชนชั้นสูง อีกทั้งยังมีการแบ่งแยกทางศาสนา ประชาชนจึงมีแต่ความเดือดร้อน

ประชากรเพียงพันกว่าคนในเมืองสแตรทฟอร์ดก็เหมือนชาวบ้านที่อื่นในประเทศอังกฤษ คือต้องพยายามระวังตัวไม่ให้เป็นที่ขัดตาของฝ่ายใด

จอห์นพ่อของวิลเลียมเป็นคหบดีคนหนึ่งของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ นอกจากจะมีธุรกิจทำถุงมือ ค้าขนสัตว์ และออกเงินให้กู้แล้ว พ่อยังช่วยทางการทำงานต่างๆ ในเมือง ไต่เต้าจากตำแหน่งปลัดไปจนถึงตำแหน่งเป็นถึง ‘ผู้ว่า’ ของเมือง ทั้งๆ ที่อ่านและเขียนหนังสือไม่ได้

วิลเลียมเป็นลูกคนที่สาม พี่สาวสองคนเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก เขาจึงเป็นเสมือนลูกคนโตของพ่อแม่ และเป็นพี่คนโตของน้องๆ อีกห้าคน

แมรี่แม่ของวิลเลียมมาจากตระกูลชาวนาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ในสมัยนั้นนับว่าอยู่ในฐานะที่สูงกว่าชาวบ้านทั่วๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่แค่รับจ้างทำไร่ทำนาให้พวก ‘ศักดินา’ หรือชนชั้นปกครอง เพราะไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง

แต่ถึงจะมาจากตระกูลที่มีอันจะกิน แม่ก็ยังไม่ได้รับการศึกษา อ่าน-เขียนไม่ได้เช่นเดียวกันกับพ่อ

ใครเลยจะนึกว่า วันหนึ่งปัญญาชน คนชั้นสูง และแม้กระทั่งท้าวพระยามหากษัตริย์ จะต้องพยายามศึกษาผลงานของวิลเลียม ผู้เป็นบุตรของชายและหญิงไร้การศึกษาอย่างจอห์นกับแมรี่ เช็กสเปียร์

วัยเด็กของเจ้าหนูวิลเลียมไม่ได้สบายอย่างเด็กๆ ในปัจจุบัน เพราะพ่อแม่สมัยนั้นเข้มงวดกับลูกชนิด ‘ไม่ให้หือขึ้น’ ทีเดียว เด็กๆ จะต้องทำตามที่พ่อแม่สั่งทุกอย่าง ไม่มีการต่อรอง โยกโย้ เพราะเรื่องเฆี่ยนตีบุตรเป็นของธรรมดาของยุคนั้น

ในสมัยเดียวกัน ลูกๆ คนไทยต้องกราบเท้าพ่อแม่ทุกเช้า เด็กๆ อย่างวิลเลียมตื่นขึ้นมาแล้วต้องไปขอพรพ่อแม่ทุกเช้าเหมือนกัน หลังจากนั้นแล้ว อะไรที่พอจะทำเพื่อช่วยงานของครอบครัวได้ ก็ต้องทำเป็นหน้าที่ ยิ่งโตพ่อแม่ก็จะมอบหมายงานต่างๆ ให้มากขึ้นตามวัย

เมื่อวิลเลียมอายุได้ 7-8 ขวบ พ่อก็พาไปสมัครเข้าโรงเรียนซึ่งอยู่ใกล้บ้านที่สุด พ่อไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนเพราะอังกฤษเห็นความสำคัญของการศึกษามานานกว่าประเทศส่วนใหญ่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังอนุญาตให้เฉพาะบุตรหลานของคนมีระดับเท่านั้น

ในยุคนั้น คนระดับล่างถูกกีดกันไม่ให้ได้รับการศึกษา เพราะผู้มีอำนาจ “ไม่อยากให้ไพร่ได้วิชา” อย่างที่มหากวีสุนทรภู่ของเราเขียนไว้ ชนชั้นสูงทั้งโลกต่างตระหนักดีว่า ตราบใดที่ประชาชนโง่เขลา ก็ย่อมง่ายต่อการปกครอง

โรงเรียนของเจ้าหนูวิลเลียม แม้จะใกล้บ้านที่สุด แต่ก็ยังห่างไปเกือบสองกิโลเมตร โรงเรียนสมัยนั้นเริ่มการสอนแต่เช้าตรู่ ไปเลิกเอาตอนเย็นเกือบค่ำ รวมเวลาเรียนในแต่ละวันกว่าสิบชั่วโมง วิชาหลักๆ ที่เรียนมีสารพัดเกือบจะเหมือนโรงเรียนปัจจุบัน แต่เพิ่มภาษากรีกและละตินที่ต้องอ่านเขียนและแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย

ครูส่วนใหญ่เคร่งครัดและดุเหมือนเสือ แต่ละคนมีไม้เรียวพร้อมจะหวดซ้ายป่ายขวา บางครั้งก็ใช้ข้าวของใกล้มือขว้าง

ไม่น่าแปลกใจที่ในวันข้างหน้า เมื่อเขาเป็นมหากวี วิลเลียมจะบรรยายการไปโรงเรียนของเด็กๆว่า... ครางไปหิ้วถุง(หนังสือ)ไป หน้าใสๆ ล้างมาใหม่ในยามเช้า ลากขาช้าๆ ราวหอยทาก จำใจเดินไปโรงเรียน

Then, the whining schoolboy with his satchel
And shining morning face, creeping like snail
Unwillingly to school.

ตัววิลเลียมจะลากขาช้าๆ ราวหอยทากได้แค่ไหนหนอ ในเมื่อต้องไปโรงเรียนให้ทัน หาไม่จะมีไม้เรียวของครูคอยอยู่

วิลเลียมกับเพื่อนๆ ต้องคัดลายมือ ต้องอ่าน ต้องท่อง มากมายหลายเท่ากว่านักเรียนในปัจจุบัน ในยุคที่หนังสือมีน้อย สมุดและเครื่องเขียนมีราคาแพง แถมยังหายาก ไม่มีเครื่องบันทึกเสียง ไม่มีคอมพิวเตอร์ สิ่งเดียวที่จะช่วยบรรจุความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดได้คือสมอง

แม้ความบันเทิงก็ยังหายาก ไม่มีภาพยนตร์ ไม่มีโทรทัศน์ ยามรื่นเริงต้องเล่นดนตรีเอง ร้องรำกันเองเท่าที่จะทำได้ ปีละครั้งจะมีละครเร่ผ่านมาแสดง เป็นละครระดับชาวบ้าน แสดงในโรงเตี๊ยมบ้าง โรงนาบ้าง ในตลาดบ้าง แล้วแต่จะตกลงกับเจ้าของสถานที่ได้ แต่แค่นั้นก็ทำให้ผู้คนตื่นเต้นกันถ้วนหน้า

บางครั้งคฤหาสน์ชนชั้นสูงในตำบลใกล้ๆ จะจัดให้มีการแสดงต่างๆ และอนุญาตให้พวกชาวบ้านไปร่วมชมได้ ซึ่งพ่อจะ ‘ยกครัว’ คือพาทั้งบ้านไปดูด้วย

เล่ากันว่างานรื่นเริงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในสมัยที่วิลเลียมยังเป็นเด็กอยู่ คืองานที่ท่านเอิร์ลโรเบิร์ต ดัดลีย์ (Robert Dudley, First Earl of Leicester) จัดถวายควีนเอลิซาเบธที่หนึ่ง ณ ปราสาทของตนซึ่งอยู่ใกล้ๆ เมืองสแตรทฟอร์ด

ในงานมีทั้งการบรรเลงดนตรี การร้องเพลง การเต้นรำ และการแสดงละคร ล้วนถูกใจบรรดาชนชั้นสูงที่มาเยือน และน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับชาวบ้านซึ่งไม่เคยมีโอกาสได้เห็นความสามารถของนักแสดงระดับ ‘วังหลวง’

โรเบิร์ต ดัดลีย์ทุ่มเต็มที่ เพราะกำลังพยายามจะชนะใจควีนซึ่งเป็น ‘คู่รัก-คู่ลับ’ ของตน แต่ก็ไม่ได้ผล

ผลที่ได้กลายเป็นสิ่งที่คนอังกฤษและคนทั้งโลกได้รับ นักประวัติศาสตร์อังกฤษบางคนลงความเห็นว่า เด็กชายวิลเลียมคงได้ตามพ่อไปดูงานรื่นเริงครั้งนี้แน่นอน และสิ่งที่ได้เห็นคงตรึงตาตรึงใจอย่างที่สุด เพราะหลายปีต่อมา กวีเอกวิลเลียม เช็กสเปียร์บรรยายฉากในละครเรื่อง Midsummer Night’s Dream เหมือนกับบรรยากาศในงานที่โรเบิร์ต ดัดลีย์จัดให้ควีนเอลิซาเบธที่หนึ่งได้อย่างเกือบไม่ผิดเพี้ยน

เป็นไปได้หรือไม่ ที่ความอลังการของการแสดงครั้งนั้น เป็นแรงจูงใจให้เด็กชายวิลเลียมคิดฝันที่จะเข้าสู่วงการละคร?

เมื่อวิลเลียมอายุได้เพียง 15 ปี ฐานะการเงินของพ่อตกต่ำลง เขาต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อทำถุงมือ อันเป็นธุรกิจของครอบครัว

วิลเลียมช่วยพ่ออยู่สองสามปี เมื่ออายุได้เพียง 18 ปี เขาก็จับพลัดจับผลูไปทำสาวท้อง แอนน์ เฮธาเวย์ (Anne Hathaway) เป็นสาวใหญ่วัย 26 ซึ่งแก่กว่าวิลเลียมถึงแปดปี

จะเป็นรักแรกในวัยรุ่น ที่ทำให้... ทอดถอนใจเป็นไอร้อนราวดั่งเตา ซึ่งมหากวีเช็กสเปียร์เคยเขียนไว้ว่า
And then the lover,
Sighing like furnace, with a woeful ballad
Made to his mistress' eyebrow.
หรือจะเป็นความพลาดพลั้งก็สุดที่ใครจะรู้ได้

ที่แน่ๆ คือ หนุ่มน้อยวิลเลียมถูกบังคับให้แต่งงานกับแอนน์ในโบสถ์ พระผู้ทำพิธีบังคับให้คู่บ่าวสาวสารภาพบาปที่ทำผิดประเวณีก่อนแต่งงานต่อหน้าผู้มาร่วมเป็นพยาน

ชีวิตคู่ที่เริ่มขึ้นด้วยความอับอาย กลายเป็นที่เบื่อหน่ายของวิลเลียม ในไม่ช้าเขาจะทิ้งทั้งภรรยาและลูกๆ หายไปเฉยๆ หลายปี จนนักประวัติศาสตร์เรียกช่วง ค.ศ. 1585-1592 ว่าเป็น ‘lost years’ ของวิลเลียม เช็กสเปียร์

มีคนเดาว่าเขาไปอยู่อิตาลี ทำให้ไปได้เรื่องราวมาเขียนเป็นบทละคร

บ้างว่าไปเป็นทหาร จึงทำให้เข้าใจชีวิตทหารและการศึกอย่างดีเยี่ยม ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเขียนบทละครเช่นกัน

บ้างว่าไปเป็นครู

แต่บางคนว่าไปท่องโลกจึงทำให้มีความรู้กว้างขวาง

ฟังเรื่องเดาของเหล่าปัญญาชนทั้งหลายนี้แล้ว ไม่ควรทำหูเบาเป็นข้าวเกรียบว่าว ต้องจำใส่ใจไว้ให้ดีว่า พวกนักเดานี่ไม่เคยได้พบ ได้พูด ได้คุย ได้สัมภาษณ์เช็กสเปียร์ หรือได้เห็นหลักฐานอันใดทั้งสิ้น

หากเป็นการ ‘นั่งเทียน’ ก็คงใช้เทียนพรรษานั่นเชียว

หลังจาก ‘ปีที่หายไป’ วิลเลียม เช็กสเปียร์เข้าไปใช้ชีวิตในวงการละครที่กรุงลอนดอน และกลายเป็นนักเขียนบทละครและมหากวีที่รักของคนทั้งประเทศ

แม้เด็กชายวิลเลียมจะเรียนหนังสือเพียงไม่กี่ปี แต่ความรอบรู้ในวิทยาการแขนงต่างๆ ของวิลเลียม เช็กสเปียร์มีมากมายจนน่าแปลกใจ

หากไม่ใช่เพราะวิลเลียม เช็กสเปียร์เป็นเพียง ‘นอมินี’ ของสุภาพบุรุษตระกูลดีที่มีความรู้สูงส่ง อย่างที่บุคคลชั้นสูงของอังกฤษอยากจะเชื่อกัน ก็อาจเป็นจากการเคี่ยวเข็ญด้วยชั่วโมงเรียนอันยาวนานบวกกับมือและไม้ของครูบาอาจารย์ในสมัยควีนเอลิซาเบธที่หนึ่ง

หรือสรุปง่ายๆ ว่าเป็นเพราะ… สวรรค์ส่งเช็กสเปียร์ลงมาให้โลกยืม

จะเป็นเพราะอะไรก็ตาม วิลเลียม เช็กสเปียร์ก็กลายเป็นมหากวีที่โลกรักไปแล้ว และคงจะครองตำแหน่งนี้ไปอีกนานเท่านาน