เพ็ญศรี พุ่มชูศรี

ค.ศ. 1929-2007
พ.ศ. 2472-2550

นักร้องสตรีที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทยในศตวรรษที่ 20

จากเด็กต่างจังหวัดฐานะยากจนที่ด้อยการศึกษา เพ็ญศรีมี ‘เสียงแก้ว’ ซึ่งช่วยให้เธอพุ่งขึ้นสู่ความเป็นนักร้องชั้นเลิศได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิง

ในชีวิตส่วนตัว เธอเคยถูกกระแสการเมืองใส่ร้ายป้ายสี ทำให้ต้องโทษถึงจำคุกฐาน ‘ไม่จงรักภักดี’ ไปช่วงหนึ่ง แต่ในความเป็นศิลปินเพ็ญศรีไม่เคยเสื่อม ไม่เคยตกต่ำ หากสามารถครองใจผู้ฟังและเพื่อนศิลปิน ตลอดจนลูกศิษย์มากมายได้อย่างงดงามตลอดช่วงชีวิต

วันเยาว์…

หนูน้อย ‘ผ่องศรี’ ซึ่งเป็นลูกคนโตของพ่อผิวและแม่ทรัพย์ ถือกำเนิดขึ้นในจวนข้าหลวงที่จังหวัดพิษณุโลกซึ่งครอบครัวอาศัยอยู่

เมื่อถึงวัยเรียน ผ่องศรีได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี อันเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด แต่เรียนได้ไม่กี่ปี พ่อก็หอบครอบครัวไปหางานทำที่กรุงเทพฯ

ผ่องศรีมีอายุเพียงแปดขวบเมื่อพ่อโชคดีได้งานเป็นพนักงานเทศบาล ครอบครัวจึงมีความสุขพอสมควร ในยามว่างพ่อและแม่จะพาหนูผ่องศรีและน้องๆ ไปเที่ยวงานวัด อันเป็นความสุขของคนชั้นกลางและชั้นล่างในครั้งกระโน้น

กรุงเทพฯ มีวัดมากมาย งานวัดในกรุงมีการละเล่นมากชนิด การแสดงต่างๆ ส่วนใหญ่จะน่าดูและสนุกสนานกว่าวัดในต่างจังหวัด

ผ่องศรีชอบเสียงเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงจากละครของครู ‘พรานบูรพ์’ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วในสมัยนั้น แม่หนูสามารถจำเนื้อร้องและทำนองเพลงต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ มิหนำซ้ำยังร้องได้อย่างไพเราะเพราะเจ้าตัวมีเสียงใสน่าฟัง

เวลาได้ยินโฆษกงานประกาศว่าจะมีการแข่งร้องเพลง หนูผ่องศรีได้แต่เก็บความอยากเข้าแข่งไว้ในใจเพราะเห็นว่าบรรดาผู้สมัครล้วนผู้ใหญ่ทั้งนั้น

แต่เมื่ออายุได้แค่สิบขวบ ผ่องศรีก็ขอพ่อแม่ไปแข่งร้องเพลงในงานฤดูหนาวที่วัดหัวลำโพง ถึงจะต้องแข่งกับผู้ใหญ่ก็ไม่เป็นไร แพ้ชนะไม่ว่า ขอเพียงให้ได้ร้องบนเวทีกับเขาบ้างเท่านั้น

การแข่งร้องเพลงในงานวัดบ้านเราไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ไม่แบ่งเพศ แบ่งวัย ใครที่ใจถึงคิดว่าตัวเองร้องได้ ก็ไปเข้าชื่อไว้ เด็กหญิงตัวน้อยที่สวมเสื้อผ้าตามอัตภาพของครอบครัว ก็มีสิทธิ์ที่จะขึ้นเวทีได้เหมือนกับผู้ใหญ่ที่บรรจงซ้อม บรรจงแต่งตัว มุ่งหมายมาเอารางวัลและชื่อเสียง

แต่เมื่อหนูผ่องศรีเริ่มร้องเพลงอย่างตั้งอกตั้งใจ เสียงไพเราะที่ใสราวแก้ว ท่วงทำนองและจังหวะการร้องที่ไม่ผิดเพี้ยน ทำให้กรรมการถึงกับแปลกใจในความสามารถของแม่หนูน้อย

ทั้งผู้ร่วมแข่งและบรรดาคนดูก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน หากมีใครไปบอกคนเหล่านั้นว่า วันหนึ่งเด็กหญิงคนนี้จะกลายเป็นนักร้องชื่อดังของประเทศไทย อาจจะไม่มีใครแปลกใจเลยก็ได้

ผ่องศรีจึงคว้ารางวัลที่หนึ่งไปอย่างง่ายดาย ของขวัญที่ได้มีกระเช้าผลไม้ ที่พ่อแม่ลูกต้องช่วยกันหิ้วกลับบ้าน

ในกระเช้ามีจดหมายจากหนึ่งในกรรมการ คือ ‘ศิวะ วรนาฎ’ (คุณชิน เนียวกุล) ซึ่งเป็นนักแต่งเพลง คุณศิวะให้ที่อยู่ พร้อมกับบอกให้ผ่องศรีไปหา หากสนใจที่จะเป็นนักร้อง

เมื่อชนะได้หนหนึ่งแล้ว ผ่องศรีก็มีความมั่นใจมากขึ้น หนูน้อยขอให้พ่อแม่พาไปร้องแข่งตามงานวัดต่างๆ นอกเหนือไปจากวัดหัวลำโพง เช่นวัดอินทร์ วัดจางวางดิษฐ์ วัดสามปลื้ม รวมทั้งวัดสระเกศด้วย

ถ้วยรางวัลที่ได้เริ่มเต็มบ้าน พอกันกับที่ชื่อเสียงของเด็กหญิงผ่องศรีเริ่มเป็นที่รู้จักในบรรดานักเที่ยวงานวัด คนรุ่นหนุ่มสาวหลายคนที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักร้อง และนิยมเข้าแข่งในงานวัด จะพากันถอนตัวหากได้ยินว่าเด็กหญิงผ่องศรีจะเข้าแข่ง เพราะ

“ขี้เกียจแพ้เด็ก”

ทั้งนี้รวมทั้ง ‘ชาญ เย็นแข’ ซึ่งต่อมาได้เป็นนักร้องดังของเมืองไทยในอดีตด้วย (เรื่องนี้คุณชาญเล่าไว้เอง)

ครูใหญ่ นภายน เคยเล่าว่า การประกวดร้องเพลงตามวัดในบ้านเรานั้น จริงๆ มี ‘ระดับ’ ความแตกต่างอยู่เหมือนกัน งานวัดสระเกศ หรือที่เรียกว่า “งานภูเขาทอง” นั้นถือเป็นสุดยอด ใครที่ชนะการร้องเพลงที่งานภูเขาทอง ก็เท่ากับได้ผ่านมหาวิทยาลัย ไปหากินเป็นนักร้องตามเวทีละครได้อย่างสบาย

แน่นอนว่าแม้จะเรียนหนังสือมาน้อย แต่ในความเป็นนักร้อง จัดได้ว่าเด็กหญิงผ่องศรีผ่าน ‘มหาวิทยาลัย’ แล้ว และพร้อมที่จะเข้าสู่วงการตัวโน้ตด้วยความมั่นใจ

ผ่องศรีเริ่มไปฝึกการร้องเพลงเพิ่มเติมจากครูศิวะ ไม่นานครูก็แต่งเพลง ‘ศีลธรรมทั้งห้า’ ให้ลูกศิษย์อายุ 12 ขวบได้ร้องบันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก

เงินห้าบาทอันเป็นค่าจ้างร้อง มีความหมายต่อครอบครัวของเด็กหญิงผ่องศรีเป็นที่สุด เธอยิ่งมุ่งมั่นจะเป็นนักร้อง เพราะเห็นแล้วว่าจะมีรายได้ช่วยจุนเจือครอบครัวมากขึ้น

ในช่วงนี้เองที่ครูเปลี่ยนชื่อให้เธอเป็น ‘เพ็ญศรี’ นามซึ่งเธอจะใช้ต่อไปชั่วชีวิตความเป็นนักร้อง

ในเวลาใกล้ๆกัน พ่อประสบอุบัติเหตุโดนไฟช็อตในระหว่างทำงาน ทำให้ต้องถูกตัดแขน

ทางการช่วยเหลืออย่างจำกัดจำเขี่ย ซึ่งอาจเป็นเพราะพ่ออยู่ในฐานะลูกจ้างของเทศบาล ไม่ใช่พนักงานประจำ

ในวัยผู้ใหญ่คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี เคยเล่าไว้ว่า ตอนนั้นเธอคุกเข่าบอกกับคุณหมอสมหวัง ฉายะจินดา เจ้าของไข้ว่า จะพยายามร้องเพลงหาสตางค์มาชดใช้ค่ายาและค่ารักษาพยาบาลแทนพ่อ

เมื่อคุณหมอผู้เมตตาบอกให้เด็กหญิงเพ็ญศรีลองร้องเพลงให้ฟัง เธอร้องอย่างตั้งใจที่สุด เพื่อให้คุณหมอเห็นว่าเธอมีความสามารถที่จะร้องเพลงหากินได้จริงๆ

คุณหมอฟังเสียงแก้วของแม่หนูแล้ว กลับตกลงออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ โดยที่เด็กหญิงตัวน้อยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องนำสตางค์ค่ารักษาบิดามาชดใช้คุณหมอเลย

เมื่อพ่อทำงานไม่ได้ ครอบครัวก็เริ่มฝืดเคืองมากขึ้น แม้เงินจากการร้องเพลงของเพ็ญศรีจะพอช่วยได้บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก

ในปลายปี พ.ศ. 2484 ทหารญี่ปุ่นเข้าประเทศไทย คนไทยได้เรียนรู้ว่าบรรดานายห้างญี่ปุ่นที่เห็นๆ หน้ากันอยู่ แท้จริงคือทหารญี่ปุ่นที่แอบแฝงมาในรูปของพ่อค้า เพื่อที่จะเตรียม “พื้นที่” ในประเทศไทยให้เรียบร้อยก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นจะบุกเข้า ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง

เมื่อยึดครองไทยสำเร็จแล้ว ก็จัดตั้งให้มีไนท์คลับไว้เป็นที่พบปะ และวางแผนงานต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ต้องการความบันเทิงเพื่อหย่อนใจไปด้วย จึงจ้างนักร้องและนักดนตรีชาวไทยไปบรรเลงเพลงให้ฟัง

ปีต่อมาประเทศไทยจำต้องประกาศสงครามกับฝ่ายอังกฤษและสหรัฐฯ เพราะฝ่ายญี่ปุ่นกำลังใหญ่คับประเทศไทย บริษัทมิตซุยตกลงว่าจ้างเพ็ญศรีซึ่งอายุได้ 14 ปี ให้ไปร้องเพลงในค่ายญี่ปุ่น โดยให้เงินถึงเดือนละ 45 บาท หากเป็นวันสุดสัปดาห์ได้เพิ่มอีกวันละหกสลึง รวมแล้วมากพอจะทำให้ครอบครัวเล็กๆ ของแม่หนูเพ็ญศรีพออยู่ได้อย่างสบายอย่างที่ไม่เคยมาก่อน

ที่นี่เอง เพ็ญศรีจะได้ฝึกร้องเพลงจากแผ่นเสียง และหัดร้องเป็นภาษาญี่ปุ่นตามแต่ผู้จ้างจะสั่ง เป็นการได้ฝึกซ้อมร้องเพลงที่มีความแตกต่างไปจากเพลงไทย และเป็นรากฐานทำให้รูปแบบการร้องเพลงของเธอเป็นระดับ ‘อินเตอร์’ มากขึ้นกว่านักร้องทั่วๆ ไปในครั้งนั้น

อีกปีหนึ่งต่อมา เพ็ญศรีซึ่งอายุได้ 15 ปี ก็มีโอกาสได้เริ่มฝึกหัดร้องเพลงกับครูเวส สุนทรจามร นักดนตรีและผู้ประพันธ์เพลงระดับแนวหน้า

บรรดาครูเพลงในช่วงต้นชีวิตความเป็นนักร้องของเพ็ญศรี ล้วนมีส่วนในการเจียระไนเพชรเม็ดงามของวงการดนตรีในประเทศไทย ในระยะนี้เองที่เธอได้เรียนรู้การอ่านโน้ตดนตรีด้วย และนับเป็นหนึ่งในนักร้องไม่กี่คนในรุ่นนั้นที่อ่านโน้ตออก

ครูเวสฝากเพ็ญศรีเข้าเป็นนักร้องฝึกหัดอยู่ในกองดุริยางค์ทหารเรือ เธอรับเงินเดือนเพียง 5 บาทอยู่เกือบครึ่งปี แต่ก็มีโอกาสได้ร้องเพลงหาลำไพ่กับวงดนตรีของครูเวสและวงดนตรีอื่นๆ บ้าง

เมื่อเพ็ญศรีเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการ ครูเวสก็พาไปฝากกับครูเอื้อ สุนทรสนาน เพื่อให้เธอมีโอกาสได้เข้าไปรับราชการกับกรมโฆษณาการ เงินเดือนประจำ 30 บาทคงช่วยให้เธอเลี้ยงแม่และน้องได้โดยไม่ลำบากนัก

ครูเอื้อถูกใจเสียงและวิธีการร้องเพลงของเพ็ญศรี แต่ติดขัดที่เธออายุน้อยเกินกว่าที่จะรับราชการได้ จึงมีใครคนหนึ่งช่วยเป็นฤาษีแปลงสาร เปลี่ยนปีเกิดของสาวน้อยเพ็ญศรีเป็น พ.ศ. 2466 ซึ่งแก่กว่าอายุจริงถึง 6 ปี สาว 16 จึงกลายเป็นสาว 22 ทำให้เธอได้รับราชการและเป็นนักร้องประจำวงของกรมโฆษณาได้สำเร็จ

เพ็ญศรีรับงานนอกร้องเพลงกับวงของครูแก้วฟ้า ในขณะเดียวกันก็มีงานประจำร้องเพลงกับวงดนตรีของกรมฯ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตามคำสั่งของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็น ‘ท่านผู้นำ’ ในยุคนั้น นอกจากนี้การเป็นข้าราชการกรมโฆษณาการยังทำให้เธอและได้ร้องออกกระจายเสียงทางวิทยุ เสียงไพเราะที่ไม่ซ้ำแบบใครของเธอจึงเริ่มคุ้นหูคนฟังทั่วประเทศ

ด้วยอายุเพียง 18 ปี เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปไม่นาน ชื่อเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ก็เป็นที่รู้จักทั่วประเทศไทย

เส้นทางชีวิตบนสายดนตรีของเพ็ญศรีไม่คดเคี้ยว พรสวรรค์ที่ติดตัวมาพาเธอมุ่งตรงไปสู่ความเป็นนักร้องตั้งแต่สิบขวบ และค่อยประคองพาไปยังหอเกียรติยศของนักร้องในหัวใจคนฟังทั้งประเทศตราบจนวันสุดท้ายแห่งชีวิต