สุรพล โทณวณิก

ค.ศ. 1932-
พ.ศ. 2475–

ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปการแสดง (ดนตรีสากล) พ.ศ. 2540

แม้จะมีการศึกษาน้อย และไม่เคยเรียนดนตรีมาเลย แต่ครูสุรพลได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่แห่งวงการดนตรีไทยสากล

ในช่วงเวลาร่วมหกสิบปี ครูสุรพลมีผลงานในการประพันธ์กว่าหนึ่งพันเพลง ทั้งที่ประพันธ์คำร้องให้กับนักแต่งเพลงคนอื่น และประพันธ์ทั้งคำร้องและทำนองด้วยตัวเอง เพลงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือเพลง ใครหนอ ฟ้ามิอาจกั้น รอ จูบ อยากลืมกลับจำ รักไม่รู้ดับ ฯลฯ

นอกจากเพลงรัก เพลงปลุกใจ เพลงเด็ก เพลงตลกสนุกสนานแล้ว ครูสุรพลยังมีความสามารถในการแต่งเพลงโฆษณา และเป็นผู้คิดสโลแกนที่คุ้นหูคนไทยทั้งประเทศอย่าง “สดใส ซาบซ่า” “จิบเดียว จับใจ” ฯลฯ

ในวัยปลายครูสุรพลได้ใส่ทำนองในพระคาถาชินบัญชร และพระคาถาพาหุง เพื่อให้พุทธศาสนิกชนจำพระคาถาได้ง่ายขึ้นด้วย

วันเยาว์…

เมื่อเริ่มจำความได้ ‘น้อย’ ไม่มีพ่อหรือแม่คอยดูแลเหมือนเด็กส่วนใหญ่

ผู้หญิงที่อาบน้ำป้อนข้าวให้น้อย คือยายซึ่งเป็นแม่ชี ตอนกลางคืนยายฝากให้เขานอนบนกุฏิพระ

น้อยจึงเป็น ‘เด็กวัด’ ขนานแท้

แม่ของน้อยเป็นภรรยาคนที่สี่ของอัยการผู้มีอันจะกิน แต่แม่ตัดสินใจเลิกกับพ่อก่อนที่น้อยจะจำความได้ สำหรับน้อย พ่อจึงเป็นเสมือนปูชนียวัตถุที่เมืองไกล ได้ยินชื่อเสียง ในใจนึกเลื่อมใสนับถือ แต่ไม่เคยได้เห็นหรือสัมผัส

เมื่อน้อยอายุได้หกขวบ แม่ประเมินว่าคงจะสามารถเลี้ยงดูลูกชายคนเดียวได้แล้ว จึงไปรับน้อยคืนจากยายและหลวงพ่อ

แม่พาน้อยไปอยู่บ้านเช่าเล็กๆ ด้วยกัน นับเป็นช่วงแห่งความสุขและความอบอุ่นที่สุดในชีวิตของน้อยนับตั้งแต่จำความได้ แต่ที่น้อยไม่รู้ตอนนั้น คือน้อยจะไม่ได้พบความสุขตามประสาแม่-ลูกเช่นนี้อีกเลยในชีวิต

ครูสุรพล โทณวณิก ศิลปินแห่งชาติ เคยเขียนเล่าไว้เองว่า

“…มีความอบอุ่นมากมายเมื่ออยู่กับแม่ นอนกับแม่ นั่งดูแม่ทำกับข้าว หรือเมื่อแม่ถอดกางเกงติดกัน จับอาบน้ำหน้าบ้าน…

แม่ฟอกตัวให้ด้วยสบู่สีเขียว หอมฉุย เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เจอสบู่ รู้สึกชื่นใจมาก อยู่วัดลูกศิษย์หลวงพ่ออาบให้แค่เอาน้ำรดๆ แล้วเอาผ้าอาบของหลวงพ่อเช็ดตัวให้เท่านั้น

ไม่เหมือนแม่ พอบอกว่าหนาว แม่ก็เอาผ้าขนหนูนุ่มมาพันรอบตัว…”

น้อยนอนกับแม่ในมุ้ง สำหรับเด็กชายตัวเล็กผู้นี้ มุ้งเป็น ‘หนังสี่จอ’ ที่อีกหลายสิบปีต่อมา สุรพล โทณวณิกจะนำมาเขียนไว้ในเพลง ‘ใครหนอ’ ซึ่งผู้ฟังจะรู้จักกันทั้งประเทศไทย

อยู่กันสองคนแม่ลูกไม่นาน แม่ก็พาน้อยไปอยู่กับพ่อเลี้ยง แต่เพียงสองสามปีถัดมา ทั้งแม่และพ่อเลี้ยงก็เสียชีวิตลงไล่ๆ กัน มีคนรับน้องคนละพ่อไปเลี้ยง แต่น้อยซึ่งมีอายุเพียงเก้าปี กลับตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปเร่ร่อนอยู่แถวสะพานพุทธ

ครูสุรพล โทณวณิก มองย้อนไปดูสภาพ ‘เด็กเร่ร่อน’ ด้วยสายตาแบบเดียวกันกับมาร์ค ทเวน ยอดนักเขียนอเมริกัน คือเด็กเร่ร่อนนั้นมีอิสระ อิสระที่เด็กซึ่งอยู่ในสถานะที่ดีกว่าไม่มี และไม่มีวันรู้จัก

เด็กชายน้อยผู้ยากไร้ไปเสียทุกอย่าง กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยอิสระ

ในสมัยเกือบ 70 ปีมาแล้ว กรุงเทพฯ ยังไม่ค่อยมีรถยนต์ แต่เต็มไปด้วยรถลากและรถสามล้อ คนถีบสามล้อส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย ส่วนคนจีนจะลากรถ จึงมักเรียกกันว่า ‘รถเจ็ก’

น้อยหารายได้เลี้ยงตัวเองจากการเข็นรถเจ็กและรถสามล้อขึ้นสะพานพุทธ ได้เงินคราวละหนึ่งสตางค์ ซึ่งพอซื้อข้าวสวยได้หนึ่งชาม เพราะความที่ตัวเล็ก รายได้ของน้อยจึงไม่ดีนัก ทั้งรถเจ็กและรถสามล้อนิยมจ้างเด็กตัวโตๆ มากกว่า น้อยต้องใช้กำลังสองเป็นจุดขาย โดยจับคู่กับเด็กตัวเล็กอีกคนหนึ่ง ช่วยกันเข็น แล้วแบ่งสตางค์กันคนละครึ่ง

เมื่อได้เงินจากการเข็นรถ น้อยใช้ซื้อข้าวเปล่าและน้ำผัดผักจากตลาดกิน หากทั้งวันเข็นได้หนเดียว เพราะเด็กโตแย่งไปหมด น้อยกับ ‘คู่หู’ ที่ช่วยกันเข็นรถ จะต้องแบ่งกันกินคนละครึ่งชาม

หลายครั้งที่น้อยไม่มีเงินซื้อข้าว เขาหิวจนอาเจียน แต่ตลาดสอนวิธีช่วยตัวเองให้ น้อยจะหากระทงเปล่าไปคอยใส่อาหารที่คนกินเหลือไว้

ครูสุรพล โทณวณิกเล่าไว้เองว่า…

นอกจาก ‘เด็กวัด’ แล้ว ต้องบวก ‘เด็กตลาด’ เข้าไปในแขนงการเรียนของน้อยก่อนจะได้ปริญญาชีวิตด้วย เพราะตลาดบ้านสมเด็จและท่าเตียน ล้วนเป็นแหล่งให้วิชาความรู้แก่น้อยทั้งสิ้น

แต่วัดก็ยังเป็นที่พึ่งของน้อย เขาวนเวียนอยู่แถววัดประยุรวงศาวาส วัดอนงคาราม วัดพิชัยญาติ ฯลฯ แต่ไม่เข้าไปอาศัยพระอีกแล้ว แม้จะยังขอข้าวก้นบาตรกินบ้างเป็นครั้งคราว น้อยผู้รักอิสระกลับไปอาศัยนอนในเกวียนขนขยะของเทศบาลหน้าวัดประยูรฯ ซึ่งห่างไกลผู้คนจนไม่มีใครนำขยะไปทิ้ง เกวียนจึงสะอาดจนนอนได้สบาย แต่บางคราวน้อยก็แอบไปนอนในเรือเอี้ยมจุ๊นที่จอดเกยตื้นอยู่ในคลองหน้าวัดอนงคาราม

เครื่องช่วยทำความอบอุ่นในตอนกลางคืนของเด็กจรจัดที่ชื่อน้อย เป็นหมาจรจัดชื่อแดง น้อยแบ่งข้าวให้เจ้าแดงกินจนมันนับตัวว่าเป็นหมาของน้อย (หรือน้อยเป็นคนของมัน) และตามน้อยไปทุกหนแห่ง รวมทั้งยามนอน

น่าแปลก

น้อยผจญความลำบากด้วยตัวเองตลอดเวลานี้ ทั้งๆ ที่บ้านโอ่อ่าของตระกูลทางพ่ออยู่ไม่ห่างจากสะพานพุทธฝั่งพระนคร หากน้อยเดินไป จะกินเวลาเพียงเพียงไม่กี่นาที

ไม่ใช่สุดเอื้อม แต่เป็นแค่เอื้อม… ที่ดูเหมือนน้อยไม่ได้แคร์ที่จะเอื้อม

ในช่วงที่น้อยร่อนเร่อยู่นี้ เป็นเวลาเดียวกันกับที่สัมพันธมิตรเริ่มทิ้งระเบิดกรุงเทพฯ ในสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามช่วยให้น้อยอิ่มท้องขึ้นมาก เพราะฉวยโอกาสตอนคนวิ่งหนีระเบิด รวบรวมอาหารที่คนซื้อแล้วยังไม่ได้กิน หรือลืมทิ้งไว้ เมื่อได้อาหารแล้ว น้อยจะวิ่งไปแอบกินที่ใต้สะพานพุทธ โดยคิดเอาเองตามประสาเด็กว่าคงปลอดภัย ไม่รู้สักนิดเลยว่าสะพานพุทธคือเป้าหมายที่สัมพันธมิตรต้องการจะบอมบ์

เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับชีวิตจรจัดมากขึ้น น้อยเริ่มหาอาชีพเสริมเพื่อเลี้ยงตัว นอกเหนือไปจากการเข็นรถขึ้นสะพานพุทธ เขาไปขอรับห่อหมก หรือข้าวต้มผัดจากแม่ค้าที่คุ้นๆ หน้ากัน ออกไปเที่ยวเร่ขาย พอมีเงินได้กินข้าว บางครั้งแม่ค้าก็แบ่งของที่เหลือจากการขายให้กิน บางครั้งก็ไปช่วยแม่ค้าหาบของและขายของตามโรงเรียน

ในช่วงน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2485 น้อยเปลี่ยนอาชีพไปรับจ้างพายหัวเรือ ช่วยให้เบาแรงคนพายท้ายซึ่งเป็นผู้ใหญ่

ที่น้อยชอบมาก คืองานขายของตามโรงมโหรสพ ไม่ว่าจะเป็นโรงลิเกหรือโรงละคร น้อยชอบเสียงปี่เสียงกลองจนไปช่วยคณะลิเกตีฉิ่งตีฉาบ

ข้อเสียของน้อยคืออ่านหนังสือไม่ค่อยออก ครูสุรพลเล่าไว้ว่า

“(น้อย) ใช้วิธีจำๆ เอาโดยเรียนจากป้ายโรงหนัง ยี่ห้อร้านค้า ป้ายชื่อถนน ชื่อวัด เศษกระดาษหนังสือพิมพ์… ไม่รู้คำไหนก็ถามดะ ถามไม่เลือกหน้า จนกระทั่งอ่านค่อนข้างคล่อง นอกจากคำยากๆ…”

เมื่อชักโตขึ้น น้อยอยากเรียนหนังสือ จึงฝากเนื้อฝากตัวกับพระที่จังหวัดสุรินทร์ แต่น้อยเป็น ‘คนเถื่อน’ โดยสมบูรณ์ เพราะไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีทะเบียนบ้าน หลวงพ่อต้องช่วยให้อำเภอทำสำมะโนครัวให้ ก่อนจะส่งไปทดลองเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาลในวัด

เมื่อน้อยเรียนได้ดี หลวงพ่อก็ให้เรียนต่อที่โรงเรียนสุรินทร์ราษฎร์บำรุง ซึ่งน้อยได้เข้าร่วมกับวงดนตรีนักเรียน ซึ่งรับบรรเลงตามงานต่างๆ ในจังหวัด แต่ในขณะเดียวกันน้อยก็ยังขยันเรียนหนังสือสม่ำเสมอ

หากเมื่อหลวงพ่อฝากให้น้อยไปอยู่กับพระอีกวัดหนึ่ง น้อยก็เริ่มหนีเที่ยวเพราะติดรำโทนซึ่งเป็นที่นิยมกันในหมู่คนไทยสมัยสงครามโลก (ต่อมาเรียกว่า ‘รำวง’) พอถูกพระเฆี่ยน น้อยก็หนีออกจากวัดไปเร่ร่อนอีกครั้ง คราวนี้ไปหลายจังหวัด บางครั้งไปกับกลุ่มนักมวย บางทีก็ไปกับกลุ่มรำโทน

เขาเริ่มหัดแต่งเพลงรำโทน โดยจำวิธีจากเพลงพื้นเมืองอีสานบ้าง คิดเองบ้าง หนุ่มน้อยที่ชื่อน้อย ไม่รู้เลยว่า การที่เขาหัดแต่งเพลงรำโทน จะเป็นการวางรากฐานการแต่งเพลงไว้ให้สุรพล โทณวณิก ศิลปินแห่งชาติ

ในช่วงนี้ น้อยหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานทุกอย่างที่ทำได้ รวมทั้งการชกมวยสมัครเล่น

เขาได้ค่ารถกลับกรุงเทพฯ จากการล้มมวย

วัดกลายเป็นที่พึ่งของน้อยอีกครั้ง แต่ไม่ช้า ‘หลวงพี่คอนเนคชั่น’ ก็ช่วยให้น้อยก็ได้งานเป็นเด็กอเนกประสงค์ประจำโรงละคร มีหน้าที่ช่วยทำฉาก ยกฉาก เปลี่ยนฉากระหว่างการแสดง เป็นตัวประกอบ ขายสูจิบัตรหน้าโรง ไปจนถึงซื้อก๋วยเตี๋ยว ซื้อกาแฟ และล้างห้องน้ำ

น้อยได้รู้จักกับนักแสดง นักเขียน นักดนตรี นักแต่งเพลงมากมายในช่วงนี้ แถมยังได้ดูละครและฟังเพลงจากละครเต็มอิ่มโดยไม่เสียสตางค์

น้อยไม่กลับวัดแล้ว แต่จะอาศัยนอนบนอาคารร้างที่ถนนราชดำเนิน โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูนอน และใช้น้ำมันก๊าดทาตัวกันยุง มีเสียงเพลงจากละครที่นักแสดงซ้อมแล้วซ้อมเล่าเวียนวนอยู่ในสมอง ท่ามกลางกลิ่นน้ำมันก๊าดและเสียงแกรบๆ จากหนังสือพิมพ์ทุกครั้งที่ขยับตัว น้อยเรียงร้อยถ้อยคำใส่ลงในทำนองเพลง และในบางครั้งก็แต่งทำนองใหม่ใส่เนื้อร้องของตัวเอง

เช่นเดียวกับเออร์วิง เบอร์ลิน เจ้าพ่อเพลงป็อปของสหรัฐฯ เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 น้อยสร้างอาณาจักรเพลงอันยิ่งใหญ่ให้สุรพล โทณวณิกจากความด้อย

ด้อยฐานะ
ด้อยการศึกษา
ด้อยความรู้ทางดนตรี อ่านโน้ตไม่ออก เล่นดนตรีไม่ได้

อดีตเด็กจรจัดอย่างเออร์วิงและน้อย รวบรวมความด้อยประดามี แล้วทำให้กลายเป็นความโดดเด่น ที่นำความสุขมาให้เพื่อนมนุษย์อย่างเหลือประมาณได้อย่างไร

คงมีพระเจ้าเท่านั้นที่จะตอบได้