ขุนแผน

สุดหล่อ พระเอกจากบทเสภาสะท้อนวิถีชีวิตชาวบ้านเรื่อง ‘ขุนช้าง-ขุนแผน’ ซึ่งเป็นยอดนิยมของคนไทยมาตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา

ขุนแผนเป็นลูกข้าราชการที่มีกำลังพลมากจนคนในเมืองสุพรรณบุรีเกรงใจ แต่เมื่อบิดาถูกกษัตริย์สั่งประหารและริบทรัพย์สิน ชีวิตก็เปลี่ยนไป

ถึงกระนั้นเมื่อเติบใหญ่ขุนแผนก็ไต่เต้าขึ้นมาเป็นทหารเอกของแผ่นดินได้ โดยอาศัยความกล้าหาญ ความสามารถทางการรบ อีกทั้งยังมีหน้าตาหล่อเหลาเป็นตัวช่วย

นอกจากจะเป็นนักรบแล้ว ขุนแผนยังเป็นนักรักที่ยิ่งใหญ่ในวรรณคดีไทย ใหญ่ขนาดทำให้เกิด ‘พระขุนแผน’ พระเครื่องที่เชื่อกันว่าผู้สวมใส่จะได้รับความเมตตา ทั้งจากผู้หลักผู้ใหญ่และอิสตรี

ในเรื่องรัก ขุนแผนมีคู่แข่งคนเดียวคือขุนช้าง มหาเศรษฐีผู้ขี้ริ้วทั้งรูปร่างหน้าตากิริยาและนิสัย ด้วยเล่ห์กลและเงินตรา ขุนช้างประสบความสำเร็จในการแย่งชิงนางพิมพิลาไลยหรือวันทองไปจากขุนแผน เมื่อขุนแผนชิงนางคืน เรื่องราวก็บานปลายจนนางวันทองถูกประหารชีวิต

นอกจากจะเก่ง หล่อ และมีเสน่ห์แล้ว ขุนแผนมีคุณสมบัติอื่นๆ น้อยมาก เขาเป็นชายเจ้าอารมณ์และเอาแต่ใจตัวเองในเกือบทุกเรื่อง เป็นนายทหารนอกคอกที่ดื้อดึงต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เป็นสามีที่แล้งสัจจะและคุณธรรม เป็นคนไร้ศีลธรรมที่สามารถฆ่าภรรยาท้องแก่เพียงเพื่อจะได้ใช้ผีลูกเป็น ‘กุมารทอง’

เกือบทั้งชีวิตขุนแผนมีแต่เรื่องร้อนใจ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตราชการหรือชีวิตส่วนตัว อัตตาทำให้ขุนแผนพลาดพลั้งในชีวิตนานาประการ เมื่อตกต่ำก็ถึงกับติดคุก แต่ความเป็นคนมีฝีมือก็ช่วยให้หนักเป็นเบาได้เสมอมา

วันเยาว์…

ก่อนเด็กชายพลายแก้วจะถือกำเนิด คุณแม่ทองประศรีฝันเห็นพระอินทร์เหาะนำแหวนเพชรมามอบให้

เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ คุณแม่ทองประศรีก็ถือศีลภาวนา ทำบุญทำทานเป็นนิจ นางไม่เคยแพ้ท้อง ถึงเวลาคลอดก็ไม่ยากเย็นเหมือนนางเทพทองเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นแม่ของขุนช้าง

ลูกชายผมดกหน้าตาน่าเอ็นดูของนางทองประศรีและขุนไกรพลพ่ายผู้สามี เกิด

“ปีขาลวันอังคารเดือนห้า
ตกฟากเวลาสามชั้นฉาย”

คุณตาซึ่งเป็นหมอดู เห็นว่าตกฟากตรงกับเมื่อพระเจ้ากรุงจีนส่งลูกแก้วขนาดใหญ่มาให้ทางกรุงศรีอยุธยา (ต่อมาได้ถูกนำไปบรรจุไว้ยอดพระเจดีย์ที่วัดพระยาไทย) จึงให้ชื่อหลานชายว่า ‘พลายแก้ว’

ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์บางท่าน ให้ข้อสันนิษฐานว่า ตระกูลของเด็กชายพลายแก้วมีเชื้อสายมอญ เพราะคำว่า ‘พลาย’ ในภาษามอญหมายถึงผู้ชาย ไม่ได้หมายถึงช้างตัวผู้อย่างในภาษาไทย

อีกทั้งดั้งเดิมขุนไกรพลพ่ายและนางทองประศรียังเป็นคนเมืองกาญจนบุรี ดินแดนที่มีคนมอญอพยพหนีพม่ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ว่ากันว่าไทยได้อาศัยคนเชื้อสายมอญสอดแนมพม่า เพราะพวกมอญพูดพม่าได้

ขุนไกรพลพ่ายบิดาของเด็กชายพลายแก้วเป็นทหารมีฝีมือและมีไพร่พลในสังกัดถึง 700 คนซึ่งเป็นจำนวนมากพอที่จะทำให้คนในเมืองสุพรรณนับถือและเกรงใจ

ชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กชายพลายแก้วจึงสุขสมบูรณ์ เพราะบิดามีทั้งยศฐาและเงินตรา แม้จะไม่ร่ำรวยอย่างพ่อขุนช้างก็ตาม

นอกจากจะหน้าตาน่ารักแล้ว พลายแก้วยังเป็นเด็กฉลาด เรียนรู้อะไรๆ ได้เร็ว พ่อหนูน้อยจึงเป็นขวัญใจของพ่อและแม่

ในจำนวนเด็กๆ ที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของพลายแก้ว มีเด็กชายขุนช้างและเด็กหญิงพิมพิลาไลยรวมอยู่ด้วย

เมื่อขุนศรีวิไชยพาขุนช้างลูกชายไปถวายตัวต่อพระพันวษาในกรุงศรีอยุธยา ได้นำหมายจากวังหลวงมาส่งให้ขุนไกรพลพ่ายเตรียมการรับเสด็จมาทัศนาฝูงควายป่าในสุพรรณบุรี

ใครเลยจะนึกว่า หมายที่พ่อขุนช้างนำมาส่งให้พ่อพลายแก้ว (ขุนแผน) นี้ เป็นดั่งหมายมรณะโดยแท้

หลังจากเตรียมผู้คนช้างม้า ให้เข้าไปหักร้างถางพงเตรียมเป็นที่ทอดพระเนตรควายป่า ขุนไกรพลพ่ายก็ร่ำลาลูกเมียเป็นการชั่วคราว

ตรงนี้เองที่แฟนๆ ขุนช้าง-ขุนแผนได้ตระหนักว่า ขุนไกรฯ รักพลายแก้วลูกชายอย่างสุดสวาทปานใด

“ครั้นรุ่งสางล้างหน้าคว้าพลายแก้ว
สว่างแล้วยังไม่ตื่นขึ้นเจียวฤๅ
อุ้มลูกประคองทั้งสองมือ
ประจงจูบลูกถือแต่เบาเบา”

พลายแก้วซึ่งอายุได้เพียงห้าขวบ ก็…

“…ลืมตาคว้ากอดคอ
หม่อมพ่อจะไปข้างไหนเล่า
ลุกขึ้นทำไมยังไม่เช้า
ดังพ่อเจ้าจะหนีลูกนี้ไป”

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่หนูพลายแก้วจะได้เห็นหน้าพ่อ

แม้จะพยายามทำหน้าที่อย่างสุดกำลัง แต่ขุนไกรไม่อาจควบคุมควายป่าหลายร้อยตัวที่เหล่าอาสาสมัครพยายามไล่ต้อนมาให้เจ้าชีวิตทัศนาได้

วิธีไล่ต้อนควายคือใช้ไฟล้อมให้วิ่งไปตามทางที่ต้องการ

“ไม้ไร่ไหม้ยับอรัญวา
งูเห่าเต่าฝาก็บรรลัย
เนื้อเบื้อเสือสางกวางทราย
หมีหมูหมู่กระต่ายไม่อยู่ได้
ลิงค่างโลดโผนโจนจากไม้
นกหกตกใจไปทั้งดง”

กวีไทยบรรยายฝูงควายป่าเบียดเสียดกัน เรียกน้ำตานักอนุรักษ์สัตว์สมัยใหม่ได้ดีกว่าฉากใน ‘เดอะ ไลออน คิง’

“กระบือเถื่อนใหญ่น้อยนับร้อยพัน
หวาดหวั่นวิ่งกระเจิงละเลิงหลง
ตกใจด้วยไฟนั้นไหม้พง
เสียงคนโห่ส่งก็ตรงมา
บ้างแหงนหงายลองเชิงเบิ่งบิด
อ้ายเพื่อนกันรันขวิดขึ้นมาหน้า
เสียงเขากระทบกันสนั่นป่า
ป่วนปั่นเป็นบ้าละลานใจ”

ควายป่าที่เป็นบ้าเพราะมือมนุษย์ฝูงนี้เอง ที่จะเป็นสาเหตุให้เด็กชายพลายแก้วเป็นกำพร้า

ขุนไกรพลพ่ายเห็นฝูงควายคลั่งไล่ขวิดผู้คน ก็รีบออกขวางหน้า ใช้หอกสู้… ถีบโดดโลดแทงเป็นกังหัน… จนควายตายไปนับร้อย ส่วนที่เหลือก็วิ่งกลับเข้าป่าไป

พระพันวษาเป็นคิงเขลาเจ้าอารมณ์ แทนที่จะมองว่าขุนไกรยอมตายถวายชีวิตสู้กับควายทั้งฝูงเพื่อป้องกันไม่ให้วิ่งเข้าใส่พระองค์และเสนามหาอำมาตย์ กลับมองว่าขุนไกรแกล้งแทงควายเล่นต่อหน้าต่อตา

ตรงนั้น เดี๋ยวนั้น ทันใด คิงพันวษาก็สั่งให้เพชฌฆาตจัดการประหารขุนไกร

“ฟันให้หัวขาดไม่เลี้ยงได้
เสียบใส่ขาหยั่งขึ้นถ่างไว้
ริบสมบัติข้าไทอย่าได้ช้า”

หนูน้อยพลายแก้วไม่มีโอกาสได้เห็นศพบิดา นางทองประศรีไม่มีโอกาสได้จัดพิธีศพให้สามี เพราะศพถูกเสียบไว้ให้เป็นเหยื่อแร้ง

ทั้งสองแม่ลูกไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งได้จดหมายด่วนที่เพื่อนรักของขุนไกรแอบเขียนให้ม้าเร็วมาส่ง เตือนให้รีบหนีไปเสีย ก่อนที่คนของทางการจะมา ‘ริบราชบาตร’

คนที่ต้องพระราชอาญา โดนประหารอย่างขุนไกรนั้น จะต้องถูกริบบ้านช่อง ทรัพย์สมบัติทั้งปวง ช้างม้าวัวควาย รวมทั้งลูกเมียและบ่าวไพร่ไปเป็นของหลวง (แต่ไม่โดนประหารเจ็ดชั่วโคตรเพราะไม่ใช่กรณีทรยศต่อราชบังลังก์)

นางทองประศรีได้ข่าวแล้วไม่มีเวลาจะสติแตก เพราะต้องพาลูกหนีให้เร็วที่สุด

ตกใจลุกล้มซมซาน
ลนลานอุ้มเอาเจ้าพลายแก้ว
ฉวยเงินสองถุงกับกระบุงทะลุ
เอาผ้าปะปุโดดเรือนแหยว
สองมือแหกช่องทางส่องแมว
บังเงาเข้าแนวแถวเสาเรือน

หนูน้อยพลายแก้วถูกแม่อุ้มบ้าง จูงบ้าง ถูลู่ถูกัง เดินทางอย่างหลบๆ ซ่อนๆ จนไปพ้นเมืองสุพรรณ

ระหว่างที่มุ่งหน้าไปหาญาติยังเมืองกาญจบุรี กลางคืนอยู่ในป่าสองแม่ลูกก็อาศัยนอนบนคบไม้ แม่ทองประศรีต้องเอาผ้าผูกเอวลูกให้ติดกับกิ่งไม้เพราะกลัวตกลงไปตาย

หนูพลายแก้วซึ่งมีอายุเพียงห้าหกขวบ ไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แต่ร้องไห้ลูกเดียว ร้องเพราะหิวข้าว-หิวน้ำ ร้องเพราะคิดถึงบ้าน ร้องเพราะคิดถึงพ่อ อีกทั้ง

เจ็บระบมตีนแตกจนแหลกเหลว
แผ่นดินร้อนเหลือใจดังไฟเปลว
แม่ก็อุ้มใส่สะเอวต่องแต่งมา
เหนื่อยนักยักให้ขึ้นขี่หลัง
เอากระบุงถือบังไปข้างหน้า
ครั้นเมื่อยเข้าก็เอาขึ้นบนบ่า
มือหนึ่งจับขาลูกยาไว้
เท้านางพุพองค่อยย่องเดิน
ครั้นเมินสะดุดเหเซไถล
ลูกพลัดจากบ่าผวาไป
ล้มกลิ้งอยู่ในพนาลี

แต่พลายแก้วโชคดีที่มีแม่เป็นหญิงเหล็ก ทั้งเข้มแข็ง กล้าหาญ ขยัน และฉลาด

นับได้ว่าเป็น ‘ซิงเกิ้ล มอม’ ระดับแนวหน้า

เมื่อรอดชีวิตไปถึงเมืองกาญจนบุรี คุณแม่ทองประสีไม่โหยหาวันเก่าๆ ที่แสนสุขสบาย ไม่น้อยเนื้อต่ำใจในความอยุติธรรมที่ครอบครัวได้รับ สิ่งที่แล้วก็ให้แล้วกันไป

นางค่อยทำมาหากิน
เงินทองทรัพย์สินค่อยเก็บหา
ช่วยคนบ่าวไพร่ทำไร่นา
ซื้อที่ทางช้างม้าและวัวควาย
มีคนนับหน้าถือตา
ทรัพย์สินได้มาด้วยค้าขาย
ค่อยตั้งตัวทำกินเป็นถิ่นสบาย
อยู่กับลูกชายมาหลายปีฯ

ในวันเยาว์ หนูพลายแก้วเป็นลูกที่นำแต่ความชื่นใจมาให้ ทั้งน่ารักทั้งปัญญาดี และเป็นเด็กใฝ่เรียนใฝ่รู้

ความฝันของพลายแก้วคือ เมื่อโตขึ้นจะได้เป็นทหารมีฝีมืออย่างพ่อ

แม้พ่อจะไม่มีชีวิตอยู่ให้พลายแก้วได้ดูเป็นตัวอย่าง แต่ก็มีภาพและเรื่องราวความเก่งกล้าของบิดาเป็นอนุสาวรีย์ในหัวใจ ทำให้พลายแก้วมีจุดหมายชีวิตแน่วแน่เนิ่นๆ

เมื่ออายุได้ 15 ปี พลายแก้วขอให้แม่พาไปบวชที่วัดส้มใหญ่ เพราะรู้มาว่าท่านสมภารวัดเป็นคนเก่งรอบตัว นอกจากเรื่องการอ่านเขียนแล้ว ยังชำนาญเรื่องทางใน เรื่องการรบ และเรื่องอยู่ยงคงกะพัน ประการหลังเป็นเรื่องใหญ่ของทหารไทยในสมัยโบราณ

บวชแล้วร่ำเรียนด้วยเพียรหมั่น
ปัญญาไวว่องคล่องแคล่วครัน
เรียนสิ่งใดได้นั่นไม่ช้าที

เมื่อเรียนจน “สิ้นไส้” อาจารย์ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของบิดาแล้ว พลายแก้วก็ลาไปเรียนต่อกับท่านเจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยในสุพรรณบุรี ซึ่งรักใคร่คุ้นเคยกับครอบครัวพลายมาก่อน

เรื่องราวการตายของขุนไกร การถูกริบราชบาตร ดูจะเป็นเรื่องในอดีตที่ไม่มีใครกังวลถึงอีกแล้ว หรือจะเป็นเพราะคนส่วนใหญ่รู้ดีว่า พระพันวษาเป็นคิงประเภทโกรธง่ายหายเร็วก็ไม่ทราบได้

เมื่อมารดานำไปฝากที่วัดป่าเลไลย หนุ่มน้อยพลายแก้วตั้งอกตั้งใจเรียนวิชาสารพัด ทั้งตำราพิชัยสงคราม วิธีดูฤกษ์ยาม เพิ่มเติมเรื่องอยู่ยงคงกะพัน สร้างทหารหุ่น ฯลฯ

น่าแปลกที่แม้จะเป็นพระเป็นเจ้า ท่านอาจารย์วัดป่าเลไลยยังแถมวิธี… เสกเป่าเป็นเจ้าชู้ ผูกจิตหญิงอยู่ไม่เคลื่อนคลาย ให้อีกด้วย

พลายแก้วจะได้ใช้มนต์มหาละลวยของท่านอาจารย์เป็นประโยชน์ไปตลอดชีวิต สร้างความกังขาแก่คนช่างสงสัยว่า หล่อก็ปานนั้น เก่งก็ปานนั้น แล้วทำไมต้องเป่ามนต์ที่ว่าใส่ผู้หญิงให้เปลืองลมหายใจ

สิ่งแรกที่สร้างชื่อให้พลายแก้วในสังคม คือสามารถเทศน์มหาชาติได้ไพเราะ

สุ้มเสียงเป็นเสน่ห์ดังเรไร
เทศน์ที่ไหนคนชมนิยมฟัง
จนขึ้นชื่อลือชาว่าปราดเปรื่อง
ชาวบ้านร้านตลาดเจียนจะคลั่ง…

เรียกได้ว่าเป็นเณรระดับซูเปอร์สตาร์ มีแฟนติดตามทั่วเมืองสุพรรณ

และช่วงนี้เองที่เณรแก้วจะได้พบเพื่อนแต่วันเยาว์อย่างขุนช้างและพิมพิลาไลย

นางพิมฯ และเณรแก้ว ‘ปิ๊ง’ กันตั้งแต่ต้น ยิ่งเมื่อได้ฟังเณรซูเปอร์สตาร์เทศน์ ก็ยิ่งปลื้มถึงกับเปลื้องผ้าห่มชั้นนอกออกถวาย

วัยและอารมณ์จะชักจูงหนุ่มน้อยสาวน้อยให้นอกลู่นอกทาง ชีวิตที่เหลือจึงลดเลี้ยวเคี้ยวคด เหลือกำลังที่จะนำกลับมาสู่เส้นทางอันถูกต้องได้อีก

รักสุกก่อนห่าม รักใสของพลายแก้วและพิมพิลาไลย จะกลายเป็นรักขุ่นข้องหมองใจของขุนแผนและนางวันทอง ความรักที่จะเป็นต้นเหตุแห่งความสูญเสียนานาประการ

หากเด็กชายพลายแก้วผู้ใฝ่ดีของคุณแม่ทองประศรี สามารถเห็นอนาคตได้ เขาจะเลือกทางเดินที่แตกต่างกันไปหรือไม่

ขุนแผนเท่านั้นที่จะรู้