ชูศรี (โรจนประดิษฐ์) มีสมมนตร์
ค.ศ. 1929-1992
พ.ศ. 2472-2535 ประมาณ ปีมะเส็ง
สุดยอดดาวตลกหญิงอันเป็นที่รักของชาวไทยในศตวรรษที่ 20
‘ป้าชู’ ยังเป็นเด็กนักเรียนนาฏศิลป์ เมื่อเริ่มเข้าสู่วงการแสดงในยุคละครเวทีเฟื่องฟู และเติบโตขึ้นพร้อมกับวงการแสดงสมัยใหม่ของไทย ผ่านยุคละครเวทีไปสู่ภาพยนตร์และโทรทัศน์
ตลอดช่วงห้าศตวรรษในวงการบันเทิง ‘ป้าชู’ รักษามาตรฐานการแสดงของตนเอง และความนิยมจากประชาชนได้อย่างคงเส้นคงวา และยังเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ในแม้ในปัจฉิมวัยเมื่อโรคภัยคุกคาม ก่อนจะจากไปท่ามกลางความอาลัยของผู้ชมทุกรุ่น
วันเยาว์…
เธอกินนมพี่สาวคนโตซึ่งมีลูกอ่อน เพราะแม่ผู้มีอายุมากแล้ว ไม่มีน้ำนมให้ ‘ลูกหลง’ คนสุดท้อง ซึ่งมีวัยอ่อนกว่าหลานๆ จากลูกสาวคนใหญ่
เพราะอย่างนี้เธอจึงเรียกแม่ว่า “ยาย” และเรียกพี่สาวคนโตว่า “แม่”
แม่ตั้งชื่อลูกเล็กคนนี้ว่า ‘บุญชู’ เพราะเชื่อว่าเธอคือ ‘บุญช่วย’ ลูกสาวซึ่งเสียชีวิตไปหลายปีแล้วมาเกิดใหม่
ไม่มีใครจำวันเกิดอันถูกต้องของหนูน้อยได้ แต่ที่แน่นอนคือเธอเกิดปีมะเส็งซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2472
หนูน้อยคลอดที่บ้านหลังวัดรังษี (วัดบวรนิเวศวิหาร) ในกรุงเทพฯ เป็นเวลาฟ้ากระจ่างหลังสายฝน และมีรุ้งกินน้ำพาดโค้งอยู่บนท้องฟ้า ใครๆ พากันลงความเห็นว่าแม่หนูเกิดมาพร้อมนิมิตดี
หน้าตาของหนูบุญชูน่ารักเหมือนดาราหนังเงียบซึ่งเป็นที่นิยมในเมืองไทยสมัยนั้น ญาติพี่น้องจึงเรียกเธอว่า ‘เบบี้ ดาเนียล’ ไปด้วย
เมื่อพ่อแม่หอบหนูบุญชูย้ายจากกรุงเทพฯ ตามไปอยู่กับครอบครัวลูกสาวคนโตที่จังหวัดอุดรธานี แม่หนูได้เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ซึ่งพี่เขยมีตำแหน่งเป็นอาจารย์ใหญ่
เด็กหญิงบุญชูรักการร้องรำมาตั้งแต่จำความได้ เมื่อใดได้ยินเสียงเพลงก็จะลุกขี้นรำละครประกอบ พวกครูและพี่ๆ ในโรงเรียนจึงร้องเพลงให้แม่หนูรำให้ดูทุกเช้า
จะเรียกว่าความเป็นนักแสดงปรากฏขึ้นตั้งแต่นั้นแล้วก็คงไม่ผิด
พ่อซึ่งเป็นช่างทำทอง มีฝีมือทางการทำเครื่องดนตรีไทยด้วย พ่อรับทำพิณพาทย์ ระนาด และกลองให้กับผู้มีอันจะกินซึ่งเป็นเจ้าของบ้านที่เช่าอยู่ และเป็นเจ้าของโรงหนังใกล้บ้านด้วย หนูบุญชูเล่นขิมและระนาดได้ เพราะเติบโตมาท่ามกลางเครื่องดนตรีเหล่านี้
บางครั้งคณะละครจากกรุงเทพฯ จะขึ้นไปแสดงที่อุดรฯ ละครในสมัยนั้นยังใช้ตัวแสดงเป็นผู้หญิงล้วน ครั้งหนึ่งมีนางเอกชื่อ ‘ชูศรี’ หนูบุญชูไปดูแล้วเลียนแบบได้เหมือน ทุกคนในครอบครัวจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อแม่หนูให้เป็น ‘ชูศรี’ นับแต่นั้นมา
ชีวิตที่ต่างจังหวัดเป็นความสุขที่ชูศรีจะสลักไปในหัวใจตลอดชีวิต แต่พ่อแม่ตัดสินใจหวนกลับไปหาช่องทางทำกินที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง เด็กหญิงชูศรีวัยเก้าขวบผู้ซึ่งพูดได้แต่สำเนียงอีสาน ย้ายตามพ่อแม่มาเข้าชั้นประถมสามที่โรงเรียนในซอยบ้านบาตร สมัยที่ตามบ้านยังมีการจุดไฟตีบาตรพระอยู่จริงๆ
นี่เป็นช่วงลำบากของชีวิต การงานของพ่อแม่ไปได้ไม่ดี หางานทำไม่ค่อยได้ ในยามที่พ่อแม่ตระเวนหางาน บางวันชูศรีต้องขอข้าวก้นบาตรพระที่วัดข้างบ้านกิน
แม้จะฝืดเคือง แต่พ่อแม่ก็อุตส่าห์ส่งชูศรีให้เข้าเรียนในโรงเรียนนาฏศิลป สถานที่ซึ่งแม่หนูได้ซึมซับการร้องรำ และการแสดงในทุกรูปแบบ ทั้งไทยและสากล
เธอได้ชื่อว่าเป็นจอมซนของโรงเรียน แต่ก็เป็นที่โปรดปรานของเพื่อนเพราะความเก่งกีฬา จนได้รับฉายาเป็น ‘ซิยิ่นกุ้ย’ จอมพลัง นอกจากนี้เพื่อนๆ ยังชอบที่ชูศรีเป็นคนสนุกสนานและมีอารมณ์ขัน โดยเฉพาะการแสดงท่าเลียนแบบครูให้เพื่อนดู เวลาที่ครูไม่อยู่ในห้อง
ความช่างสังเกต ช่างจดจำรายละเอียดของบุคคล มุมมองที่แทรกอารมณ์ขัน และความสามารถในการเลียนแบบ ล้วนเป็นเครื่องมือหากินของผู้มีความสามารถในการแสดงตลก ที่ติดตัวเด็กหญิงชูศรีมาโดยธรรมชาติทั้งสิ้น
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชูศรีตามครอบครัวหนีภัยระเบิดในกรุงเทพฯ ไปอยู่กับญาติที่สวนบางขุนศรี เธอนำวิธีการรำวงแผนใหม่จากโรงเรียนนาฏศิลปไปสอนเพื่อนๆ และญาติ จนกลายเป็นคณะรำวงชื่อดังที่ชนะการแข่งขันอยู่เป็นนิจ
ในช่วงนี้เองที่พ่อตัดสินใจบวช ทิ้งทางโลก ชูศรีจึงเหลือแต่แม่และพี่ๆ
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ชูศรีกลับเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนาฏศิลป เมื่อครูลัดดา สารตายน ตั้งละครคณะผกาวลีขึ้น ก็ชักชวนลูกศิษย์จากโรงเรียนนาฏศิลป รวมทั้งชูศรีให้ไปร่วมแสดงด้วย ทำให้ได้ทั้งสตางค์ ได้ทั้งความสนุกสนาน แต่ที่สำคัญคือได้ประสบการณ์ที่ล้ำค่าทางการแสดง
ชูศรีเริ่มเข้าแนวตลกโดยไม่รู้ตัว หลังจากได้แสดงเป็นหมวยรับใช้ของนางเอก เมื่อยกกาละมังน้ำออกมา หางเปียที่ถักไว้แน่นจะกระดกตามจังหวะเดินจนคนฮา ยิ่งเจ้าตัวหน้าตื่นเพราะนึกว่าทำผิดพลาด ผู้ชมยิ่งขบขัน ครูลัดดาจึงให้ชูศรีเล่นเป็น ‘ตลกตามนาง’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
รายได้จากการแสดงของชูศรี ทำให้ทางบ้านสบายขึ้นจนพอช่วยค่าเรียนของพี่ชายคนเล็กได้ด้วย นับเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งในชีวิตของเธอ
เมื่อชูศรีอยู่มัธยมห้า อีกปีเดียวจะจบ กรมศิลปากรออกกฎห้ามนักเรียนโรงเรียนนาฏศิลปไปเล่นละครอาชีพ ชูศรีจึงต้องตัดสินใจว่าจะเรียนจนจบหรือจะออกไปทำงาน เพราะต้องส่งเสียพี่ชายซึ่งอยู่ระหว่างศึกษา
ครูลัดดาเล่นบทนางฟ้าผู้คุ้มครองในชีวิตจริง ครูพาชูศรีไปเรียนต่อที่โรงเรียนขัตติยานีผดุง พร้อมกันก็ให้เล่นละครต่อไปด้วย เพื่อที่จะไม่ต้องขาดรายได้
จากบทหมวยจีนหางเปียกระดก เสียงหัวเราะของผู้ชม ขีดทางเดินชีวิตของชูศรี มีสมมนต์ ให้ตรงแน่วไปสู่ความเป็นยอดศิลปินตลกของไทย
บทเล็กๆ ที่ทำให้เสียงหัวเราะระเบิดขึ้น เสมือนกับเมล็ดน้อยๆ ของดอกต้อยติ่งปะทุออกจากฝัก เป็นต้นกำเนิดของต้อยติ่งสีม่วงหวานที่แพร่กระจายไปทั่วท้องทุ่งกว้าง ดุจเดียวกับที่ ‘ป้าชู’ ใช้ทั้งชีวิตชูใจผู้ชมในทุกเขตแคว้นดินแดนไทยที่ได้หัวเราะกับบทบาทของเธอ
(เก็บความจากหนังสือดีที่น่าอ่าน ‘กว่าจะเป็นชูศรี’ อัตชีวประวัติของ ชูศรี มีสมมนต์ ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไป ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้)