ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์
ค.ศ. 1907-2002
พ.ศ. 2450-2545
นายกรัฐมนตรีคนที่ 12 ของประเทศไทย
เป็น ‘นายกฯ พระราชทาน’ สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์นองเลือดระหว่างเผด็จการทหารกับนักศึกษาและประชาชนเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 และเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือนคนแรก หลังจากที่ประเทศไทยมีทหารเป็นนายกรัฐมนตรีปกครองประเทศติดต่อกันมาถึง 20 ปี
ก่อนหน้าที่จะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นประธานองคมนตรี ในอดีตท่านเคยรับราชการในกระทรวงยุติธรรมจนได้ตำแหน่งประธานศาลฎีกา ปลัดกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตลอดช่วงชีวิต ท่านดำรงตนเรียบง่าย สมถะ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่แอบอ้างแสวงหาอำนาจหรือทรัพย์สินทั้งหน้าฉากและหลังฉาก จึงเป็นที่รักนับถือของคนทั่วไปโดยแท้จริง
นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทสำคัญในการบำรุงพระศาสนา และเคยเป็นประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกอีกด้วย
วันเยาว์…
แม้ครอบครัวจะไม่ร่ำรวย แต่เด็กชายสัญญามีความเป็นอยู่ที่สุขสบายพอสมควร เพราะพระยาธรรมสารเวทย์วิเศษภักดีฯ ผู้บิดา มีตำแหน่งเป็นถึงอธิบดีศาลอุทธรณ์ข้าหลวงพิเศษ
พ่อหนูเป็นลูกคนเล็กของครอบครัว มีพี่ชายและพี่สาวอย่างละคน พี่ชายซึ่งเป็นคนโตนั้น นอกจากจะเป็นที่รักของน้องๆ ยังเป็นคนเรียนเก่งอย่างหาตัวจับยาก จึงเป็นตัวอย่างให้น้องชายคนเล็กขยันหมั่นเรียนไปด้วย
เด็กๆ ในสมัยร้อยปีที่แล้ว ส่วนใหญ่จะเริ่มเรียนจากโรงเรียนใกล้บ้าน เพราะพาหนะในการเดินทางยังไม่มีมากเหมือนสมัยนี้ เด็กชายสัญญาก็เช่นกัน ต่อเมื่อขึ้นประถมหนึ่ง ท่านบิดาจึงให้ย้ายไปอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญ
ทุกเช้า พ่อหนูจะไปโรงเรียนโดยนั่งรถยนต์ซึ่งมีคนขับ ไปพร้อมกับท่านบิดา เมื่อโรงเรียนเลิกแล้ว รถก็จะมารับไปส่งบ้าน การได้นั่งรถยนต์ประจำตำแหน่งของบิดา เป็นความหรูหราสิ่งเดียวของเด็กชายสัญญา
นอกเหนือจากนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเรียบง่าย เพราะท่านบิดาเป็นข้าราชการที่ครองชีพด้วยเงินเดือนเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นวิธีการดำเนินชีวิตเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีของข้าราชการส่วนใหญ่ในสมัยนั้น
แม้แต่เงินที่จะสร้างบ้าน ท่านบิดาก็ต้องขอกู้จากพระคลังข้างที่ และผ่อนใช้โดยให้หักจากเงินเดือน ทางครอบครัวจึงต้องระมัดระวังค่าใช้จ่ายเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อพ่อหนูอายุได้เพียง 11 ปี ท่านบิดาก็ถึงแก่กรรมลงอย่างกระทันหันด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งแพร่ระบาดอย่างหนักในกรุงเทพฯ
ไข้หวัดใหญ่นี้ในครั้งกระนั้น ฝรั่งเรียกกันง่ายๆ ว่า ‘Spanish Flu’ หรือไข้หวัดใหญ่สเปน ทั้งๆ ที่มีต้นทางมาจากค่ายทหารในสหรัฐฯ โรคแพร่ระบาดพอดีกันกับเวลาที่สหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทหารอเมริกันจึงนำไข้หวัดใหญ่ไปแพร่ให้กับชาวยุโรป จากนั้นโรคก็ลุกลามไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ทางการแพทย์ยังไม่มียาใดที่จะช่วยได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
การระบาดครั้งนั้นพลิกชีวิตเด็กชายสัญญาไปโดยสิ้นเชิง
คุณหญิงชื้นซึ่งเป็นมารดาเผชิญความจริงว่า นอกจากจะไม่มีเงินสะสมแล้ว ยังไม่มีบำนาญตกทอด มิหนำซ้ำยังมีหนี้ที่จะต้องชำระพระคลังข้างที่ด้วย จึงขายบ้านที่เพิ่งสร้างเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ จากนั้นแม่และลูกๆ จึงต้องพยายามอยู่กันให้ได้ด้วยค่าเช่าสวน ค่าเช่านา ซึ่งแต่ละปีมีไม่มากนัก
เด็กชายสัญญาและพี่ๆ ช่วยมารดาทำงาน และประหยัดทุกอย่างเท่าที่ทำได้ รวมทั้งเดินไปโรงเรียนเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่ารถ
เมื่อพี่ชายคนโตสอบชิงทุนไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ ได้ ทั้งบ้านดีใจนัก แต่แล้วก็กลับต้องเสียใจอย่างยิ่ง เมื่อพี่ชายไปเสียชีวิตที่ต่างแดน เพียงสองปีหลังจากท่านบิดาจากไป
เด็กชายสัญญาซึ่งมีอายุเพียง 13 ปี ตั้งอกตั้งใจเรียนมากขึ้นอีก เพราะรู้ตัวว่าเป็นผู้ชายคนเดียวซึ่งจะต้องเป็นหัวหน้าของครอบครัวต่อไป ความฝันของพ่อหนูน้อยคือ จะเป็นผู้พิพากษาเหมือนกับบิดา
ท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เคยเขียนเล่าไว้ว่า
“คุณพ่อผมเป็นเนติบัณฑิตไทยรุ่นแรก… ท่านได้ดำเนินชีวิตเกี่ยวกับกฎหมายมาโดยตลอด ตั้งแต่พ่อ เพื่อนของพ่อ ลูกศิษย์ของพ่อ หนังสือของพ่อ เหล่านี้ทำให้ผมเกิดความเลื่อมใส อยากเป็นผู้พิพากษา…”
เมื่อจบชั้นมัธยม หนุ่มน้อยสัญญาซึ่งภาษาอังกฤษแข็งแกร่งสมกับที่เป็นศิษย์เก่าอัสสัมชัญ ก็เข้ารับตำแหน่ง ‘นักเรียนล่าม’ ในกระทรวงยุติธรรม ได้รับเงินเดือนซึ่งช่วยให้ทางบ้านสุขสบายขึ้น ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนกฎหมายไปด้วย
หลังจากได้เป็นเนติบัณฑิตแล้ว สัญญาก็สมัครสอบชิงทุนหลวงของกระทรวงยุติธรรมไปเมืองนอก เมื่อมารดาทราบเข้ากลับร้องไห้ เพราะกลัวลูกชายคนเล็กจะไปเสียชีวิตที่ต่างแดนเหมือนบุตรคนโต ถึงกับไปบนเจ้าพ่อหลักเมืองไม่ให้สอบได้
ปรากฏว่าไม่ได้จริงๆ
แต่เมื่อบุตรชายอธิบายให้ฟังว่า การได้ไปศึกษาต่อจะช่วยให้อนาคตการทำงานรุ่งเรืองดียิ่งขึ้น มารดาจึงอนุญาตให้สอบชิงทุนได้อีกครั้ง คราวนี้เนติบัณฑิตไทย—สัญญา ธรรมศักดิ์—ก็สามารถสอบชิงทุนได้ที่หนึ่ง และใช้เวลาเพียงสองปีเรียนจบเนติบัณฑิตอังกฤษ แทนที่จะเป็นสามปีตามปกติ
ได้กลับมารับใช้บ้านเมืองในด้านกฎหมายอย่างเต็มภาคภูมิ เหมือนอย่างที่เด็กชายสัญญาใฝ่ฝันไว้ในอดีตทุกประการ
ไม่นับที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 12 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือความฝันและความต้องการของตัวท่านเอง