สง่า อารัมภีร

ค.ศ. 1921-1999
พ.ศ. 2464-2542

เอกบุรุษของวงการดนตรีในประเทศไทย

สง่า อารัมภีร เป็นหนึ่งในนักแต่งเพลงไทยสากลที่ได้รับความนิยมสูงสุด มีผลงานมากกว่า 2,000 เพลง รวมทั้งเพลงประกอบละครและภาพยนตร์กว่า 250 เรื่อง

‘ครูแจ๋ว’ ซึ่งเกิดในกรุงเทพฯ มีเชื้อสายมาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครอบครัวมีฐานะยากจนจึงมีโอกาสเรียนหนังสือถึงมัธยมสาม

ครูรักการอ่านหนังสือและเสียงเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงจากละครโดยฝีมือ ‘พรานบูรพ์’ และหลวงวิจิตรวาทการ

เมื่อมีโอกาสได้เข้าเรียนดนตรีในกองดุริยางค์กองทัพอากาศ ครูได้รับใช้พระเจนดุริยางค์และบรมครูดนตรีผู้มีชื่อของสมัยนั้นหลายคน ได้เห็นวิธีการทำงานของพวกท่านอย่างใกล้ชิด

‘ครูแจ๋ว’ ฝึกฝนดนตรีด้วยตัวเองมาตลอด ทำให้ได้งานเป็นนักเปียโนประจำคณะละครศิวารมณ์ ก่อนจะหัดประพันธ์เพลง และเริ่มมีชื่อเสียงครั้งแรกจากเพลง ‘น้ำตาแสงไต้’ ซึ่งใช้ในละครเรื่องพันท้ายนรสิงห์

นอกจากการประพันธ์ทำนองและเนื้อร้องเพลงเองแล้ว ครูยังมีความสามารถในการเรียบเรียงเสียงประสาน ควบคุมวง และเล่นดนตรีได้หลายชนิด นอกจากนี้ยังเป็นนักเขียนหลายนามปากกา และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมนักแต่งเพลงและสมาคมนักดนตรีแห่งประเทศไทย

ในปี พ.ศ. 2531 ‘ครูแจ๋ว’ ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล)

เพลงดังของครูเหลือคณานับ เช่น เรือนแพ หนึ่งในร้อย สีชัง มนต์รักดอกคำใต้ ดวงใจ คืนหนึ่ง ดาวประดับใจ ที่รักเราไม่ควรพบกันเลย พี่รักเธอไม่คลาย หากฉันรู้สักนิด ฯลฯ

วันเยาว์…

เด็กชายแจ๋วเกิดและเติบโตบริเวณหน้าวัดอินทรวิหาร ตำบลบางขุนพรหม ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของบรรดานักดนตรีไทยมีชื่อเสียงในครั้งนั้น

เมื่อย้ายไปอยู่อำเภอบางไทรกับพ่อแม่ แจ๋วก็เข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาล

สง่า อารัมภีร ได้เขียนเล่าไว้เองในหนังสือฟ้าเมืองไทยภายหลังว่า พ่อกับแม่

“อยู่กินกันที่หมู่บ้านอ้ายแหวน มีสายน้ำบางกอก-บางพลีเลี้ยงชีพ บางปีน้ำดีก็ได้ข้าวเต็มอัตราดินทุกไร่ บางปีแล้งก็อดอยากไปตามๆ กัน”

เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย เด็กชายแจ๋วก็ขอพ่อแม่ไปอยู่กับพี่สาวและพี่เขยที่ตำบลบางขุนพรหมเหมือนเดิม

สิ่งที่จูงใจให้เด็กชายแจ๋วอยากกลับไปอยู่ที่บางขุนพรหมในกรุงเทพฯ ก็เพราะ

“ตอนบ่ายๆ เดินไปท่าเขษม ได้ยินเสียงเพลงในวังบางขุนพรหมเพราะเหลือเกิน จึงบอกพ่อแม่ขออยู่ที่วัดอินทร์นี่เถอะ อยากเรียนหนังสือที่นี่ เย็นๆ ได้ฟังเพลงมันชื่นใจเหลือเกิน”

ครั้นพ่อแม่สงสัยว่าจะเรียนหนังสือที่ไหน เด็กชายแจ๋วก็บอกว่า

“โรงเรียนแถวนี้มีแยะไป ซื้อหนังสือให้ก็แล้วกัน จะหาทางเรียนให้ได้ ฟังครูสอนห่างๆ ก็รู้แล้ว”

เด็กชายแจ๋วคงแน่ใจว่า “ฟังครูสอนห่างๆ ก็รู้แล้ว” จริงๆ เพราะเขาเป็นเด็กปัญญาดี เรียนได้ดี และรักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ

หนึ่งในโรงเรียนที่เด็กชายแจ๋วเข้าเรียนคือโรงเรียนเทียนธูปพลีที่ตำบลบางขุนพรหมนั่นเอง แต่ตามประวัติว่า บางครั้งไม่ได้สอบเพราะไม่มีสตางค์จ่ายค่าเล่าเรียน

ครูสง่า อารัมภีร ได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ 780 ว่า

“เวลาบ่ายจนเย็นทุกวันเลิกเรียนแล้วก็ไปเกาะวังบางขุนพรหมฟังการซ้อมดนตรีทั้งไทยและสากลอันเป็นกระโจมดนตรีประเภทแตรวง ท่านผู้ควบคุมการซ้อมท่านไว้หนวดครึ้ม”

เมื่อ ‘ท่าน’ หันมามองเด็กชายแจ๋วก็ยกมือไหว้ท่วมหัว

ครั้นเห็นเจ้าหนูตัวจ้อยยืนเกาะรั้วฟังเพลงได้ทีละนานๆ ท่านคงนึกเอ็นดู จึงโปรดให้มหาดเล็กนำขนมปังปอนด์มาแจก ซึ่งเด็กชายแจ๋วจะยืนกินอย่างเอร็ดอร่อย ครั้นคอแห้งก็จะวิ่งไปกินน้ำก๊อกข้างๆ วัง แล้ววิ่งกลับมาฟังเพลงอีก

ทำเช่นนี้อยู่หลายปี

‘ท่าน’ ของเด็กชายแจ๋วคือสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต วังบางขุนพรหมอันเป็นที่ประทับเป็นสถานที่มีวงดนตรีบรรเลงเป็นประจำ ทั้งวงปี่พาทย์ มโหรี เครื่องสาย จนถึงแตรวง บรรเลงเพลงทั้งไทยและสากล

คุณหมอพูนพิศ อมาตยกุล ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ทางประวัติศาสตร์ดนตรีไทยให้แก่ผู้สนใจทั้งประเทศ เขียนไว้เมื่องานฉลองร้อยปีสมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (29 มิถุนายน 2524) ว่า

“ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ทรงเป็นนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์การดนตรีไทย นับได้ว่าเป็นพระบิดาแห่งเพลงสากลได้อย่างสบาย เพราะทรงเป็นคนไทยคนแรกที่แต่งเพลงฝรั่ง โดยทรงเขียนโน้ตเป็นสกอร์ แยกเสียงประสานไว้อย่างพร้อมมูลตามหลักของดุริยางค์สากล ทรงเป็นนักดนตรีไทยพระองค์แรกที่แต่งเพลงวอลตซ์ เพลงจังหวะโปลก้า และเพลงมาร์ช ฯลฯ”

แน่นอนว่า ภายในรั้ววังบางขุนพรหมครั้งนั้น ต้องเป็นแหล่งผลิตนักดนตรีมีฝีมือของเมืองไทย

แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่า ที่ริมรั้ววังฝั่งนอก ศิลปินชั้นเยี่ยมก็อาจเกิดได้เช่นกัน

นอกจากวังบางขุนพรหมแล้ว รอบๆ บริเวณที่เด็กชายแจ๋วเติบโต ยังเป็นแหล่งรวมนักดนตรี เพราะบ้านของศิลปินเอกแห่งยุค เช่น

หลวงเสียงเสนาะกรรณ (พัน มุกตวาภัย)
หลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น โรยชีวิน)
ขุนสนิทบรรเลงการ (จง จิตตเสวี)
ครูละเมียด จิตตเสวี
นายเตียง ธนโกเศศ

ไปจนถึงบ้านพิณพาทย์ในซอยวัดสามพระยา

สมมุติว่า หากสวรรค์มีประสงค์ให้เด็กชายแจ๋วเติบโตขึ้นเป็น ‘สง่า อารัมภีร’ ผู้สร้างบทเพลงเลิศวิไลให้คนไทยได้ฟัง เทวดาก็ต้องดลใจให้เด็กชายแจ๋วดิ้นรนที่จะมาอยู่ที่ตำบลบางขุนพรหมในครั้งนั้น เพื่อที่จะได้ซึมซับดนตรีชนิดต่างๆ เข้าไว้ เหมือนไม้ต้นน้อยที่ยืนอยู่บนผืนดินอุดม รอวันเติบโตเป็นไม้ใหญ่ไพศาล

เมื่อเด็กชายแจ๋วอายุยังไม่เต็มสิบเอ็ด การปกครองในประเทศไทยก็เปลี่ยนไป โดยมีทหารเป็นเครื่องมือของ ‘คณะราษฎร’ ภายใตัการนำของ พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา ก่อการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองสยาม จากรัฐบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่เจ็ด

ครูสง่า อารัมภีร เขียนเล่าไว้ว่า

“เช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มีรถทหารบก เป็นรถกระบะ และรถถังเล็กๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘ไอ้แอ้ด’ วิ่งมาล้อมวังเต็มไปหมด”

เมื่อทหารและรถเกราะออกไปแล้ว เด็กชายแจ๋วก็ได้ยินเสียงชายหญิงในวังร้องว่า “มันจับทูลกระหม่อมไปแล้ว”

เย็นนั้นและจากนั้น เสียงดนตรีไทยและแตรวงก็หายไปจากวังบางขุนพรหม”

ครูสง่า อารัมภีร จำได้ดีว่าตัวเด็กชายตัวน้อยซึ่งเรียกร้องขอพ่อแม่มาอยู่เพื่อที่จะได้ฟังเพลงจากวังบางขุนพรหม รู้สึก… ใจหาย

ต่อมาพ่อแม่ซึ่งมีความเชื่อทางโหราศาสตร์ว่าแจ๋วเป็นเด็ก ‘ดวงแรง’ จึงเปลี่ยนดวงเกิดให้เป็นวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2466 แทน และยกลูกชายให้เป็นบุตรบุญธรรมของนายทหารอากาศชื่อนาวาเอกขุนสวัสดิ์ทิฆัมพร

เด็กชายแจ๋วได้ย้ายไปอยู่กับขุนสวัสดิ์ฯ ที่กองทัพอากาศดอนเมือง ก่อนจะย้ายตามไปที่จังหวัดลพบุรี

ทั้งขุนสวัสดิ์ฯ และ ม.ล. ทรงสอางค์ ผู้ภรรยารักและเอ็นดูบุตรบุญธรรมเป็นอย่างยิ่ง เด็กชายแจ๋วช่วยเลี้ยงน้องๆ ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษจากแม่บุญธรรม จนสอบเทียบมัธยมสามได้

เป็นช่วงที่ลายหนอนหนังสือเริ่มออก แจ๋วอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งร้อยแก้วอย่างนิยายของยาขอบ แม่อนงค์ และดอกไม้สด ทั้งร้อยกรองประเภทโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน

นอกจากจะจำงานร้อยกรองได้แม่นยำแล้ว แจ๋วยังจำเพลงทั้งฝรั่งและไทยที่ได้ยินจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงของพ่อแม่บุญธรรมได้ดีด้วย

เมื่อพ่อบุญธรรมให้เข้าฝึกงานแก้เครื่องยานกองบินน้อยที่ 4 ลพบุรี จิตใจของแจ๋วไม่ได้อยู่ที่งานเครื่องเลย นึกถึงแต่เพลงและหนังสือเท่านั้น

ตอนอายุได้ประมาณ 15 ปี แจ๋วอ่านเรื่องสั้นชื่อ ‘โรมานซ์ในเรื่องจริง’ ของ ดอกไม้สดนักเขียนชื่อดังในสมัยนั้น ทำให้เกิดนึกอยากไปเผชิญโลกกว้างแบบพระเอก จึงหนีออกจากบ้านไปอยู่บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่ซึ่งเขาได้ทำงานคุมเครื่องเรือยนต์ เพราะความรู้เรื่องเครื่องยนต์ที่ติดตัวมา

เมื่อเบื่อโลกกว้างแล้ว แจ๋วก็กลับบ้านไปหาพ่อแม่บุญธรรมซึ่งรักและเมตตาไม่เสื่อมคลาย

ขุนสวัสดิ์ฯ สนับสนุนให้แจ๋วเข้าร่วมวงดนตรีทหารอากาศ ได้เป็นนักร้องเพราะเสียงดี จังหวะแม่น และจำเนื้อเพลงได้มากกว่าใครๆ พร้อมกันนั้นก็เริ่มเรียนดนตรีไปด้วย

เมื่อขุนสวัสดิ์ฯ ได้ย้ายกลับกรุงเทพฯ เพื่อก่อตั้งวงดุริยางค์ทหารอากาศที่ทุ่งมหาเมฆ แจ๋วอายุเกินที่จะเข้าเป็นนักเรียนดนตรีแล้ว แต่ก็ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ เพราะครูเห็นว่ามีความรักและตั้งใจจริงที่จะเรียน ทำให้ได้เรียนเปียโน และได้รับใช้ใกล้ชิดบรมครูทางดนตรีอย่างครูโพธิ ศานติกุล และคุณพระเจนดุริยางค์ ซึ่งกำลังแต่งทำนองเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “บ้านไร่นาเรา” โดยมีขุนวิจิตรมาตราประพันธ์เนื้อร้อง

คุณพระเจนฯ เมตตาหนุ่มน้อยตั้งใจจริงอย่างแจ๋ว จนกรุณาสอนวิชาจดโน้ตเพลงจากเสียงเปียโนให้

แจ๋วสำนึกบุญคุณจนเก็บกระดาษโน้ตลายมือของท่านไว้บนหิ้งบูชาตลอดชั่วชีวิต

เด็กชายแจ๋วผู้หลงใหลเสียงดนตรี เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในยอดศิลปินของวงการดนตรีไทย โดยเริ่มจากความดังของเพลง ‘น้ำตาแสงไต้’ ที่เขาแต่งให้กับละครคณะศิวารมณ์ของบิดา-มารดาบุญธรรมเป็นต้นมา

หลายคนอาจลงความเห็นว่าเป็นเรื่องของพรสวรรค์ แต่สง่า อารัมภีร ไม่คิดเช่นนั้น ดังที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสารสกุลไทยฉบับที่ 2098

“…ครูไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้คือพรสวรรค์น่ะ ครูว่ามันอยู่ที่ความมานะพยายามมากกว่า และข้อสำคัญน่าจะอยู่ที่ใจรักด้วย”

ใจรักดวงที่ทำให้เด็กชายแจ๋วตัวจ้อยยอมจากพ่อแม่ไปอยู่ใกล้เสียงเพลงที่ตำบลบางขุนพรหมนั่นเอง

ใจรักของเด็กชายแจ๋ว ทำให้ครูสง่า อารัมภีรสร้างใจรักขึ้นได้อีกหลายล้านดวงใจช่วงชีวิต…

ใจรักของคนไทยที่มีต่อผลงานของท่านนั่นเอง