พระเจริญวิศวกรรม

เจริญ เชนะกุล

(James Shea)

ค.ศ. 1895-1987
พ.ศ. 2438-2530

“บิดาแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ด้วยปริญญาทางวิศวกรรมศาสตร์แขนงวิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (เบิร์กลีย์) คุณพระเจริญเป็นตัวจักรสำคัญในการวางรากก่อตั้งคณะวิศวกรรมฯ และสร้างความเจริญในทางวิชาการและกีฬาตลอดเวลาที่ท่านเป็นคณบดี

แม้ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง และทาง ‘คณะราษฎร์’ ได้เสนอตำแหน่งรัฐมนตรีให้ ท่านก็ปฏิเสธและเลือกที่จะประสิทธิ์วิชาให้แก่ลูกศิษย์ในคณะวิศวฯ ต่อไป

ผลงานที่ยังเห็นได้ทั่วไปของท่านคืออัฒจันทร์ฝั่งตะวันตก (ฝั่งที่ประทับ) ของสนามศุภชลาสัยฯ ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2480 เป็นการสร้างหลังคาแบบไม่มีเสาค้ำ กลายเป็น ‘อัฒจันทร์-อัศจรรย์’ ซึ่งเป็นที่กล่าวขานยกย่องทั้งในวงการวิศวกรรมและวงการกีฬา และยังคงอยู่มาจนทุกวันนี้

ด้วยกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสมองที่ท่านได้สร้างผลงานและบุคลากรทางวิศวกรรมศาสตร์ตลอดช่วงชีวิตการทำงานอันยาวนาน สมกับที่บรรดาศิษย์ยกย่องว่า “พระเจริญวิศวกรรม คือหลักนำวิศวกร…”

วันเยาว์…

เด็กชายเจริญหรือเจมส์เติบโตขึ้นในบ้านสองวัฒนธรรม

ชาวบ้านเรียกพ่อของเจมส์ว่า “นายช่างฝรั่ง” เพราะพ่อเป็นอังกฤษเชื้อสายไอริชที่เข้ามาทำติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้แก่ประเทศสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ห้า

“นายช่างฝรั่ง” หรือ Mr. John Edward Austin Shea เป็นช่างชั้นดีผู้จบวิศวกรรมไฟฟ้ามาจากมหาวิทยาลัยลอนดอน

ชาวสยามตื่นเต้นกับการได้เห็นไฟฟ้าครั้งแรกยิ่งนัก สถานที่แห่งแรกที่มีไฟฟ้าใช้คือพระบรมมหาราชวัง ซึ่งนายช่างจอห์นเป็นผู้เข้าไปควบคุมดูแลการเดินสายไฟด้วยตนเอง

ข้าหลวงนางหนึ่งในพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายเหนือ เป็นที่ต้องตานายช่างฝรั่ง และในที่สุดทั้งสองก็ได้เข้าพิธีสมรส

เด็กชายเจมส์ซึ่งเป็นผลหรือ offspring ของการสมรสครั้งนี้ เป็นหนึ่งใน ‘ลูกครึ่ง’ กลุ่มเล็กๆ ในสังคมบางกอกสมัยนั้น หนูน้อยเป็นเสมือนสะพานระหว่างสองวัฒนธรรม มีพ่อซึ่งเป็นฝรั่งเต็มตัวฝั่งหนึ่ง และแม่ซึ่งมีความเป็นไทยแท้ในสายเลือดและการอบรมอีกฟากหนึ่ง

แม่มีคุณสมบัติทุกประการของสาวชาววัง แต่อ่าน-เขียนไม่ได้ ส่วน ‘ป๋า’ เป็นปัญญาชนที่เชื่อว่าคนเราควรเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ทุกเมื่อเชื่อวันทั้งจากหนังสือ จากบุคคลทั่วไป และจากการทำงาน

ขณะที่แม่ทะนุถนอมลูกชาย ไม่อยากให้เล่นกีฬาเพราะเกรงจะกระทบกระเทือนหรือช้ำใน ป๋ากลับสอนให้เจมส์เข้มแข็ง ให้เป็นนักกีฬา และมีน้ำอดน้ำทน

แม่ไม่อยากให้เจมส์ขยันท่องหนังสือนัก เพราะกลัวจะหนักสมองหรือทำให้เป็นโรคประสาท ป๋ากลับให้เจมส์เรียนอย่างเต็มที่ รู้จักทั้งวินัยในการเรียน การเล่น

ในขณะที่คนสยามมักสบายๆ เรื่องเวลา ป๋าย้ำให้เจมส์เป็นคนตรงต่อเวลาและรักษาคำพูด

แม่ดำเนินชีวิตด้วยความรู้สึก ลางสังหรณ์ และความเชื่อแต่ดั้งเดิม แต่ป๋ากลับใช้เหตุผลอันเป็นวิทยาศาสตร์

เวลาเจมส์ป่วย แม่จะเอาพระเครื่องจุ่มน้ำให้ดื่มหรือใช้ยากลางบ้าน แต่ป๋าจะพาเจมส์ไปหาหมอฝรั่ง ให้กินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และออกกำลัง

เด็กๆ สยามในสมัยที่เจมส์ยังเล็ก ไม่มีของเล่นมากนัก เจมส์ก็เป็นเหมือนเด็กส่วนใหญ่ แต่ ‘ของเล่น’ ของป๋า หรือเครื่องมือต่างๆ ที่ป๋าใช้ น่าสนใจยิ่งกว่าอะไรๆ ในสายตาของพ่อหนูน้อย เจมส์โชคดีที่ป๋าเป็นคนช่างอธิบาย เขาจึงได้เรียนรู้ถึงประโยชน์ของเครื่องมือต่างชนิด วิธีใช้ วิธีเก็บรักษา รวมไปถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้อย่างผิดพลาดได้

ดูราวกับป๋าจะรู้ว่า วันหนึ่งข้างหน้าเจมส์จะได้นำวิธีสอนเหล่านี้มาถ่ายทอดให้กับบรรดาลูกศิษย์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ป๋าของเจมส์เป็นหนึ่งในคณะช่างผู้ติดตั้งรถรางไฟฟ้า

เมื่อพ่อหนูอายุได้สิบขวบ (พ.ศ. 2448) เขาได้เห็นป๋าใส่ ‘ชุดใหญ่’ แบบฝรั่ง สวมเสื้อนอกอย่างที่เรียกว่า tail-coat ทำหน้าที่พนักงานขับรถรางพระที่นั่งถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.5)

คนสยามในครั้งนั้นส่วนใหญ่ ชินกับรถรางที่ลากด้วยม้าของบริษัทเดนมาร์คมานานปี แต่ไม่ค่อยยอมนั่ง เพราะติว่าราคาแพง ครั้นมาเปลี่ยนเป็นเดินด้วยไฟฟ้า คนสยามยิ่งไม่ยอมนั่งเพราะกลัวไฟดูด แต่เมื่อเห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงนั่งรถรางไฟฟ้า ประชาชนก็สบายใจ และเริ่มใช้บริการของรถรางและใช้ต่อไปอีก 80 ปีจนถึงวันที่เลิกบริการ (พ.ศ. 2511)

เจมส์มองดูการทำงานทางวิศวกรรมของป๋าด้วยความชื่นชม ความใฝ่ฝันสำหรับอนาคตของเจมส์ ดูเหมือนจะไม่เคยมีสิ่งอื่นเลย นอกจากการเป็นวิศวกรเหมือนบิดา

เจมส์จึงตั้งใจเรียนและได้รับรางวัลเรียนดีมาตลอด ไม่ว่าจะเมื่อเรียนชั้นประถมในโรงเรียนคริสเตียน (กรุงเทพคริสเตียนในปัจจุบัน) ชั้นมัธยมต้นในโรงเรียนราชวิทยาลัย (วชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน) และในชั้นมัธยมปลายที่สวนกุหลาบฯ เมื่อจบมัธยมปลาย เจมส์จึงได้รับทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ

แม่ว้าวุ่นด้วยความเป็นห่วงเป็นใยที่ลูกจะจากไปไกล รีบตระเตรียมของแห้งให้ติดตัวไปกินระหว่างทาง รวมทั้งกำชับให้แขวนพระติดตัวไว้เสมอ

ป๋าอวยชัยให้พรให้พระเจ้าคุ้มครอง และให้เจมส์ทำตัวดีสมกับเป็น… นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงและสุภาพบุรุษ

‘A King’s scholar and a gentleman’

เจมส์หรือนายเจริญหนุ่มน้อยผู้ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง มุ่งมาดไปเรียนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ เขาสร้างชื่อทั้งในความเป็นนักเรียนชั้นเลิศและนักกีฬาชั้นยอดในสถานศึกษาประเทศอังกฤษ ก่อนจะถูกรัฐบาลสยามสั่งให้ลงเรือไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (เบิร์กลี่ย์) ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอาจเป็นอันตรายต่อความเป็นอยู่ของนักเรียนไทย

ตลอดเวลากว่าหกปีที่ลูกชายจากไปไกล พ่อ-ลูกเขียนจดหมายติดต่อกันสม่ำเสมอ ความรักและภาคภูมิใจในตัวลูกชายเต็มเปี่ยมอยู่ในถ้อยคำของบิดา

ป๋าคอยให้เจมส์กลับมา สั่งให้เจมส์ซื้อหนังสือทางวิศวกรรมศาสตร์มาฝาก และตั้งหน้านับวันที่เจมส์จะนำปริญญาทางวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยระดับเยี่ยมของโลกมาให้ดู

แต่ป๋ากับเจมส์กลับไม่ได้พบกันอีกเลย

ในช่วงเวลาใกล้กันกับที่เจมส์รับปริญญา และจะรีบกลับบ้าน ป๋าเสียชีวิตลงอย่างกระทันหันด้วยโรคหืดหอบประจำตัว ในวัยเพียง 55 ปี

ป๋าของเจมส์เป็นหนึ่งในผู้นำ ‘แสงสว่าง’ มาให้คนสยาม

เจมส์ผู้ซึ่งต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็น ‘พระเจริญวิศวกรรม’ ใช้ชีวิตการทำงานทั้งชีวิต นำแสงสว่างแห่งปัญญามาให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งในและนอกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สมกับที่เป็น

‘A King’s scholar and a gentleman’

ตามที่บิดาสั่งไว้

(เก็บความจากคำบอกเล่าและข้อเขียนของอาจารย์นิศา เชนะกุล ขอขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วย)