วินสตัน เชอร์ชิลล์
Winston Churchill
ค.ศ. 1874-1965
พ.ศ. 2417–2508
มหาบุรุษแบบฉบับกัดไม่ปล่อย สู้ไม่ถอย ซึ่งคนอังกฤษเคยตั้งสมญา ให้ว่า ‘หมาบูลด็อก’ ท่านนี้ มีนามเต็มๆ ว่า Sir Winston Leonard Spencer Churchill เป็นต้นตำรับการชูสองนิ้วเป็นตัว V ซึ่งหมายถึง victory หรือชัยชนะ
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรผู้นี้ ใช้วาทะปลุกให้คนอังกฤษยืนหยัดสู้กับเยอรมนียุคจอมเผด็จการฮิตเล่อร์ ในขณะที่เกือบทั้งยุโรปราบคาบไปแล้ว
เขาเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษสองครั้ง คือใน ค.ศ. 1940–1945 และ 1951–1955
นอกจากจะเป็นนักการเมืองชั้นยอด นักพูดชั้นเยี่ยม เซอร์วินสตันยังเป็นจิตรกรชั้นดี เป็นนักประวัติศาสตร์ชั้นครู และเป็นนักเขียนชั้นเลิศที่ได้รางวัลโนเบลด้วย (ค.ศ. 1953)
วันเยาว์…
เขาตัวเล็กผิดปกติ เพราะเกิดก่อนกำหนด
มารดาซึ่งตั้งครรภ์ได้เพียงเจ็ดเดือนประสพอุบัติเหตุตกลงมาจากหลังม้า
คนไทยเราขอยืมสำนวน ‘Born with a silver spoon in his mouth.’ (เกิดมาพร้อมกับช้อนเงินในปาก) มาจากฝรั่ง แล้วเปลี่ยนให้หรูยิ่งขึ้นเป็น ช้อนทอง แต่ในเมื่อคุณหนูวินนีเป็นคนอังกฤษ จึงพูดได้ว่า พอคุณแม่ตกม้า คุณหนูก็รีบร้อนคาบช้อนเงินออกมาดูโลกทันที
เลดี้เจนนี่มารดาของคุณหนูเป็นธิดานายธนาคารผู้ร่ำรวยชาวอเมริกัน ส่วนท่านลอร์ดแรนดอล์ฟ เชอร์ชิลล์ผู้บิดาเป็นอังกฤษ สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากดยุคแห่งมาร์ลโบโรผู้เป็นยอดนักรบแห่งราชอาณาจักรอังกฤษในรัชสมัยของควีนแอนน์
คุณหนูวินนี่เกิดมาในวังซึ่งควีนแอนน์โปรดให้สถาปนิกมือหนึ่งของอังกฤษสร้างให้แก่ท่านดยุคนั่นเอง
ชีวิตคุณหนูฟังเลิศหรูและอุดมสมบูรณ์ดี แต่ความจริงแล้วเด็กน้อยคนนี้หิวความรักของพ่อแม่มาตลอด
ท่านลอร์ดแรนดอล์ฟเป็นคนบ้างาน ส่วนเลดี้เจนนี่เป็นสาวสังคมที่ไม่มีเวลาสำหรับลูก เหมือนๆ กันกับผู้หญิงชั้นสูงของยุโรปในยุคนั้น ซึ่งถือคติว่า “Children should be seen, not heard.” จึงปล่อยลูกๆ ให้เป็นหน้าที่ของบรรดาพี่เลี้ยงและคนรับใช้
เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์เคยเขียนไว้เองในภายหลังว่า
“สำหรับข้าพเจ้า แม่เปรียบเสมือนดาวประจำเมือง—สวย สดใส แต่ห่างไกลจนสุดเอื้อม”
ในเมื่อไม่ค่อยจะได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ คุณหนูวินนี่ก็เป็นใหญ่อยู่ท่ามกลาง ‘บ่าว’ จะทำอะไรไม่ค่อยมีใครกล้าขัดใจ จึงกลายเป็นคุณหนูตัวร้าย เจ้าอารมณ์และเอาแต่ใจ
เมื่อวินนี่อายุได้สองขวบ คุณปู่ไปรับตำแหน่ง viceroy หรืออุปราชแห่งไอร์แลนด์ จึงพาหลานจอมซนไปด้วย แถมยังซื้อทหารตะกั่วให้เล่นนับพันตัว ทั้งๆ ที่ยังพูดไม่ค่อยชัดคุณหนูวินนี่ก็ตั้งตัวเองเป็นแม่ทัพ ง่วนกับจัดกองทัพให้รบกันได้ทีละหลายๆ ชั่วโมงโดยไม่เบื่อ
ช่วยให้พวกคนรับใช้เบาแรงไปได้มาก
พอคุณหนูอายุได้เจ็ดขวบ ก็ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนประจำชั้นเลิศ พวกพ่อแม่ไฮโซตื่นเต้นกับโรงเรียนนี้มาก เพราะทันสมัยขนาดมีไฟฟ้าใช้ ในยุคที่ใครๆ เขายังใช้ตะเกียงกัน
โรงเรียนดังกล่าวดูดีแต่ข้างนอก เพราะมีครูใหญ่ใจร้ายชอบเฆี่ยนนักเรียน เด็กเฮี้ยวอย่างคุณหนูวินนี่ถูกเฆี่ยนมากกว่าเพื่อน โดยเฉพาะเมื่อตอนคุณหนูเตะหน้าแข้งครูผู้หญิง หรือกระทืบหมวกฟางของครูใหญ่จนแหลก
ครูคนหนึ่งเคยวิจารณ์ไว้ว่า วินสตัน ลีโอนาร์ด เชอร์ชิลล์เป็น
“เด็กเล็กๆ ที่ร้ายกาจที่สุดในโลก”
ถึงจะเก่งหรือเฮี้ยวอย่างไรก็เป็นแค่เด็ก สองปีในโรงเรียนมหาโหดทำให้คุณหนูวินนี่ป่วย จนต้องออกไปเรียนพิเศษที่บ้านท่ามกลางความปวดหัวของครูพิเศษและคนอื่นๆ
คนเดียวที่ดีใจ คือนางเอเวอเรสต์พี่เลี้ยงสุดที่รัก ซึ่งเป็นเสมือนแม่ตัวจริงของวินนี่ เธอมีแต่ความรัก ความอบอุ่น และกำลังใจที่จะให้แก่เด็กน้อยคนนี้
คุณหนูมีความสุขที่ได้อยู่บ้าน แม้จะไม่ชอบการถูกบังคับให้เรียนกับครูพิเศษ แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กเฮี้ยวคนนี้ชอบมากกลับเป็นการอ่านหนังสือ เขาอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า และจำสิ่งที่อ่านได้ละเอียด ทำให้กลายเป็นเด็กเก่งวรรณคดีชนิดผู้ใหญ่ต้องอาย
เมื่อสุขภาพสมบูรณ์ดีแล้ว คุณหนูวินนี่ก็ถูกคุณพ่อส่งไปอยู่โรงเรียนประจำเล็กๆ ที่ครูเป็นสาวแก่ใจดี ก่อนที่จะให้ติวเตรียมไปสอบเข้าแฮร์โรว์ โรงเรียนชั้นเลิศของอังกฤษอีกแห่งหนึ่ง
แล้วท่านลอร์ดผู้เย่อหยิ่งก็ต้องอายแทบแทรกแผ่นดิน เพราะลูกชายสอบได้คะแนนต่ำสุดๆ แถมยังส่งกระดาษเปล่าในวิชาละติน แต่เซ็นชื่อไปอย่างโก้ด้วย
ท่านลอร์ดเขียนในจดหมายถึงวินนี่ว่า “หากไม่ปรับปรุงตัว ในอนาคตจะเป็นได้แค่… ขยะสังคม”
ถึงอย่างไรความเส้นใหญ่ของบิดาก็ทำให้คุณหนูวินนี่เข้าแฮร์โรว์ได้ โดยทางโรงเรียนจัดให้เขาอยู่ ‘ชั้นบ๊วย’ รวมกับบรรดาลูกท่านหลานเธอคนอื่นๆ ที่ปัญญาหรือคะแนนในการเรียนต่ำกว่าสถานะทางสังคม
หลายสิบปีต่อมา ท่านเซอร์วินสตันรับตรงๆ ว่า ไม่ชอบอะไรที่โรงเรียนนี้เลยนอกจากเพลงประจำโรงเรียน
เมื่ออยู่ที่โรงเรียนเขาเป็นโรคคิดถึงบ้าน เฝ้าแต่เขียนจดหมายถึงพ่อ แม่ และพี่เลี้ยง
ในจดหมายถึงแม่จะมีข้อความทำนองว่า… แม่จ๋า มาหาลูกหน่อย มาเยี่ยมหน่อย ขอเห็นหน้าหน่อย แม่มาจูบหน่อย ได้โปรดเถิด ได้โปรด…
แต่ทั้งท่านลอร์ดและเลดี้ไม่เคยไปหาลูกที่โรงเรียน มีแต่พี่เลี้ยงของคุณหนูเท่านั้นที่ไป
วินนี่จะดีใจมากเมื่อเห็นพี่เลี้ยง เขาจะพานางเอเวอเรสต์เดินเที่ยวรอบโรงเรียน โชว์เพื่อนๆ ว่าตัวก็มีคนมาเยี่ยมเหมือนกัน พ่อแม่ของเพื่อนๆ เห็นแล้วอดสงสารไม่ได้
ครูที่โรงเรียนใหม่นี้ก็อ่อนใจกับวินนี่ เพราะเขาจะสนใจเรียนเฉพาะวิชาที่ชอบเท่านั้น แม้จะเห็นชัดๆ ว่าฉลาดมาก แต่คะแนนก็ดีไปไม่ได้
เมื่อวินนี่ซึ่งกลายเป็นหนุ่มน้อยวินสตันจบชั้นมัธยม ท่านลอร์ดดูคะแนนลูกชายแล้วก็รู้ว่าเข้ามหาวิทยาลัยโก้ๆ อย่างออกซฟอร์ด แคมบริดจ์ไม่มีวันได้ จึงให้ไปสมัครโรงเรียนนายร้อยแซนด์เฮิร์สต์
แต่วินสตันก็สอบไม่ผ่านติดๆ กันถึงสองครั้ง ท่านลอร์ดผู้บิดาต้องให้ไปติวกับครูมีชื่อเสียงของสมัยนั้น แล้วลุ้นเข้าแซนด์เฮิร์สต์ไปได้เมื่อสอบครั้งที่สาม
ขนาดได้ครูชั้นเลิศติวแล้ว วินสตันยังสอบเข้าได้คะแนนต่ำจนถูกจัดเข้าเรียนแผนกทหารม้า ต้องไปรวมกลุ่มอยู่กับลูกท่านหลานเธอที่ปัญญาต่ำกว่าสถานะทางสังคมเหมือนเดิมอีกนั่นแหละ
แต่คราวนี้วินสตันตั้งใจเรียนขึ้นมาหน่อย เพราะชอบวิชาทหาร วิชาการรบ วิชาประวัติศาสตร์ และการปกครอง จึงทำคะแนนได้ดีเมื่อผลสอบออก
น่าเสียดายที่ลอร์ดแรนดอล์ฟสิ้นชีวิตไปเสียก่อนที่จะได้เห็นความสำเร็จของลูกชาย
บรรดาวิชาที่วินสตันชอบในโรงเรียนนายร้อย ล้วนเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เขากลายเป็นนายทหารกล้าและนายกรัฐมนตรีในยามสงครามที่สามารถที่สุดคนหนึ่งที่โลกเคยเห็น
ในฐานะรัฐบุรุษ เขาจะได้รับปริญญากิตติมศักดิ์มากมาย จากบรรดามหาวิทยาลัยชื่อดังที่ไม่มีวันจะลดตัวลงมารับเด็กคะแนนต่ำอย่างตัวเขาในอดีตเข้าไป
นอกจากปริญญากิตติมศักดิ์แล้ว เขายังได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดีในปี ค.ศ. 1953 จากผลงานเขียนชั้นเลิศ รวมทั้งเหรียญตรา ฐานันดร และเกียรติยศอื่นๆ อีกมากมาย ชนิดที่ท่านลอร์ดแรนดอล์ฟผู้บิดาจะไม่มีวันนึกถึง
แน่นอนที่สุดคือ เซอร์วินสตัน ลีโอนาร์ด เชอร์ชิลล์ ไม่ได้เป็น ‘ขยะสังคม’